ReadyPlanet.com
dot dot
bulletHome
bulletกระดาน คำถาม-คำตอบ
bulletAdisai's Facebook
dot
Twitter To:-
dot
bulletกัปตันอดิศัย พะลายานนท์
bulletบารัค โอบาม่า
bulletทักษิณ ชินวัตร
bulletอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
bulletจาตุรนต์ ฉายแสง
bulletกรณ์ จาติกวนิช
bulletสุระนันท์ เวชชาชีวะ
bulletสาทิตย์ วงค์หนองเตย
bulletจุรินทร์ ลักษณวิสิทธิ์
bulletกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
bulletคุณปลื้ม ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล
dot
ข่าวประจำวัน
dot
bulletกระแสหุ้น
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletไทยโพสต์
bulletผู้จัดการ
bulletมติชน
bulletThe Nation
bulletBangkok Post
bulletกรุงเทพธุระกิจ
bulletข่าวไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bullet Thai Red News
bulletVoice Of Taksin
dot
โทรทัศน์
dot
bulletสถานีโทรทัศน์ ITV
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 9
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 7
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 5
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
bulletSub Menu 3
bulletSub Menu 4
dot
LES & INMARSAT INFO
dot
bulletNERA Satcom
bulletSTCW
bulletGMDSS 2
bulletGMDSS
bulletเพลงสุนทราภรณ์
dot
หน่วยงานราชการกองทัพเรือ
dot
bulletกองทัพเรือ
bulletโรงเรียนนายเรือ
bulletเพลงราชนาวี - ไทยสากลเก่า ๆ.. ฯลฯ
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0001-0296
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0297-0580
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0581-0862
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0863-1162
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1163-1464
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1465-1766
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1767-2062
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2063-2352
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2353-2639
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2640-2931
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2932-3225
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3226-3522
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3523-3824
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3825-4125
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4126-4426
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4427-4732
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4733-5030
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 5031-5334
dot
บทความใน Website ; Adisai.com
dot
bulletความจริงก็คือความจริง 1
bulletความจริงก็คือความจริง 2
bulletความจริงก็คือความจริง 3
bulletตอนที่ 1 ความจริงวันนี้
bulletตอนที่ 2 เอกราชของชาติ
bulletตอนที่ 3 มโนธรรม
bulletตอนที่ 4 ระบอบประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 5 ที่มาของประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 6 อารยธรรมและวัฒนธรรม
bulletตอนที่ 7 การก่อกบฏในอังกฤษ
bulletตอนที่ 8 กฏหมายโมเสส
bulletตอนที่ 9 ราชวงค์บูร์บองของฝรั่งเศส
bulletตอนที่ 11 กฏหมายต่างตอบแทน
bulletตอนที่ 10 ดูตรงนี้เป็นตัวอย่าง
bulletตอนที่ 12 เก่งกับ เก่ง
bulletตอนที่ 13 โจราธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550
bulletตอนที่ 14 เรื่องที่เราไม่รู้
bulletตอนที่ 15 หาไม่ได้อีกแล้ว
bulletตอนที่ 16 แม่กับลูก
bulletตอนที่ 17 คนดีก็คือคนดี
bulletตอนที่ 18 รัฐสภาน่าคิด
bulletตอนที่ 19 เพื่อชาติ และ ราชนาวี
bulletตอนที่ 20 คนดีที่ต้องเสียเปลียบคนชั่ว
bulletตอนที่ 21 เมื่อต้องตายเพราะทำดี
bulletตอนที่ 22 เหตุที่ต้องเดินทางไปในทะเล
bulletตอนที่ 23 ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะอยู่ได้อย่างไร ?
bulletตอนที่ 24 ผิดเป็นครู
bulletตอนที่ 25 แม่สอนลูกให้ฆ่าพ่อ
bulletตอนที่ 26 กบฏ 2475
bulletตอนที่ 27 ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
bulletตอนที่ 28 ไม่เหี้ยมไม่ได้เป็นฮ่องเต้
bulletตอนที่ 29 กบเลือกนาย
bulletPage1 จดหมาย พล.ต.มนูญกฤต
bulletมังกรดำ
bulletความจริงก็คือความจริง 1-1
bulletความจริงก็คือความจริง 2-1
bulletความจริงก็คือความจริง3-1
bulletความจริงก็คือความจริง 4
bulletชอบสุรยุทธ จุทานนท์
bulletเรื่องที่เพื่อนอยากรู้
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletPage1 3-2
bulletPage1 5-2
bulletPage1 6-2
bulletยกย่องนายพลในกองทัพบก
bulletสดุดี "กองทัพเรือ"
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ ตอน 2
bulletยกเลิกกฏหมายความมั่นคง
bulletสุภาพบุรุษ "กองทัพเรือ"
bulletพล.ร.อ.สงัด และ พล.อ. กฤต
bulletมันชั่ว หรือ ขายชาติ กันแน่ ?
bulletการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletผังประกอบการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletโจรครองเมือง 1
bulletโจรครองเมือง 2
bulletโจรครองเมือง 3
bulletโจรครองเมือง 4
bulletโจรครองเมือง 5
bulletหน้าแรก ย้ายมาเมื่อ 5/07/54
bulletตอนที่ 1 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 2 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 3 หวามหวังใหม่
bulletตอนที่ 4 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 5 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 6 ความหวังใหม่




ตอนที่ 29 กบเลือกนาย article

ตอนที่ 29

กบเลือกนาย

.....................................

ไอ้...กบหน้าโง่ ....มันไม่รู้ว่าอะไรดี  อะไรชั่ว   แย่งกันเป็นใหญ่ในฝูง กัดกันใหญ่ในที่ประชุมสภา มั่วไปหมด (กบไม่มีวินัย)...ตกลงกันไม่ได้ว่าจะเอาใครเป็นนาย... เลือกไป  เลือกมา ...ไปเลือกเอานกกระสามาเป็นนาย... นกกระสาเลยจับกินเสีย ทุกวัน ...วันละตัวสองตัว จนหมดฝูง...(สมน้ำหน้า)

.................................

 

มันเป็นความบ้าคลั่ง และไร้เหตุผลอย่างสิ้นดี ของผู้ดูแลรักษาอาวุธ ของ ประชาชนที่ได้นำอาวุธออกมาฆ่าฟันกันเอง เพื่อความยิ่งใหญ่ของคน หนึ่ง

(Capt.Adisai Balayananda.M.Mnr.ให้ไว้เมื่อ Fri,Jul  31,2009 @ 1502)

 

*******************

 

จากความจริงก็ต้องเป็นความจริง 1 ตอนที่ 5 เรื่อง ที่มาของประชาธิปไตย หน้า 33

มีส่วนหนึ่งความว่า

ทั้งเพลโต และ อริสโตเติล มีความเห็นตรงกันในข้อที่เชื่อว่า  ....” รัฐหรือสังคมการเมือง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะมนุษย์มีความต้องการที่จะอยู่ร่วมกัน   และปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือ ปัญหาการจัดระเบียบ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสังคนการเมืองนี้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะขจัดมิให้มีความขัดแย้งกัน .....เพลโตมีวิธีขจัดข้อเสียของสังคมมนุษย์ โดยพยายามเลือกเฟ้นหาบุคคลพิเศษจำนวนน้อยที่สุด ที่มีคุณสมบัติดี เป็นผู้ปกครอง (Guardian)    เพื่อให้ได้ผู้ปกครองที่มีคุณธรรม มาใช้อำนาจแก้ใขปัญหาของสังคม....

