ReadyPlanet.com
dot dot
bulletHome
bulletกระดาน คำถาม-คำตอบ
bulletAdisai's Facebook
dot
Twitter To:-
dot
bulletกัปตันอดิศัย พะลายานนท์
bulletบารัค โอบาม่า
bulletทักษิณ ชินวัตร
bulletอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
bulletจาตุรนต์ ฉายแสง
bulletกรณ์ จาติกวนิช
bulletสุระนันท์ เวชชาชีวะ
bulletสาทิตย์ วงค์หนองเตย
bulletจุรินทร์ ลักษณวิสิทธิ์
bulletกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
bulletคุณปลื้ม ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล
dot
ข่าวประจำวัน
dot
bulletกระแสหุ้น
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletไทยโพสต์
bulletผู้จัดการ
bulletมติชน
bulletThe Nation
bulletBangkok Post
bulletกรุงเทพธุระกิจ
bulletข่าวไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bullet Thai Red News
bulletVoice Of Taksin
dot
โทรทัศน์
dot
bulletสถานีโทรทัศน์ ITV
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 9
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 7
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 5
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
bulletSub Menu 3
bulletSub Menu 4
dot
LES & INMARSAT INFO
dot
bulletNERA Satcom
bulletSTCW
bulletGMDSS 2
bulletGMDSS
bulletเพลงสุนทราภรณ์
dot
หน่วยงานราชการกองทัพเรือ
dot
bulletกองทัพเรือ
bulletโรงเรียนนายเรือ
bulletเพลงราชนาวี - ไทยสากลเก่า ๆ.. ฯลฯ
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0001-0296
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0297-0580
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0581-0862
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0863-1162
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1163-1464
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1465-1766
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1767-2062
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2063-2352
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2353-2639
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2640-2931
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2932-3225
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3226-3522
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3523-3824
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3825-4125
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4126-4426
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4427-4732
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4733-5030
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 5031-5334
dot
บทความใน Website ; Adisai.com
dot
bulletความจริงก็คือความจริง 1
bulletความจริงก็คือความจริง 2
bulletความจริงก็คือความจริง 3
bulletตอนที่ 1 ความจริงวันนี้
bulletตอนที่ 2 เอกราชของชาติ
bulletตอนที่ 3 มโนธรรม
bulletตอนที่ 4 ระบอบประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 5 ที่มาของประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 6 อารยธรรมและวัฒนธรรม
bulletตอนที่ 7 การก่อกบฏในอังกฤษ
bulletตอนที่ 8 กฏหมายโมเสส
bulletตอนที่ 9 ราชวงค์บูร์บองของฝรั่งเศส
bulletตอนที่ 11 กฏหมายต่างตอบแทน
bulletตอนที่ 10 ดูตรงนี้เป็นตัวอย่าง
bulletตอนที่ 12 เก่งกับ เก่ง
bulletตอนที่ 13 โจราธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550
bulletตอนที่ 14 เรื่องที่เราไม่รู้
bulletตอนที่ 15 หาไม่ได้อีกแล้ว
bulletตอนที่ 16 แม่กับลูก
bulletตอนที่ 17 คนดีก็คือคนดี
bulletตอนที่ 18 รัฐสภาน่าคิด
bulletตอนที่ 19 เพื่อชาติ และ ราชนาวี
bulletตอนที่ 20 คนดีที่ต้องเสียเปลียบคนชั่ว
bulletตอนที่ 21 เมื่อต้องตายเพราะทำดี
bulletตอนที่ 22 เหตุที่ต้องเดินทางไปในทะเล
bulletตอนที่ 23 ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะอยู่ได้อย่างไร ?
bulletตอนที่ 24 ผิดเป็นครู
bulletตอนที่ 25 แม่สอนลูกให้ฆ่าพ่อ
bulletตอนที่ 26 กบฏ 2475
bulletตอนที่ 27 ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
bulletตอนที่ 28 ไม่เหี้ยมไม่ได้เป็นฮ่องเต้
bulletตอนที่ 29 กบเลือกนาย
bulletPage1 จดหมาย พล.ต.มนูญกฤต
bulletมังกรดำ
bulletความจริงก็คือความจริง 1-1
bulletความจริงก็คือความจริง 2-1
bulletความจริงก็คือความจริง3-1
bulletความจริงก็คือความจริง 4
bulletชอบสุรยุทธ จุทานนท์
bulletเรื่องที่เพื่อนอยากรู้
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletPage1 3-2
bulletPage1 5-2
bulletPage1 6-2
bulletยกย่องนายพลในกองทัพบก
bulletสดุดี "กองทัพเรือ"
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ ตอน 2
bulletยกเลิกกฏหมายความมั่นคง
bulletสุภาพบุรุษ "กองทัพเรือ"
bulletพล.ร.อ.สงัด และ พล.อ. กฤต
bulletมันชั่ว หรือ ขายชาติ กันแน่ ?
bulletการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletผังประกอบการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletโจรครองเมือง 1
bulletโจรครองเมือง 2
bulletโจรครองเมือง 3
bulletโจรครองเมือง 4
bulletโจรครองเมือง 5
bulletหน้าแรก ย้ายมาเมื่อ 5/07/54
bulletตอนที่ 1 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 2 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 3 หวามหวังใหม่
bulletตอนที่ 4 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 5 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 6 ความหวังใหม่