 

แต่ในความเห็นของอรีสโตเติล...สังคมที่ดี คือ สังคมที่ทุก คนรู้สึกเป็นมิตรกัน และความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นได้ในเมื่อสมาชิก ของสังคม ทุก คน รู้สึกว่า มีฐานะเท่าเทียมกัน  ....ความเสมอภาคในทรรศนะของอรีสโตเติลนี้ มิได้หมายถึง ความเท่าเทียมกันในทุก ด้าน  แต่หมายความว่าความยุติธรรมตามส่วน (Distributive Justice)  ทุกคนมีฐานะเป็นราษฎรที่เท่าเทียมกัน  แต่ สติปัญญาย่อมมีไม่เท่ากัน  เพราะฉะนั้นหน้าที่ ที่จะได้รับก็ย่อมแตกต่างกันออกไป และ เกียรติที่ได้รับมากมายเพียงได ก็ต้องขึ้นอยู่กับหน้าที่ ปฏิบัติ  ว่าจะอำนวนประโยชน์ให้สังคมเพียงใด ซึ่งขึ้นอยู่กับสติปํญญาและความสามารถของบุคคล....อริสโตเติล  ชี้แจงว่า ...”ราษฎรสามัญแต่ละคน อาจจะไม่มีสติปัญญาพอที่จะรับผิดชอบในการบริหาร...ไม่สามรถพิจารณาปัญหาต่าง ด้วยตนเองได้ ถึงแม้ว่าราษฎรที่มีจำนวนมากเหล่านี้มารวมกัน แต่ก็จะทำให้เกิดปัญหาร่วมซึ่งจะนำไปใช้คิด  พวกที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี ที่มีการศึกษาสูง มีประสบการณ์มากกว่า เข้ามาทำหน้าที่บริหาร   ...โดยวิธีนี้อำนาจทางการเมือง(Political Control) จึงอยู่ในมือของราษฎรส่วนใหญ่ และผู้ที่ใช้อำนาจในการปกครองก็ใช้อำนาจนี้ โดยความยินยอมของประชาชน(Government by Consent) นอกจากนี้ อรีสโตเติล ยังมีความเห็นอีกว่า รัฐควรจะมีความระมัดระวังความขัดแย้งในเรื่องเศรษฐกิจอีกด้วย และรัฐที่มั่นคงควรมีชนชั้นกลาง มากกว่าชนอีก 2 ชั้น คือคนมั่งมีและคนยากจน...อริสโตเติล เชื่อว่า การยึดหลักสายกลาง (Moderation) สังคมจะเป็นสุข  ถ้าในสังคมมีแต่คนมั่งมีและคนจนในสังคมก็จะมีแต่นายกับบ่าว รัฐจะไม่เป็นรัฐของเสรีชน แต่เป็นรัฐของทาสกับนาย และ จะเป็นรัฐที่ดีไปไม่ได้  ดังนั้นรัฐที่ดีจึงควรมีชนชั้นกลางมากกว่าคนมั่งมีและคนจน เพื่อคอยถ่วงดุลย์อำนาจแห่งสังคม.

อริสโตเติล ไม่เห็นด้วยกับเพลโตที่ว่า “การปกครองที่ดีที่สุดนั้น คือระบบที่ให้อำนาจในการปกครองขึ้นอยู่กับตัวบุคคล”....เพราะการกระทำของบุคคลขึ้นอยู่กับ  “เหตุผลและอารมณ์”...ถ้าให้อำนาจสูงสุดอยู่กับบุคคล อาจจะทำให้การใช้อำนาจนั้นไม่เป็นไปตามกฏเกณฑ์เสมอไป....ดังนั้นในทรรศนะ ของอรีสโตเติล   การปกครองที่ดี จะต้องใช้กฏหมาย มิใช่ตัวบุคคลเป็นหลัก ....เพราะกฏหมายเกิดจากเหตุผลของความคิดอย่างรอบคอบ และ สมดุลย์...กล่าวโดยสรุป ...“อรีสโตเติล เชื่อว่าการปกครองที่ชอบธรรม ในรูปที่เรียกว่า ..”Demoscracy” (ประชาธิปไตย)...ถือว่าอำนาจการปกครองอยู่กับคนหมู่มากที่ใช้อำนาจของตนเองตามกฏหมาย”

………………….

 

พวกบารอน  ซึ่งเป็นขุนนางอังกฤษจำนวนหนึ่ง ใด้ร่วมกันบังคับให้พระเจ้าจอห์น  เซ็นต์สัญญาในหนังสือฉะบับหนึ่ง  คือ มหาบัตร แมคนา คาร์ตา (Mangna Carta) ขึ้นในวันที่ 15  มิถุนายน  ..1215.(.. 1768 ตั้งแต่ไทยเริ่มมีพระมหากษัตริย์เป็นสมัยแรกของกรุงสุโขทัย คือ ต้นราชวงค์พระร่วง ซึ่งได้แก่ พ่อขุนศรีอินทราทิศย์ .. 1762-1781)    มหาบัตรนี้นับว่าเป็นรากฐานของเสรีภาพต่าง ของชาวอังกฤษ ข้อความที่สำคัญในมหาบัตรตอนหนึ่งมีใจความว่า.-

“เสรีชนจะถูกขาย  ถูกปฏิเสธ  หรือถูกหน่วงเหนี่ยวในสิทธิ  หรือ  ความยุติธรรมใด ไม่ได้   เสรีชนทุกคนจะถูกจับ  ถูกกุมขัง  ถูกเป็นบุคคลนอกกฏหมาย  หรือถูกเนรเทศ  หรือได้รับความเสียหายใด   โดยไม่ผ่านการตัดสินของคณะลูกขุน หรือ ของกฏหมายของประเทศก่อนมิได้”(นั่นหมายความว่า อังกฤษเขามีประชาธิปไตยมาแล้ว 784 ปี.)

............................

จาก  ...ความจริงก็ต้องเป็นความจริง 2 หน้า 17

“ ถึงแม้ว่าการกู้ชาติ(เช่นการเสียกรุงเมื่อปี ..2310)นั้นจะไม่ใช่ของง่ายก็จริง แต่ก็ยังมีสิ่งที่ยากกว่า...ที่ต้องใช้เวลา และความอดทนมากว่า.. นั่นคือ.. “การสร้างคน”...การสร้างคน ให้เป็นคนที่มี มีวินัย ...วินัยเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะก่อให้เกิดการกระทำที่เป็นที่มาของพลังร่วม ที่ยิ่งใหญ่ มั่นคงแข็งแรง ด้วยการทำตามขั้นตอนของผู้บังคับบัญชา หรือผู้อาวุโสสูงกว่า ด้วยความเต็มใจ อย่างแน่นอนและจริงใจ.... สร้างคนให้เป็นคนมีเกียรติ รู้จักรักเกียรติของตนเอง ไม่กระทำตนให้ได้ชื่อว่า..เสียชาติเกิด ไม่ทำอะไรให้ได้ชื่อว่าเป็นคนไร้เกียรติ ...คนมีเกียรติจะเป็นคนที่ไม่ทำความผิด... ไม่เห็นแก่ตัว  หรือ คิดถึงตัวเองแต่น้อยที่สุด  จะเป็นคนขยันขันแข็งประกอบสัมมาอาชีพ รักพวกรักพ้อง คือ สามัคคีกลมเกลียวกัน  มีความรัก ความเคารพ เชื่อฟัง พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ครูอาจารย์ ....การสร้างสิ่งต่าง เหล่านี้ให้อยู่ในสายเลือดของคน เดียวกันนั่นต่างหากที่ยาก ....  แต่ก็เป็นเรื่องที่หน้าเสียดาย ที่สิ่งต่างเหล่านี้ยังไม่มีในหมู่คนไทยเรามากพอ(มีเหมือนกันแต่น้อยไป)  จึงเป็นเรื่องของผู้บริหารประเทศที่จะต้องวางแผนระยะยาว...ให้เด็กไทยรุ่นใหม่ ได้รับการ ฝึกฝนอบรมให้เป็นผู้ใหญ่ในอนาตค ที่พร้อมที่จะเป็นผู้เสียสละให้ชาติบ้านเมืองได้ทุกอย่างแม้แต่ชีวิต และเลือดเนื้อ.

(Capt.Adisai Balayananda.M.Mnr. ให้ไว้เมื่อ Tue,Mar  24,2009)

……………………………….

 

“สวัสดีครับ ...เพื่อนพ้องน้องที่รัก ....ครับ.....”

“สวัสดี...ข่าง”

“สวัสดี...เป็นอย่างไรบ้างเที่ยวนี้ “

“ทุกอย่าง....เหมือนเดินไม่มีอะไรเปลี่นแปลงมาก ...แต่เที่ยวนี้ที่พม่า ฝนตกมากเหลือเกิน...ตกทุกวัน ตลอดหนึ่งเดือน (กรกฏาคม)ที่ผ่านมา ....ตกทั้งวันทั้งคืน ไม่ได้เว้นวันเลย ...ตกสามสี่ชั่วโมง หยุด หนึ่งชั่วโมง ...เดียวตกอีกแล้ว ตก สองชั่วโมง หยุดสามสิบนาที...ตกอีกแล้ว เป็นอย่างนี้ตลอดทั้งเดือนเลย ...งานการไม่ได้ทำ .... ยกเว้นเรือ คอนเทลเนอร ...นอกนั้นจอดกันเต็มท่าไปหมด....ของเรานี่ก็ต้องจอดคอยท่าอยู่ 12 วัน....เข้ามาเทียบท่าแล้วงานก็ทำไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย....”

“อ้าย...แล้วอย่างนี้ ...ไม่ขาดทุนแย่หรือ ...?”

“ไม่ทราบ.....เป็นเรื่องของข้างบนจัดการ ...เราไม่มีเอกสารอ้างอิง...ตอบไม่ได้”

“เขาทำสัญญากันอย่างไรละ ?”

“ไม่ทราบ....แล้วไว้ว่ากันทีหลัง....เอาไว้เมื่อ ...กองทัพเรือ เข้ามาดูแล เรื่องการเดินเรือค้าติดต่อกับต่างประเทศทั่วโลกแล้วถึงตอนนั้น   เราจะพูดกันให้ละเอียด ว่า ....มันเกิดอะไรขึ้นในท้องทะเลไทยกันบ้าง....ตอนนี้ ไม่มีประโยช์ ....พูดไปสองไพเบี้ย  นิ่งเสียตำลึงทอง...”

“ศัย ไม่เคยพูด อะไรเลยกับข้างบนหรือ ?”

“เคย ....แต่ไม่มีปฏิกริยาย้อนกลับ เลยหยุดไว้ “

“ก็ดีไปอย่างนะ....เรื่องของเรือ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ถ้าเข้าไม่ถึงจะแก้ไม่ได้ ...นะศัยนะ”

“ใช่ ....ถ้าเข้าไม่ถึง แล้วการจะแสวงหาผลกำไรสูงสุด เป็นเรื่องที่ยาก ....เอาไว้เราค่อยคุยกับ น้อง ๆ สามสมอ ของเราดีกว่า ....น่าจะรู้เรื่องดีกว่า “

“”แล้วตอนนี้ ศัยทำอย่างไรละ ?”

“นำเรือไปกลับให้ปลอดภัย ...ดูแลอย่าให้มีปัญหาในเรือรุนแรงนัก...ให้คนประจำเรืออยู่ดีกินดีพอสมควร ...ฯลฯ....ก็เท่านั้น “

“เรื่องของคนไม่ใช่เรื่องง่าย...นายทำอย่างไรละ ? ....เพราะเคยเห็นนายบอกว่า ...ทำงานในเรือ ขณะนี้ ไม่มีอำนาจอะไรเลย ในเรื่อง การเลื่อน ลด ปลดย้าย ...แต่งตั้งถอด ถอน คนประจำเรือ ...เรื่องการจัดการเรื่องการเบิกของซ่อมทำ เรื่องรายรับรายจ่ายของเรือ ฯลฯ....เมื่อเป็นอย่างนี้ แล้วนายเอาอะไรไปปกครองคนเรือละ”

“เอาธรรมชาติ....ที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด ปกครองคนเรือ ....ที่ไม่ค่อยจะเหมือนคนบก “

“ทำอย่างไร ?”

“ก่อนอื่น ต้อง ปกครองตัวเองก่อน ....ปกครองตัวเอง....อย่างให้เหลวใหล...อย่า กินเหล้าเมายาในเรือ ...อย่าเล่นการพนันในเรือ .....อย่าค้าของต้องห้าม ในเรือ ....อย่าลงไปมั่วสุมกับคนเรือ ...ฯลฯ...อยู่ในห้อง อ่านหลังสือ... ค้นคว้า.... หาข้อ มูลในการแก้ปัญหา ที่อาจจะเกิดขึ้นในการทำงาน ในทุก ๆ ด้าน ทั้งทางปฏิบัติ และทางกฏหมาย ...เป็นนายเรือ ต้องตอบปัญหาต่าง ๆ ได้ทุกอย่าง  ที่เกิดขึ้นในเรือ ....คือ สามารถ ชี้ถูก  ชี้ผิดได้ อย่างถูกต้องเป็นธรรม ด้วยเหตุและผล และ/หรือ กฏหมาย ในเมื่อเหตุผลไม่อาจจะคลี่คลายปัญหาได้”

“เช่น อะไรบ้าง”

“ เช่น เราบอกว่า “เพื่อความเหมาะสม ให้นายก.เข้ายามตรงนี้ ....นาย ข.เข้าตรงนั้น.....แล้วนาย ก. ก็มาบอกว่า  เข้ายามตรงนี้  แดดร้อน ...ตรงนาย ข.ดีกว่า ล่มสบายกว่า......อย่างนี้ เราก็ต้องบอกว่า .... “นี่เป็นคำสั่ง”... ให้ นาย ก. เข้าตรงนี้...สงสัย ไปเปิด ระเบียบดู....ถ้าเป็นทหารเรือ ....เราก็จะบอกว่า “ไปเปิด ขทร.ดู”

“ไม่ใช่ของง่ายเหมือนกันนะ....เรื่องของคน “

“ไม่ง่าย แต่ก็ต้องทำให้มันง่ายเข้าไว้ ....ถ้าทำไม่ดัจะยุ่งกันใหญ่...อาจจะถึงฆ่ากันตายในเรือก็ได้...นะ....เคยรู้ข่าวบ้างหรือเปล่าละ”

“เคย....ศัย นายก็ลำบากแย่นะต้องอยู่แต่ในห้องเป็นปี ๆ”

“ทำอย่างนี้มา หลายสิบปีแล้ว ....ทำนาน ๆ เข้าก็เคยชินไปเอง  ทำไป...ทำตามอย่างที่ “เดลคาเนกี้”  แนะนำไว้”

“เดลคาเนกี้ แนะนำว่าอย่างไร ?”

“แนะนำว่า ...“การแก้ใขตัวเอง เป็นวิธีการที่ดีที่สุด”....อย่างไรละ”

“แล้วถ้ายังมีปัญหาตามมาอีกละ...ศัยเคยทำอย่างไร “

“ในเรือเราไม่เคยมีนะ ...สำหรับเรื่องคนเกเร....คนเรือของเราดีทุกคน ....แต่จะให้สมบูรณ์แบบเสียทุกอย่าง มันย่อมเป็นไปไม่ได้...ตรงนี้ละสำคัญ ...คนเป็นนายคน ต้องทำตัวอย่างที่ดีให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเห็น ...”

“แล้วถ้าเขาไม่เชื่อละ...จะทำอย่างไร ?”

“ดังที่บอกไปแล้วว่า ของเราไม่ค่อยมีปัญหา ....ที่ไม่มีปัญหา เพราะคนประจำเรือ ทุกคนคนที่ลงมาทำงาน ร่วมเรือลำเดียวกับเรา ไม่ว่าจะเปฌนใครทั้งนั้น  จะเป็นต้นเรือ ต้นกล นายประจำเรือ หรือลูกเรือ เมื่อ ทางข้างบนส่งมาลงเรือ เราจะให้ขึ้นมารายงานตัวกับเราก่อน แล้วเราจะเอา ระเบียบการของเรือทั้งหมดที่ปฏิบัติกันอยู่มาอธิบายให้ฟัง ทีละข้อ ๆ ขนหมด แล้ว....สุท้ายจะถามว่า ...ทำได้หรือ ไม่ได้ ?....ถ้าทำไม่ได้ เมื่อเรือ กลับเข้ากรุงเทพฯให้ ขึ้นไปจากเรือ แล้วกลับไปบนสำนักงานใหญ่ บอกกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลว่า ...กัปตัย จะให้ทำตามระเบีบเรือ ผมทำไม่ได้ เลยขอขึ้นจากเรือ”

“ก็ดี...แต่ถ้า อยู่ ๆ กันไป แล้ว มีคนเปี้ยวละ ?”

“ในระหว่างทำงาน เรามีการประชุม หาข้อบกพร่อง และข้อขัดแย้งกันในเรือ ทุกเที่ยวเรือ ปัญหาต่อง ไ ก็ไม่มีเพราะเมื่อมีเราก็จะถามกันในที่ประชุม และแก้กันตรงนั้นละ “

“ถ้าเกิดมีทีหลังประชุมละ”

“ทุกครั้ง...ในที่ประชุมเราจะบอกเสมอว่า หากใคร ก่อเรื่อง กินเหล้าเมายา ทะเราะวิวาทกันในเรือ ...ผมสอบสวนไม่เป็น...ผมจะให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวน ถ้ามีความผิด เข้าก็จะว่าไปตามกฏหมายบ้านเมืองของแต่ละเมืองท่า ...ผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย....เรือออกได้ก็ออก...ออกไม่ได้ก็ไม่ต้องออก....ไม่เห็นจะยาก อะไรเลย”

“แล้วเขาว่าอย่างไร ?”