ตอนที่ 28 ไม่เหี้ยมไม่ได้เป็นฮ่องเต้

ตอนที่ 28

 “ไม่เฮี้ยม ไม่ได้เป็นฮ่องเต้”

……………

( “เฮี้ยม กับ เหี้ย” นี่มันใกล้เคียงกันนะ  เคยบอกไปแล้วนี่ ว่า....มันมักจะมาด้วยกัน)

.........................

 

        วันที่  28 กันยายน 2481 หลังจากรัฐบาลพระยาพหลฯได้ประกาศราชกฤษฎิกายุบสภาผู้แทนไปแล้ว 16 วัน พระยาฤทธิ์อัคเนย์ ก็ต้องประสพกับมรสุมทางการเมือง ดังบันทึกของท่านได้เล่าให้ฟังว่า .-

        ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ 1500 ท่านเจ้าคุณฤทธิ์ฯ   กำลังปฏิบัติราชการอยู่ที่ กระทรวงเกษตรธิการ (เป็นรัฐมนตรีว่าการ) ...ทันใดนั้นเอง นายตำรวจใหญ่แห่งสันติบาลสองนายคือ ...ขุนศรีศรากร (ชลอ  ศรีธนากร) ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล และ ...บรรจงศักดิ์  ชีพเป็นสุข  ได้รุดเข้าพบ พร้อมกับแจ้งให้ทราบว่า

        “เจ้าคุณพหลฯให้เชิญ ใต้เท้าไปประชุมที่วังปารุสกวันเดี๋ยวนี้”

        พระยาฤทธิ์ฯรู้สึกงงเล็กน้อย

 

  

        จริง แล้ว ทางรัฐบาลโดยหลวงพิบูลฯ และ หลวงอดุลเดชจรัส   ได้เตรียมแผนการจับเหล่านักการเมือง ที่เป็นปรปักษ์ และคิดร้ายกับรัฐบาลโดยใช้ข้อหา “กบฏ” เป็นใบเบิกทาง (เหมือน กับที่ทำกับ ... ดร.ทักษิณ ชินวัตน์  (อัจฉริยะบุคคลของชาติ และ นตท.10) ทางฝ่ายกบฏ 19 กย.49 โดยใช้การโกงกินเป็นใบเบิกทาง  ต้องแยกแยะให้ดี ...สุดท้าย ผลสรุปจะเหมือนกัน)..........แต่ติดขัดเพราะตอนนั้น เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ยังทรงประทับอยู่ในพระนคร  จึงได้รั้งรอเรื่อยมา

        ครั้นแล้วในวันที่ 24 มกราคม 2482 (ผม 3 ขวบ) ....เวลา 0100 หลวงอดุลย์ฯ (คนนี้มีในบันทึกว่า ชอบของ Second Hands มากนะ เช่น นางอิน....อะไรนั่น) อธิบดีกรมตำรวจ พร้อมทั้งนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีกหลายนาย เช่น ...พระพิจารณ์พลกิจ รองอธิบดีกรมตำรวจ ... ...พระพินิจชนคดี  ผู้กำกับการตำรวจนครบาล ....... พระรามอินทรา  ผู้กำกับการตำรวจภูธรเขต 7 และ ...ขุนศรีศรากร  ผู้กำกับการตำรวจสันติบาล ปทุมวัน