“ทุกคนก็  OK นะ...ไม่เป็นมีอะไรเกิดขึ้น ....เพราะเท่าที่ดู...เรื่องที่มันจะเกิดนั้นมันเป็นของคู่กรณีย์ทำขึ้นทั้งนั้น ....มันไม่ได้เกี่ยวกัยเราเลย....แต่ตัวเราต้องทำตัวดี ให้เป็นที่น่าเคารพนับถือก่อน”

“แล้วถ้าเขาไม่เคารพนับถือเราละ”

“ผมก็จะนอกว่า....ไม่เป็นไร...มันเป็นสิทธิของคุณที่จะเคารพ หรือ ไม่เคารพผม.....คุณสามรถทำได้...ตามสดวก.....แต่ในทำนองเดียวกัน....เมื่อคุณไม่ เคานับถือผมว่าเป็น เป็นนายเรือของคุณ....ผมก็จะไม่นับว่าคุณเป็นลูกเรือของผมเหมือนกัน....ซึ่งมันก็เป็นสิทธิของผมเหมือนกัน ....และเมื่อผมไม่ถือว่าคุณเป็นลูกเรือของผม ....ผมก็จะไม่รับรองคุณในครูลิส (Crew List) ....เมื่อผมไม่รับรองคุณในครูลิสแล้ว คุณจะไปหาใครมารับรองก็เป็นเรื่องของคุณ ไม่เกี่ยวกัยผม .....แต่ที่มันเกี่ยวกับผมก็มีอยู่อย่างเดียวคือเมื่อ เรือออกจากเมืองท่าแล้ว มันเป็นหน้าที่ของผมที่จะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ในเมืองท่าที่เรือจะเข้าว่ามี ผู้ลักรอบหนีออกจากเมือง (Stowaway)มาในเรือหนึ่งคน ...แล้วทีนี้ ทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองของเมืองท่าที่เรือถึงเขาจะจัดการอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ...สำหรับผม....ถือว่าหมดหน้าที่ ที่จะเกี่ยวข้องกับคน ๆ นั้น”

“ศัย....เคยเอาคนเรือขึ้นจากเรือใหม ?”

“ไม่เคย ...เคยมีแต่ต้นกลที่หนี ขึ้นจากเรือ ตอนเรือ ออกจากกรุงเทพ ฯ เราเลยทำเอกสารปลดออกจากต้นกลเรือ เพราะตกเรือ  แต่ไม่รู้ว่าต้นกลไปพูดอย่างไรกับข้างบน หรือ ข้างบน เกรงไปว่า นายเรือ จะมีอำนาจมากเกินไปก็ไม่ทราบได้ ...ทางข้างบน ได้ส่งต้นกล กลับมาลงเรืออีก....ตอนนี้เลยต้องพูดกันยาว ....เมื่อพูดยาว ...ก็ต้องขอฝ่านเรื่องต้นกลไปก่อน ....มีอีกคนหนึ่ง คือ ต้นเรือ เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า.....    เมื่อหลายปีมาแล้ว เวลา ประมาณ 0400  กำลังจะออกจากกลางน้ำราษฏร์บูรณะออกทะเล  เมื่อใกล้จะถึงเวลาออกเรือ  ต้นเรือ ไปหัวเรือก่อน ....แล้วเริ่มเบสสมอเลย   โดยที่เราไม่ได้สั่ง เมื่อต้นเรือเบสสมอ เรือก็วิ่งไปข้างหน้า ...ไปชนเอาท้ายเรือ แสงไทยเข้า ...เราก็เรียกต้นเรือมาว่า ....ต้นเรือไม่พอใจ ขึ้นไป ข้างบน บริษัทฯไปขอย้ายเรือ กับ ผู้จัดการฝ่ายคนประจำเรือ ....พอดีเราขึ้นไป บนบริษัทฯ พอดี ...ผจก.ฝ่ายคนประจำเรือ เขาบอกว่า ต้นเรือ มาขอย้ายลำ จะว่าอย่างไร ....เราก็ตอบว่า “ให้เขาไปซิ” .....ต้นเรือก็ย้ายไปลำอื่น ไม่กี่เที่ยว ได้ข่าวว่า ไปอยู่กับเขาไม่ได้ ...เพาะอยู่กับเราในเรือ ไม่เหมือนกับลำอื่น เพราะวิธีการของนายเรือ แต่ละลำไม่เหมือนกัน .... เราไปพบอีกทีที่ Big C  ราษฏร์บูรณะนั่นละ เห็นผอมโทรมไปมาก....หน้าตาไม่ค่อยสดชื่นเหมือนอยู่กับเรา ...เราก็ชวนให้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก ....อยู่ได้ไม่เท่าไรก็เลย ออกจาบริษัทฯไป ...พูดแล้วยังนึกถึง และสงสารอยู่เลย ...ตอนนี้ได้ข่าวว่าไปอยู่เรือ ปลา...เป็นเรือห้องเย็นใหญ่...ไม่ใช่เรือ ปลาเล็ก ที่จับปลานะ.....นื่ละ เพื่อน เอ๋ย....นี่ละ ..ที่เขาเรียกว่า  “กบเลือกนาย”  ละ  ....นี่นันเรื่องเล็ก....เรื่องเล็กที่จะนำไปสู่เรื่องใหญ่ ละ “

“ไม่เข้าใจ”

“เรื่องใหญ่ ๆ  ก็เช่นเรื่อง   การที่ประชาชนคนไทยเลือกเปลี่ยนระบบ จาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ไปเป็นระบอบประชาชาธิปไตย เมื่อปี พ.ศ.2475 อย่างไรละ”

“แล้วเป็นอย่างไร”

“ ตอนนั้น พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู้หัว พระองค์ท่าน ทรงทราบดีว่า ประชาชนคนไทยยังไม่พร้อมที่จะปกคองตนเองในระบอบประชาธิปไตย จึงยังไม่ทรงถ่ายทอดพระราชอำนาจให้ ประชาชนไปปกครองกันเอง.....ประชาชน คนไทยตอนนั้นไม่เชื่อ แต่ก็ไม่พูด...ไม่แสดงความดิดเห็นใด ๆ ให้ พระองค์ท่าน ทรงทราบ แต่หันกลับไปสนับสนุน พวกที่รวมกลุ่มกัน จะเปลี่ยแปลงการปกครอง  หรือ ที่เราเรียกว่า คณะราษฏร์  อย่างไรละ ...เมื่อเปลี่ยนแล้วแทนที่จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิมกลับกลายเป็นไปเลือกเอานกกระสามาเป็นนาย เลยกินประชาชนมา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 จนถึงทุกวันนี้ ปี พ.ศ.2552 แล้ว ยังไม่เลิกกินอีก ....อยากจะพูดว่า .... “สมน้ำหน้า”...แต่ก็ไม่อยากจะพูด...เพราะเข้าใจดีถึงความนึกคิดของท่าน เจ้าคุณพหลฯ และหลวงพิบูลฯ เป็นอย่างดี...เลยต้องให้อภัยประชาชน คนลากหญ้าสมัยนั้น”

“นายว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ พระองค์ท่านเข้าใจว่าอย่างไร ?”

“อยากฟังหรือ ? อยากฟังจะเล่าให้ฟัง....แต่ต้องขอยกต้นเรื่องมาก่อน ...ตอนที่ ท่านเจ้าคุณพหลฯ และหลวงพิบูลฯ ล้วงความในใจของพระปกเกล้าฯ ว่ากำลังทรงคิดอะไรอยู่ ....ด้วยความที่พระองค์ท่านเห็นกับประชาชนของพระองค์มากเกินไป จนลืมนึกไปว่า    “เขากำลังล้วงความลับ”  จากพระองค์ท่านอยู่ ....จึงมีหนังสือตอบไปตามที่เรียนให้ทราบไปแล้ว....แต่ จะขอยกกลับมาดูกันอีกครั้งนะ....เพื่อนนะ”

………….

 

เมื่อ....ทางรัฐบาลพระยาพหลฯ (ก่อนหลวงพิบูลฯ) มีหนังสือกราบทูลไปยังผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  ในวันที่  23  ตุลาคม  2477  มีใจความสำคัญว่า.

“คณะรัฐมนตรีได้รับพระกระแสใส่เกล้าด้วยความโทมนัสล้นเกล้า  ด้วยคณะรัฐมนตรีมีความจงรัก และซื่อสัตย์สุจริตต่อใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาทอยู่เต็มที่ (โกหก)…..ถ้ามีข้อข้องพระราชหฤทัยประการใดแล้ว  ขอพระราชทานทราบเกล้าพระราชประสงค์เป็นข้อ ไป  คณะรัฐมนตรีจะพยายามหาลู่ทางที่จะจัดการให้เป็นที่พอพระทัย  ทุกอย่างทุกประการ  อันพึงจะกระทำภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ...”

เจ้าคุณพหลฯ พยายามล้วงความในใจของพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกมา เพื่อป้องกัน เหตุที่อาจจะเกิดขึ้นและ ดำเนินการต่อ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์   คือ ยึดประเทศไทยไว้ภายใต้อำนาจเถื่อน....(และก็ยึดได้จริง แล้วส่งต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้)

จากนั้นรัฐบาลได้ตั้งตัวแทนขึ้นจำนวนหนึ่ง เดินทางไปเจรจากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งมีแนวโน้มไปในทางที่ดี  จนเมื่อพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีบันทึกมายังรัฐบาลพระยาพหลฯ เรียกร้องหลายข้อหลายประการ....ประการสำคัญที่สุด คือ

“เรียกร้องให้รัฐบาลมีการแก้ใขรัฐธรรมนูญ (เหมือนปี ..2552 เลย)ให้เป็นประชาธิปไตย...ทั้งโดย....“นิตินัย และ พฤตินัย”.

 

คนเสื้อแดง ...ที่รักครับ ... ตอนนี้ท่านจะเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระบปเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระประสงค์คล้าย ๆ ท่านขณะนี้ คือ ปี พ.ศ. 2552 เลยนะครับ  แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ทั้งที่พระองค์ เป็น พระมหากษัตริย็ของปวงชนชาวไทย ทุก ๆ ท่าน.รวมทั้งคณะผู้กุมอำนาจทางการเมืองขณะนั้นด้วย ..... ทั้ง ๆ ที่คณะผู้กุมอำนาขการปกครองขณะนั้น  พูดอยู่เสมอว่า   “จงรักภักดีต่อ พระองค์ท่าน และราชวงค์จักรี “ อย่างสมัยนี้ก็เช่นกัน ...ผมรู้สึกว่า พวกที่กุมอำนาจการบริหารประเทศในช่วงปี พ.ศ.2549 ถึงปีนี้ พ.ศ.2552 ...พวกมาเฟียรการเมืองเหล่านี้ไม่เคยทำอะไรให้ เห็นว่า จริงใจ   และตั้งใจที่จะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสบายพระทัยเลย ....นี่คือความรู้สึกของผม คนเดียวนะครับ   ท่าน .........

คนพวกนั้น(กลุ่มเจ้าคุณพหลฯ) ก็ไม่ทำตามพระประสงค์ของรัชกาลที่ 7 ...เพราะต้องการกุมอำนาจไว้เปลี่ยนเป็นเงิน และตำแหน่งหน้าที่การงานต่อไปในอนาคต   ไม่ได้คำนึงถึงใครทั้งนั้น  รวมทั้งประชาชนคนไทยทั้งชาติด้วย....ทั้งหมดที่ ..ท่านเจ้าคุณพหลฯ ทำ...และส่งลูกต่อไปที่หลวงพิบูลฯนั้น ....ผมได้นำมาประมวลดูแล้ว “จึงตั้งเป็นกฏของผม” ขึ้นมาว่า .-

 

เมื่อไรที่ทรรชนคนกินเมือง และคนชี้ถูกชี้ผิดรวมกันเป็นหนึ่ง... เมื่อนั้นประเทศชาติและประชาชนจะเดือดร้อน

(Capt.Adisai Balayananda.M.Mnr. ให้ไว้เมื่อ Mon,Aug  03,2009 @ 2123)

 

ดังนั้นผมจึอยากจะขอยืนยันกับคนเสื้อแดง และประชาชนคนไทยที่ให้การสนับสนุนอยู่จนทุกวันนี้ว่า   ท่านทำถูกหมด....ครับท่าน....ย้อนกลับไปดูพระราชประสงค์ของล้นเกล้า ล้นกระหม่อมรัชกาลที่ 7 ต่อนะครับ ....

ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้ .-

1.  พระองค์มีพระราชประสงค์ให้แก้ใขเกี่ยวกับการตั้งสมาชิก ประเภท 2 เสียใหม่ เพราะเท่าที่เป็นมา รัฐบาลมักเลือกเอา แต่พวกที่อยู่ในคณะราชเป็นส่วนมาก  โดยมิได้พิจารณาถึงคุณวุฒิและความสามารถ เหมาะสมเฉพาะบุคคล

2.  ทรงเห็นว่ามาตรา 39 แห่งรัฐธรรมนูญนั้น  ยังไม่เหมาะสม เพราะพระราชบัญญํติใดที่พระมหากษัตริย์คัดค้าน  สภายังอาจจะยืนยันไห้เป็นไปตามเดิมโดยความเห็นข้างมากเพียงเสียงเดียว   จึงควรแก้ใขว่า.-

“ถ้าสภาลงมติตามเดิมโดยให้มีเสียงข้างมาก 3 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมด”

3.  ได้ทรงขอให้รัฐบาลทำมาตรา 14 ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญจริง ได้แก่  ให้เสรีภาพในการพูด....การเขียน...การโฆษณา  และให้เสรีภาพในการประชุมโดยเปิดเผย และ การตั้งสมาคม

4.  ขอให้ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญ และวิธีการที่ขัดกับหลักเสรีภาพในร่างกายของประชาชน

5.  ขอให้อภัยโทษให้แก่นักโทษการเมือง

6.  ข้าราชการที่ถูกลงโทษ  โดยถูกปลดออกจากราชการ เพราะถูกสงสัยว่า จะมีความผิดทางการเมืองก็ดี  หรือถูกกล่าวหาว่ากล่าวร้ายต่อรัฐบาลและพ้นโทษไปแล้วก็ดี  แต่ถูกตัดสิทธิในการรับเบี้ยบำเหน็จ บำนาญ  ขอให้เขารับบำเกน็จบำนาญตามที่เขามีสิทธิ์

7.  ข้าราชการที่ถูกสงสัยในข้อหาที่เป็นกบฏ แลที่กำลังจะฟ้อง ขอให้ลดการร้องจับกุม

8.  ขอให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฏรให้คำมั่นเป็นรายลักษณ์อักษรว่า จะไม่ตัดกำลัง และตัดงบประมาณของทหารรักษาวังให้น้อยกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้.

..................

 

        รัฐบาลได้ตอบพระราชบันทึกแบบเลี่ยงที่จะปฏิบัติตาม  ทำให้พระองค์ท่าน ทรงเสียพระทัยมาก จนในที่สุดก็ไม่อาจจะทนต่อไปได้   จึงทรงโปรดพระราชทานพระราชหัตถเลขา....ลงวันที่ 2 มีนาคม ..2478 ...ประกาศสละราชสมบัติโดยเด็จขาด   ดังมีความสำคัญบางตอนดังนี้...-

 

“เนื่องจากคณะผู้ก่อการมิได้กระทำให้มีเสรีภาพในการเมืองอันแท้จริง และ ประชาชนไม่มีโอกาศออกเสียงก่อนที่จะดำเนินนโนบายที่สำคัญต่าง จึงเป็นเหตุให้มีการ กบฏ ขึ้นถึงกับต้องต่อสู้ฆ่าฟันกันเองในระหว่างคนไทย (1)

เมื่อข้าพเจ้าขอร้องให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเสีย  ให้เข้ารูปประชาธิปไตยอันแท้จริง  เพื่อให้เป็นที่พอใจแก่ประชาชน (เหมือนปี พ.ศ.2551)  คณะรัฐบาลและพวกที่กุมอำนาจบริบูรณ์ในเวลานี้ ก็ไม่ยินยอม (2)....ข้าพเจ้าได้ขอร้องให้ราษฏรได้มีโอกาศออกเสียงก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงหลักการ และนโยบายที่สำคัญอันมีผลได้เสียแก่พลเรือน   รัฐบาลก็ไม่ยอม(3)   และแม้แต่การประชุมในสภาผู้แทนราษฏรในเรื่องที่สำคัญ  เช่น  เรื่องคำร้องขอต่าง ของข้าพเจ้าสมาชิกก็มิได้มีโอกาศพิจารณาเรื่องโดยถ่องแท้และละเอียดละออเสียก่อน  เพราะถูกเร่งรัดให้ลงมติอย่างรีบด่วนภายในวาระประชุมเดียว(4)    นอกจากนี้  รัฐบาลยังได้ออกกฏหมายใช้วิธีปราบปรามบุคคล  ซึ่งถูกหาว่าทำความผิดทางการเมืองในทางที่ผิดยุติธรรมของโลก  คือ  ไม่ให้โอกาศสู้คดีในศาล มีการชำระโดยคณะกรรมการอย่างลับไม่เปิดเผย ซึ่งเป็นวิธีที่ข้าพเจ้าไม่เคยใช้ในเมื่ออำนาจสิทธิขาดยังอยู่ในมือข้าพเจ้าเอง (เหมือนก่อนหรือหลัง พ.ศ.2549 คือ ทำกฏหมายให้มีสองมาตราฐาน)   และข้าพเจ้าได้ขอให้เลิกใช้วิธีนี้  รัฐบาลก็ไม่ยอม(5)