        การวางแผนในครั้งนี้ มีคำสั่งให้ลงมือจับในเวลา 0430 ...หัวหน้าสายต่าง ที่รับมอบหมายให้ออกปฏิบัติการสำคัญในครั้งนี้ มี ...บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข (ในบันทึก ใช้ชื่อว่า ...บรรจง ชีพเป็นสุข...ไม่มีคำว่าศักดิ์ต่อท้าย)

“ข่าง..นี่ละพ่อของเพื่อนเราอย่างไรละ.... จำได้นะ...ทร.เก่า...สุดท้ายก็ถูก ตำรวจใหญ่นายท่านนั่นละเก็บเหมือนกัน ...เคยเรียนให้ทราบไปแล้วนี่”

“จำได้”

... บรรจงศักดิ์  ชีพเป็นสุข ตอนนั้นเป็น ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 2 ....นอกจากนั้นก็มี ...หลวงจุลรัตนากร......หลวงแผ้วพาลชน......แสวง  วงษ์ลิขิต ฯลฯ

        พอถึงเวลานัดหมาย  เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอาวุธที่ซื้อจากเงินภาษีอากรของประชาชน ครบมือ ได้ออกปฏิบัติการอย่างรวดเร็ว.......หลวงจุลรัตนากร  พร้อมด้วยกำลังตำรวจ 12 นาย ได้บุกไปถึงบ้าน หลวงราญรณกาจ อดีตผู้บังคับการกองพันที่ 3 กรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ (ทหารบกด้วยกัน) ซึ่งอาศัยอยู่แถวย่านวัดโสมนัส   กำลังตำรวจได้เข้าล้อมบ้านไว้จำนวน 8 นาย  อีก 4 นายขึ้นไปบนเรือน เคาะประตูบ้าน เรียก หลวงราณรณกาจ .....ท่านในชุด โสร่ง ได้ออกมาเปิดประตูให้  แล้วถามว่าท่านเป็นใคร ทางเจ้าหน้าที่ได้แสดงตัวให้ทราบ ท่านจึงเชิญตำรวจเข้าบ้านรับหมายจับ...หลวงราญฯ บอกว่า  “ยินดี”...แต่ขอไปแต่งตัวก่อน  ตำรวจก็ยินยอมตามคำขอ แต่แล้วจู่ เมื่อหลวงราญฯกลับออกมาก็เดินรี่เข้าหาหลวงจุลฯ แล้วกระตุกปืนจากเอวออกมาจ่อจะยิง   แต่ตำรวจคนหนึ่งเห็นเข้าก่อน จึงปัดปืนให้ออกจากทาง และร้องเตือนให้หลวงจุลฯทราบ  ปืนสั้นของหลวงราญฯ ได้ลั่นออกไป 3 นัด ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บสองคนได้แก่ ...สด ศรีสุขภู่   และส..ต.วิชิต แสงศรี   ซึ่งถูกกระสุนที่แขนซ้าย ขณะที่ชุลมุนกันอยู่นั้น  ตำรวจที่เหลือจึงตัดสินใจยิงโต้ตอบด้วยปืน “พาลาเบลลั่ม” 5 นัดซ้อน ถูกหลวงราญฯจนถึงแต่ความตาย เป็นอีกหนึ่งนายทหารบกไทย ที่ตายเพราะมือของ หลวงพิบูลฯ สั่ง

        ในเวลาไล่เลี่ยกัน ... แสวง  วงษ์ลิขิต พร้อมด้วยกำลังตำรวจ หน่วยหนึ่งได้ไปถึงยังบ้านของ พระยาอุดมพงษ์เพ็งสวัสดิ์ (...ประยูร อิศรศักดิ์)  อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย สมัยรัฐบาล พระยาพหลฯ ซึ่งอาศัยอยู่ที่ย่านพญาไท เชิงสพานราชเทวี    ...แสวง  ได้วางกำลังล้อมบ้านไว้ตั้งแต่ เวลา 0400  จนใกล้สว่าง  เขาจึงตัดสินใจเข้าไปในบ้านกับจ่านายสิบ จำนวน 2 คน เชิญตัวพระยาอุดมฯ ไปยังที่ทำการสันติบาล ต่อจากนั้นได้นำตัวไปฝากขังไว้ที่สถานีตำรวจศาลาแดง