ข้าพเจ้าเห็นว่ารัฐบาลและพวกพ้องใช้วิธีการปกครองที่ไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุติธรรมตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า (6)  ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยิดยอมให้ผู้ใดคณะใด  ใช้วิธีการปกครองอย่างนั้นในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฏรทั่วไป (จนบัดนี้ ปีพ.ศ. 2552 แล้ว อำนาจการปกครองยังไม่ใช่ของประชาชนโดยสมบูรณ์) แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด   คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร”(7)

บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นว่า  ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ   และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่าบัดนี้หมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือ ให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปอีกแล้ว   ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป   ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวงซึ่งเป็นของข้าพเจ้าอยู่ในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์   แต่ข้าพเจ้าขอสงวนสิทธิอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมา   ก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงค์

ข้าพเจ้าไม่ประสงค์จะบ่งนามผู้หนึ่งผู้ใด  ให้เป็นผู้รับราชสมบัติสืบสันตติวงค์ต่อไป ตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิจะทำได้ตามกฏหมายเฑียนบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงค์”

สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงย้ำในตอนท้ายของพระราชบันทึกไว้ว่า.-

“อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะให้ผู้ใดก่อความไม่สงบขึ้นในประเทศเพื่อประโยชน์ของข้าพเจ้า  ถ้าหากมีใครอ้างใช้นามข้าพเจ้าพึงเข้าใจว่ามิได้เป็นไปโดยความยินยอมเห็นชอบ หรือสนับสนุนของข้าพเจ้า”

..............................

เพื่อนพ้องน้องพี่...ประชาชนคนไทยที่รักทั้งหลาย   ครับ ... ขอท่านได้โปรดพิจารณา ตามหัวข้อต่อท้ายข้อความที่ผมได้ ทำไว้ให้ แล้วท่านจะเห็นด้วยตนเองว่า  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่าน เข้าใจเรื่องของประชาธิเปไตยเป็นอย่างดี ในขณะนั้นว่า ประชาชนยังไม่พร้อมที่จะปกครองตนเอง ตามระบอบประชาธิปไตย จึงยังไม่พระราชทาน รัฐธรรมนูญให้ แต่ในเมื่อ คณะราษฏร ต้องการ  พระองค์ท่านก็คล้อยตาม แต่ ท่านเจ้าคุณพหลฯ และ หลวงพิบูลฯ มีความคิดไปในรูปที่จะ ยึดอำนาจการปกครองให้ไปเป็นของตนเอง เพื่อ ประโยชน์ของตนเอง โดยไม่ได้คิดถึงประชาชนชนอย่างจริงใจ ดังนั่นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงต้องสละราชสมบัติ เพราะไม่อาจทดดูพฤติกรรมเลว ๆ ของทั้งพระยาพหลฯ และหลวงพิพูลฯได้...........

  ท่านครับ.......... เห็นหรือยังละ   ครับว่า ทั้งเจ้าคุณพหลฯ และหลวงพิบูลฯทั้งสองคนนั่นละ คือ  ต้นตระกูลของ “อมาตยาธิปไตย”.....หรือทั้งสองคนนั่นละ  คือ “ทรราชธิปไตย” ...เมื่อนำพฤติกรรมและการกระทำของทั้งสองคนมาพิจารณาตามหลักมโนธรรมและ ทฤษฎีของคาร์ท แล้ว จะออกมาว่า  “เลว หรือ เลวมาก” ทั้งสองคนเลย...ถ้าดูตามหลัก ทฤษฎีการเมืองของจอลห์ ล็อก แล้ว   ทั้งเจ้าคุณพหลฯ และ หลาวงพิบูลฯ คือ “ทรราช” ทั้งสองคน ....นั่นก็คือ:-

 

วุฒิการศึกษา วัยวุฒิ คุณวุฒิ ตำแหน่งหน้าที่การงาน ยศฐาบรรดาศักดิ์ ชาติตระกูล ไม่อาจจะทำให้ คนเป็นคนดีได้เสมอไป

(Capt.Adisai  Balayananda.M.Mnr. ให้ไว้เมื่อ  Sun,Aug  02,2009)

 

ดูทฤษฎีการเมืองของจอลห็ ล็อก ก่อนครับ .-

จาก ความจริงก็คือความจริง 1 ตอนที่ 5 เรื่อง ที่มาของประชาธิปไตย หน้า 36 หัวข้อ 5.5

 

5.5 จอนห์ ล็อก (John Locke ; .. 1632 – 1704 ) ผู้สร้าง...”ทฤษฎีเสรีนิยมทางการเมือง”  ขึ้นมา

ทฤษฎีเสรีนิยมทางการเมืองของ จอนห์ ล็อก ส่วนใหญ่มาจากหนังสือ เรื่อง “The Two Treatises of Civil Government ..1690 ของเขา ล็อกยืนยันว่า  เดิมมนุษย์เกิดมามีอิสรภาพและความเสมอภาคอย่างสมบูรณ์ กฏหมายก็มีแต่เป็นกฏหมายของธรรมชาติ ซึ่งทุกคนใช้ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิอันเกิดตามธรรมชาติ ในเรื่องชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สมบัติ ต่อมามนุษย์ก็เกิดความไม่สะดวกที่จะอยู่ตามภาวะธรรมชาติ เพราะทุกคนพยายานใช้สิทธิของตนให้เกิดความสับสนวุ่นวาย  เมื่อเป็นเช่นนี้มนุษย์จึงได้ตกลงพร้อมใจจะสถาปนารัฐบาล และยินยอมมอบอำนาจบางประการให้รัฐบาล แต่มิใช่จะให้เป็นรัฐบาลที่เด็จขาด(เด็จขาด คือ เผด็จการ)ประชาชนจะมอบแต่อำนาจบริหารรัฐตามกฏหมายของธรรมชาติเท่านั้น เมื่อรัฐเป็นแต่เพียงผู้รับอำนาจจากสมาชิกในรัฐ รัฐจึงจะมีอำนาจหน้าที่เกินกว่าอำนาจหน้าที่อันสมาชิกของรัฐได้เคยมีอยู่ตามภาวะธรรมชาติ ก่อนที่เขาทั้งหลายจะร่วมใจกันสร้างสังคม และรัฐบาลขึ้นมาไม่ได้ ถ้าหากรัฐบาลได้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ หรือเกินกว่าอำนาจหน้าที่ ได้รับมอบหมายไว้ในสัญญาทางการเมืองที่ทำไว้กับประชาชน รัฐบาลนั้นก็คือทรราช และประชาชนก็มีสิทธที่จะยกเลิก หรือต่อต้าน หรือล้นล้างรัฐบาลนั้น ได้โดยชอบธรรม.

อิทธิพลของ จอห์น ล็อค  จอห์น ล็อคเชื่อว่า รากฐานอันแท้จริงในการกำเหนิดของรัฐ และการที่มีรัฐบาล ก็เพื่อป้องกันชีวิต เสรีภาพ   และทรัพย์สมบัติของประชาชน ตราบใดที่รัฐทำหน้าที่ป้องกันชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สมบัติของประชาชน อยู่โดยถูกต้องตามกฏหมายแล้ว ประชาชนจำเป็นต้องเชื่อฟังรัฐบาล เพื่อที่จะให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่  แต่ถ้าเมื่อใดรัฐบาลเข้ามาร่วงละเมิดสิทธิของประชาชน เช่น เสรีภาพ หรือทรัพยสมบัติแล้ว ก็จะต้องถือว่ารัฐบาลนี้ คือ ทรราช และ เป็นรัฐบาลที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย และประชาชนมีสิทธิที่จะล้มล้างรัฐบาล และสามารถตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่โดยถูกต้องตามกฏหมาย อิทธิพลของ จอห์น ล็อค นับเป็นรากฐานทางภูมิปัญญาของการปฏิวัติของอเมริกัน ใน .. 1776 และชาวฝรั่งเศส ใน ..1789  และยังมีอิทธิพลต่อการร่างรัฐธรรมนูญของหลายชาติในยุโรป และสหรัฐอเมริกา.

การประณามลัทธิเด็จขาด (Absolutism) ของล็อค   ล็อคประณามลัทธิเด็จขาด(เด็จขาด คือ เผด็จการ)ในการปกครองทุกรูปแบบ เขาปฏิเสธอำนาจของรัฐที่จะบุกรุกสิทธิตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะมาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเท่าใดก็ตาม จะไม่สามารถริดลอนอิสรภาพในการพูด และจะยึดหรือแจกแจงทรัพย์สมบัติของเอกชนได้ (เช่นการสร้างหลักฐานเพื่อยึดทรัพย์คุณทักษิณ หรือเปล่า? )  ล็อกสนใจในเรื่องการให้ความคุ้มครองเสรีภาพส่วนบุคคล มากกว่าการสนับสนุนความมั่นคงต่อความก้าวหน้าในสังคม   ถ้าถูกบังคับให้เลือกเขาคงจะพอใจเลือกเอาความเลวร้ายในการไม่มีรัฐบาลมากกว่าระบบทรราชในรูปแบบใด ก็ตาม.

……………………

 

ในเรื่องความจริงก็ต้องเป็นความจริง 2 ...ตอนที่ 10 หัวข้อ ดูตรงนี้เป็นตัวอย่าง หน้า 13 ... ผมได้เขียนไว้ว่า

“ความเป็นธรรมในสังคมคนเมือง หรือ/คือ   นิติรัฐ สำคัญมากนะ  ถ้าขาดความเป็นธรรม คือ มีแต่การกดขี่ข่มเหง  รังแกประชาชนทั่วไป   นั่นคือหนทางที่จะนำมา  ซึ่งการก่อให้เกิดสงครามกลางเมืองในรูปแบบต่าง ตามกาละ เทสะ ที่อาจจะเป็นไปได้ ดังเช่นการเกิดกบฏในฝรั่งเศส เมื่อ 4 กรกฏาคม ..1789 (..2332 ต้นรัชกาลที่ 1)

หลังการกบฏ….สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนุญได้มาประชุมกัน  และลงมติให้ยกเลิกสิทธิพิเศษต่าง ของพวกบาดหลวง(พระ) และพวกขุนนางข้าราชการ  การเสียภาษีต้องเสียเท่า กัน ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใด กฏหมายต่าง ที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ก็ได้รับการยกเลิก ชาวฝรั่งเศสได้รับสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน โดยคำแนะนำของ  “ลาฟาแย็ตต์” นอกจากนั้นก็ได้ลงมติให้มีคำสั่งประกาศ “แสดงสิทธิ์ของมนุษย์” (Declaration of Rights of Man) ซึ่งนักปฏิวัติและนักปกครองในเวลาต่อมา ได้ยึกถือเป็นแบบอย่าง “ประกาศสิทธิ์ของมนุษย์ มีใจความดังต่อไปนี้คือ .-

 

1.  คนเราเกิดมาเป็นอิสระ  มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ความแตกต่างในสังคน ย่อมมีขึ้นได้ต่อเมื่อได้ทำประโยชน์ให้แก่สาธารณะ

2.  อำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนทั่วไป ไม่มีคณะหรือกลุ่มบุคคลไดใช้อำนาจได้ หากอำนาจนั้นไม่ได้เกิดจากปวงชนเท่านั้น

3.  เสรีภาพคือการอนุญาติให้ทำทุกสิ่งทุกอย่างได้โดยไม่กระทบกระเทือนถึงคนอื่น

4.  กฏหมายคือ เจตจำนงของคนทั่วไป  พลเมืองทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้มีส่วนในการกำหนดเจตจำนงนั้นด้วนตนเอง หรือโดยอาศัยผู้แทนของตน.

นี่คือผลสรุปของการกบฏในฝรั่งเศส เพื่อประชาธิปไตย และเพื่อประชาชน มี 4 ข้อข้างบน   (แต่ของไทย เมื่อ ปี ..2475 ไม่ใช่)

ทั้งหมดนั้น   ท่าน “ปรีดี พนมยงค์ และกองทัพเรือ”  .....กองทัพเรือในที่นี้ผมหมายความว่า ผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครองในสาย กองทัพเรือ ทราบดี เข่นเดียวกัน ท่านปรีดี ผมก็หมายความรวมไปถึงผู้ร่วมก่อการในสานของท่านปรีดีด้วยนะครับ ....สำหรับทางสาย กองทัพบก ทุกท่านทราบดีว่า นั่นมันไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เดิมเสียแล้ว....ดังเช่นที่ท่านเจ้าคุณทรงฯ ท่านกล่าวว่า.-

“เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ท่านเจ้าคุณพหลฯ จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมดต่อไปในอนาคต”

ทุกท่านในสายของกองทัพบก   ทราบดีว่า  “นั่นมันผิดแล้ว” ยกเว้น ท่านเจ้าคุณพหลฯ และ หลวงพิบูลฯ เท่านั้น .......จากเหตุการณ์ ดังกล่าว จึงทำให้ผมได้แนวคิดขึ้นมาว่า.-

หนึ่งเดียวเท่านั้นสำหรับคนชั่วในหมู่คนดี ที่จะนำชาติบ้านเมืองไปสู่ความฉิบหายล่มจม

(Capt.Adisai Balayananda.M.Mnr. ให้ไว้เมื่อ  Mon,Aug  03,2009 @ 1925)      

 

ท่านครับ...จากข้อคิดของผมที่ให้กับท่านไว้นี้ จะมีประโยชน์ และใช้ได้ผลมาก ถ้า เราจับได้ว่าใครคิดคดทรยศต่อ เรา และชาติบ้านเมืองแม้แต่คนเดียวก็ต้องรีบกำจัดไปทันทีนะครับท่าน    อย่าปล่อยทิ้งไว้เป็นอันขาด เพราะ  “มันผู้นั้น  จะนำความยุ่งยาก และความฉิบหายล่มจมมาสู่ประเทศชาติ และประชาชนต่อไปในภายภาคหน้า”.....อย่างแน่นอน  ครับท่าน.

หันกลับเข้าเรื่องเดิม ครับ  ....เพื่อให้ท่านได้รู้จักกับคนดีที่ได้ทำงานด้วยความยากลำบากเพื่อชาติบ้านเมืองไว้บ้าง คือ

คณะราษฏร์ สายพลเรือน  มี

1.  อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี  พนมยงค์) หัวหน้าสายพลเรือน

2.  อำมาตย์ตรี หลวงศิริราชไมตรี (จรูญ  สิงหเสนี)

3.  รองอำมาตย์เอก หลวงโกวิทอภัยวงค์ (ควง  อภัยวงค์)

4.  เสวกตรี หลวงนฤเบศร์มานิตย์  (สงวน  จูทะเตมีย์)

5.  รองอำมาตย์เอก หลวงชำนาญนิติเกษตร  (อุทัย  แสงมณี)

6.  รองอำมาตย์เอกหลวงอรรถสารประสิทธิ์ (ทองเย็น หลีละเมียร)

7.  รองอำมาตย์เอก หลวงอรรถกิติกำจร (กลึง พนมยงค์)

8.  รองอำมาตย์เอก หลวงสุนทรเทพหัสดิน (สพรั่ง  เทพหัสดิน ณ อยุธยา)

9.  รองอำมาตย์เอก หลวงเดชาติวงค์วรวัฒน์ (ม.ล.กรี เดชาติวงค์)

10.      รองอำมาตย์เอก ตั้ว ลพานุกรม

11.      รองอำมาตย์เอก ประจวบ บุญนาค

12.      รองอำมาตย์เอก ม.ล.อุดม สนิทวงค์

13.      นายแนบ พหลโยธิน

14.      รองอำมาตย์โท ทวีบุณยเกตุ

15.      รองอำมาตย์ประยูร ภมรมนตรี

16.      นายวิลาส  โอสถานนท์

17.      นายจรูญ สืบแสง (ท่านนี้คือน้าเขยของผม)

18.      นายเล้ง ศรีสมวงค์ (ญาติ พล.ร.อ.นิตย์  ศรีสมวงค์ ร.น.)