        ตำรวจอีสายหนึ่ง ถือว่าเป็นสายที่สำคัญ  นำโดย ...บรรจงศักดิ์  ชีพเป็นสุข (ในบรรทึกไม่มี คำว่า  ”ศักดิ์” ต่อท้ายชื่อ)...ผู้กำกับการตำรวจนครบาล 2 ซึ่งเป็นฝ่าย สืบราชการลับของฝ่ายการเมือง เป็นผู้ไปจับกุมเอง  พร้อมด้วยกำลังตำรวจราว 20 คน  ได้เข้าร้อมบ้าน  พล.. พระยาเทพหัสดิน อยุธยา (ผาด เทพหัสดินฯ) แม่ทัพไทย คราวสงครามโลกครั้งที่ 1 (เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ คนที่ 2 แห่งกองทัพบกไทย ที่ถูกจับ ด้วยฝืมือของหลวงพิบูลฯ)   ที่บ้านตำบลมักกะสัน  ปลายถนนศรีอยุธยา กำลังส่วนนี้ได้ล้อมบ้านอยู่ตั้งแต่ก่อนสว่าง  และรอคำสั่งจากกองบัญชาการอยู่ว่าจะให้ทำอย่างไร  จนกระทั่งถึงเวลา 1200 จึงได้รับคำสั่งให้เชิญตัว  ตำรวจจึงได้ลงมือจับคราวเดียวกันถึงสามคน  คือพระยาเทพหัสดินฯ และบุตรอีกสองคน คือ ..เผ่าพงษ์ เทพหัสดินฯ ...และนายดาบผุดพันธ์ เทพหัสดินฯ(บุตรทั้งสองถูกยิงเป้าในเวลาต่อมา) คนทั้งสาม ถูกนำไปควบคุมตัวไว้ที่สันติบาล

        บรรดาผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็น  “กบฏ”  ถูกจับกุมเฉพาะวันแรก คราวนี้คราวเดียว วันเดียว จำนวนถึงห้าสิบกว่าคน  มีทั้งทหาร ตำรวจ และ พลเรือน   ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกจับเป็นรัฐมนตรีในสมัยพระยาพระหลฯมาแล้วก็หลายคน   และบางคนก็ยังเป็น สส. ประเภท 2 อยู่ก็มี  ได้แก่ พระยาเทพหัสดินฯ....พระยาอุดมพงษ์เพ็ญสวัสดิ์ ....พระวุฒิภาคภักดี.... ..พระสิทธิเรืองเดชพล......พระสุวรรณชิต......หลวงภูมิภาค......ชิต  ไทยอุบล.....หลวงสิริราชทรัพย์ .....ฯลฯ

        นอกจากนี้ ตำรวจยังได้เข้าค้นบ้าน .. เณร  ตาละลักษณ์  .. จังหวัดพระนคร   ตามข่าวว่าได้พบขวดหมึกแดง เข้าใจว่าจะเป็นยาพิษ...เวลานั้น เณร  กำลังอยู่ที่จังหวัดสงขลา  เมื่อทราบข่าวว่า มีการจับกุมพวก กบฏ   และบ้านตนเองถูกค้น   เขาจึงรีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯ  เพราะได้ข่าวว่ามีการจับตายพวกกบฏไปหลายรายแล้ว ตนเองเกรงว่าจะถูกจับตายบ้าง จึงตัดสินใจเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯเพื่อสู้คดี และทันที ที่กลับมาถึงพระนครของเช้าวันที่ 31 มกราคม ..2482 โดยรถด่วนสายใต้ (คุณทักษิณ  อย่ากลับเข้ามานะ...จะบอกให้)

        นับตั้งแต่เท้าของเขาได้ย่างเหยียบพระนคร ทางตำรวจสันติบาลก็เฝ้าตามติดตัว ไปตลอด   แล้วในที่สุด เวลา 2300 ของวันนั้นเขาก็ถูกตำรวจจับใส่กุญแจมือออกจากบ้านตำบล ผ่านฟ้าลีลาศ ถนนนครสวรรค์  นำไปฝากขังใว้ที่สถานีตำรวจบุบผาราม  ธนบุรี 

        ในขณะที่หลวงพิบูลฯทำการกวาดล้างสัตรูทางการเมืองในข้อหา “กบฏ” อย่างต่อเนื่องอยู่นั้น ก็ได้ออก คำสั่งปลดนายทหาร 12 นายและมีชื่อท่านเจ้าคุณทรงฯอยู่ด้วย ตามด้วยทหารที่สนิดชิดเชื้อกับท่านอีกหลายนายซึ่งส่วนมากสังกัดโรงเรียนรบในจำนวนนี้มีหลานชายพระยาฤทธิ์ฯอยู่ด้วยคนหนึ่ง คื .. ชะลอ  เอมะศิริ