19.      นายดิเรก ชัยนาม

20.      นายวิเชียร สุวรรณทัต

21.      รองอำมาตย์โท ชุณห์  บิณฑานนท์

22.      นายสวัสดิ์  โสตถิทัต

23.      นายจิตตะเสน  ปัจจะ (ญาติ พล.ร.อ.สมบูรณ์ ปัจจะ ร.น.)

24.      นายยงค์  เยอร์เกนส์ (พลบุล)

25.      นายเอก  สุภโปฎก

26.      นายสุรินทร์  ชิโนทัย

27.      นายศิริ  ชาตินันทน์

28.      นายเฉลียว  ปทุมรส

29.      นาจบรรจง  ศรีจรูญ

30.      นายประเสริฐ  ศรีจรูญ

31.      นายแช่ม  มุสตาฟา (พรหมยง)

32.      นายการิม  ศรีจรูญ (ซาฟิอี)

33.      นายสงวน  ตุลารักษ์

34.      นายซิม  วีระไวทยะ

35.      นายหงวน  ทองประเสริฐ

36.      นายบุญล้อม  พึ่งสุนทร

37.      นายเจริญ  ปัณฑโร

38.      นายทองเปลว  ชลภูมิ์

39.      นายบุญจือ (บุ้นจือ) อังศุวัฒน์

40.      นายชุบ  ศาลยาชีวิน

41.      นายกลิ่น  เทพหัสดิน    อยุธยา

42.      นายสอน  บุญจูง

43.      นายยล  สมานนท์

44.      นายยิน  สมานนท์

45.      นายร้อยตำรวจโท เชย  กลัญชัย

46.      นายรอยตรี เที่ยง  เฉลิมศักดิ์

47.      นายจำนง  บูรวิเชท

48.      นายผูก  ปาลธรรมี

49.      นายประวัติ  ศรีจรูญ

50.      นายวนิช  ปานะนนท์

........................................

คณะราษฎร์ สายทหารบก มี.-

1.  นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์  พหลโยธิน)

2.  นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ  พันทุมเสน)

3.  นายพันเอก พระยาฤทธิ์อัคเนย์ (สละ  เอมะศิริ)

4.  นายพันโท พระประศาสน์พิทยายุทธ (วัน  ชูถิ่น)

5.  นายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม (แปลก  ขีตตะสังคะ)

6.  นายพันตรี หลวงสฤษฏิ์ยุทธศิลป์ (เพียร  พิริยะโยธิน)

7.  นายพันตรี หลวงอำนวยสงคราม (ถม  เกษะโกมล)

8.  นายพันตรี หลวงวิจักรกลยุทธ (เศียร  สู่ศิลป์)

9.  นายร้อยเอก หลวงชำนาญยุทธศิลป์ (เชย  รมยะนันทน์)

10.     นายร้อยเอก หลวงกาจสงคราม (เทียน  เก่งระดมยิง)

11.     นายร้อยเอก หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต (ด้วน  จินตะคุณ)

12.     นายร้อยเอก หลวงชาญสงคราม (พาน  ชาลีจันทร์)

13.     นายร้อยเอก หลวงเชวงศักดิ์สงคราม (ช่วง  ขวัญเชิด)

14.     นายร้อยเอก หลวงทัศไนยนิยมศึก (ทัศนัย  มิตรภักดี)

15.     นายร้อยเอก หลวงพรหมโยธี (มังกร  พลชีวิน)

16.     นายร้อเอก หลวงรณสิทธิ์พิชัย (เจือ  กาญจนพินทุ)

17.     นายร้อยเอก หลวงสวัสดิ์รณรงค์ (สวัสดิ์  ดาระสวัสดิ์)

18.     นายร้อยเอก หลวงเสรีเรืองฤทธิ์ (จรูญ  รัตนกุล)

19.     นายร้อยเอก หลวงอดุลเดชจรัส (บัตร  พึ่งพระคุณ)

20.     นายร้อยเอก ขุนสุจริตรณการ (ผ่อง  นาคะนุช)

21.     นายร้อยโท ขุนจำนงภูมิเวช (จำนง  ศิวะแพทย์)

22.     นายร้อยโท ขุนนิรันตรชัย (สเหวก  มีสัญชัย)

23.     นายร้อยโ ท ขุนพิพัฒน์สรการ (เท้ง  พัฒนศิริ)

24.     นายร้อยโท ขุนปลดปรปักษ์ (ปลด  ภาณุสะวะ)

25.     นายร้อยโท ขุนเรืองวีระยุทธ์ (บุญเรือง  วีระหงษ์)

26.     นายร้อยโท ขุนวิมลสรกิจ (วิมล  เก่งเรียน)

27.     นายร้อยโท ขุนศรีศรากร (ชลอ  ศรีธนากร)

28.     นายร้อยโท ไชย  ประทีปะเสน

29.     นายร้องโท ทวน  วิชัยขัทคะ

30.     นายร้อยโท น้อม  เกตุนุติ

31.     นายร้อยตรี จำรูญ  จิตรลักณ์

32.     นายร้อยตรี สมาน  เทพหัสดิน ณ อยุธยา

33.     นายร้อยตรี อุดม  พุทธิเกษตริน

34.     นายดาบ จำรัส  สุวรรณชีพ

..........................................

คณะราษฏร์ สายทหารเรือ

1.  นายนาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย (สินธุ์  กมลนาวิน)

2.  นายนาวาตรี หลวงศุภชลาศัย (บุง  ศุภชลาศัย)

3.  นายเรือเอก หลวงธำรงค์นาวาสวัสดิ์ (ถวัลย์  ธารีสวัสดิ์)

4.  นายเรือเอก หลวงนาวาวิจิตร (ผัน  อำไภวัลย์)

5.  นายเรือเอก หลวงนิเทศกลกิจ (กลาง  โรจนเสนา)

6.  นายเรือเอก หลวงสังวรยุทธกิจ (สังวรณ์  สุวรรณชีพ)

7.  นายเรือเอก สงบ  จรูญพร

8.  นายเรือเอก ชลิต  กุลกำม์ธร

9.  นายเรือเอก สงวน  รุจิราภา

10.      นายเรือโท ทองหล่อ (ทหาร)  ขำหิรัญ

11.      นายเรือโท จิบ  ศิริไพบูลย์

12.      นายเรือเอก ทิพ  ประสานสุข

13.      นายเรือโท ประเสริฐ  สุขสมัย

14.      นายเรือโท วัน  รุยาพร

15.      นายเรือโท ชาลี(หลี)  สินธุโสภณ

16.      นายเรือตรี กุหลาบ  กาญจณสกุล

17.      นายเรือตรี ชั้น  รัศมีทัต

18.      นายเรือตรี ทองดี  ระงับภัย

.....................................




ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป

ILO article
ตอนที่ 1 ความจริงวันนี้
ตอนที่ 2 เอกราชของชาติ
ตอนที่ 3 มโนธรรม
ตอนที่ 4 ระบอบประชาธิปไตย
ตอนที่ 5 ที่มาของประชาธิปไตย
ตอนที่ 6 อารยธรรม และ วัฒนธรรม
ตอนที่ 7 การก่อกบฏในอังกฤษ
ตอนที่ 8 กฏหมายโมเสส
ตอนที่ 9 ความพินาจล่มจมของราชวงค์บูร์บองฝรั่งเศส
ตอนที่ 10 ดูตรงนี้เป็นตัวอย่าง
ตอนที่ 11 กฏหมายต่างตอยแทน
ตอนที่ 12 เก่ง กับ เก่ง
ตอนที่ 13 โจราธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550
ตอนที่ 14 เรื่องที่เราไม่รู้
ตอนที่ 15 หาไม่ได้อีกแล้ว
ตอนที่ 16 แม่กับลูก
ตอนที่ 17 คนดี ก็คือคนดี
ตอนที่ 18 รัฐสภา น่าคิด
ตอนที่ 19 เพื่อชาติ และ ราชนาวี
ตอนที่ 20 คนดีที่ต้องเสียเปลียบคนชั่ว
ตอนที่ 21 เมื่อต้องตายเพราะทำดี
ตอนที่ 22 เหตุที่ต้องเดินทางไปในทะเล
ตอนที่ 23 ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะเป็นสุขได้อย่างไร ?
ตอนที่ 24 ผิดเป็นครู
ตอนที่ 25 แม่สอนลูกให้ฆ่าพ่อ article
ตอนที่ 26 กบฏ 2475
ตอนที่ 27 ให้ทกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
ตอนที่ 28 ไม่เหี้ยมไม่ได้เป็นฮ่องเต้
Article Name: Column4 - Article1 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.