        นายทหารที่ถูกปลดในคราวนี้ ล้วนไม่มีเบี้ยหวัดเบี้ยบำนาญ  นายทหารใต้บังคับบัญชาพระยาทรางฯ ที่ถูกปลดทั้งหมด  ได้ถูกควบคุมตัวเดินทางจากราชบุรีโดยรถไฟเข้ากรุงเทพฯ  แล้วพาไปกุมขังไว้ที่กระทรวงกลาโหม ส่วนตัวพระยาทรงฯ นั้น รัฐบาลได้ขับไล่ออกนอกประเทศ  ในวันที่ 31 มกราคม 2482 โดยทางรถไฟสาย กรุงเทพอรัญประเทศ ร่วมกับ ..สำรวจ  กาญจนสิทะ  นายทหารคนสนิด จุดหมายปลายทางคือ กรุงพนมเป็ญ ประเทศกัมพูชา  มีตำรวจสันติบาลหลายนายควบคุมตัวไปส่งถึงชายแดน

        เป็นอันว่า..... บทบาททางการเมืองของพระยาทรงสุรเดช ได้สิ้นสุดลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อเท้าของท่านก้าวพ้นแผ่นดินไทย   ในการต่อมา ท่านไม่ได้คืนกลับสู่แผ่นดินแม่ และมีชีวิตอยู่ในต่างประเทศด้วยความยากแค้น ลำเค็น ......แม้แต่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดลง  ยังหาญาติมิตรมาดูใจไม่ได้.....แม้แต่โรงใส่กายก็ไม่มี .

ว่าอย่างไรครับ ?...ญาติ ของ ท่านเจ้าคุณทรงฯ ผู้สืบสกุล  “พันธุมเสน”  พวกท่านไปอยู่ใหนกันหมด ...ทำไมถึงปล่อยให้ท่านเจ้าคุณทรงฯเป็นอย่างนี้ไปได้ ?....อย่าลืมว่าท่านเป็นผู้ทรงเกียรติ รักและจริงใจกับชาติบ้านเมือง มาก ท่านจึงไปขอร้องให้ ท่านเจ้าคุณพหลฯ กลับเข้ากรมกองอย่าไปยุ่งกับการเมือง เพราะไม่ใช่หน้าที่ของทหาร ซึ่งความคิดเช่นนี้ของท่าน และเพื่อนร่วมขบวนการอีกสองท่าน คือ ..พระยาฤทธิ์อัคเนย์ (สละ เอมะศิริ) และท่าน ..พระประสาสน์พิทยายุทธ (วัน  ชูถิ่น) เป็นสิ่งที่ถูกต้อง จึงเป็นเกียรติ เป็นศักดิ์ศรี แก่ตัวท่าน...วงสกุล และ กองทัพบกไทย .....แล้วต่อไป คือ ต่อ จากปี 2552 ไป....ท่านจะคิดกันอย่างไร....คิดไม่ออก...ผมช่วยคิดให้ก็ได้ คือ ให้ใช้หลักที่ว่า

 

“มีบุคคุณต้องตอบแทน   มีแค้นต้องชำละ”

 

Noted : การแก้แค้นทำเมื่อไรก็ได้ ไม่มีคำว่า...”สายไปแล้ว”.

 

“แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่าครับ...ศัย...สมมติว่าเราเป็นญาติคนหนึ่งของท่านเจ้าคุณทรงฯ คือ ... “พันธุมเสน”... คนหนึ่ง”

“ข่าง...ไม่ยาก “

“ทำอย่างไรละ ที่ว่าไม่ยากนั่น นะ”

“แต่เดียวก่อน ยังมี ทหาร - นายทหาร – ตำรวจ ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนอีกเป็นจำนวนไม่น้อย... รวมทั้ง พระราชวงค์ชั้นผู้ใหญ่อีกหลายพระองค์...ที่ถูก เจ้าคุณพหลฯ และหลวงพิบูลฯกระทำการทารุน เข่นฆ่า และขับไล่ออกนอกประเทศอย่างไม่เป็นธรรม อีกมาก....เดียวไว้ว่ารวม กันที่เดียวเลยดีกว่า...ว่าจะจัดการกับ “สองแสบ”  นี้ได้อย่างไร”

“มีใครบ้างละ”

“ฟังนะ”

 

การกวาดล้างเหล่ากลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลของหลวงพิบูลฯ ได้กระทำพร้อมกันทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด  และ มีเหตุผลอันน่าสลดใจตามมา คือ ...หลวงวรณสฤชณ์ อดีตผู้กำกับกองตำรวจปากพนัง  ถูกตำรวจสันติบาลเชิญตัวเข้ากรุงเทพฯ โดยรถด่วนสายใต้ แต่เมื่อรถมาหยุดที่สถานีชุมพร เมื่อเวลา 0300 ของวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม 2482  หลวงวรณสฤชณ์ ได้ยิงตัวเองถึงแก่ความตาย

นอกจากนี้ตำรวจยังได้เข้าจับกุม หลวงสงครามวิจารร์ อดีตนายทหารนอกราชการ ได้ผันตัวเองประกอบอาชีพอยู่ที่บริษัทยะลาการค้า  นายตำรวจที่เข้าจับกุม คือ ...ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช  หัวหน้ากองสายตรวจที่ 8 ประจำจังหวัดสงขลา และได้นำตัวมาฝากขังไว้ที่สถานีตำรวจจังหวัดปัตตานี

ต่อมาในวันที่ 30 มกราคม 2482 เวลา 0300 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการเคลื่อนย้ายผู้ต้องหา ไปยังสถานีโคกโพธิ์ มีโจรมลายู 9 คนได้เข้าโจมตีกลุ่มตำรวจ เพื่อแย่งชิงตัวหลวงสงครามวิจารณ์ และตัว หลวงสงครามวิจารณ์ ก็ถือโอกาศเข้าแย้งปืนตำรวจ เลยถูกตำรวจยิงเสียชีวิต ? ! ! !

****  ตรงนี้ เป็นวิธีการ ยิงทิ้ง (ค่าตัดตอน) วิธีหนึ่ง สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองของพระยาพหลฯ และหลวงพิบูลฯ มาตลอดเวลา ทั้งสองสมัย เช่น “คดีสี่รัฐมนตรี” ***

 

ท่านครับ ...เพื่อนพ้องน้องพี่ ...สามสมอ ,จปร คนเสื้อแดง ...ฯลฯ ที่รักของผมทุกท่านครับ .....ต้นตะกูล ของ ...”อมาตยาธิปไตย”....ทั้งสอง คือ ..พระยาพหลพลพยุเสนา และ หลวงพิบูลสงคราม ได้สร้าง ความร้าวฉานระหว่างพระมหากษัตริย์ และราชวงค์จักรี กับรัฐบาลขณะนั้นอย่างมากมาย  กล่าวคือ .-

 

การจับกุมผู้ถูกกล่าวหาว่าคิดร้ายต่อรัฐบาลในครั้งนั้น  มีผลกระทบโดยตรงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และพระประยูรญาติ อีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ  สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี  พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (ผม (คนเดียวนะครับ) ขอเทิดทูลพระองค์ท่าน ไว้ไม่ต่างจาก “สมเด็จพระมหาราชินี” พระองค์หนึ่งของประเทศไทยเลย นะครับ เหตุผล ยกไว้ก่อนครับ)......คือ ทางรัฐบาลได้จับพระโอรสเลี้ยงของพระองค์ คือ 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร  ขณะนั้นพระองค์กำลังประทัพอยู่ที่เชียงใหม่  เมื่อทราบว่ามีตำรวจไปค้นที่วังจึงรีบเสด็จกลับทันที พอเสด็จถึง ...บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข (พ่อของเพื่อนเรา) ก็เข้าถวายคำนับ ขอเชิญเสด็จไปยังที่ทำการตำรวจสันติบาล   กรมขุนชัยนาทฯ ทรงยิ้น แล้วกล่าวว่า  “ยินดี”....พระองค์ถูกคุมตัวไปยังกองตำรวจสันติบาล จากนั้นนำไปฝากขังไว้ที่สถานีตำรวจพระราชวัง ห้ามผู้ใดเดินผ่านห้องที่ประทับโดยเด็จขาด (ข้อหา ?)

ในบันทึกได้กล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตุว่า พระยาพหล อดีตนายกรัฐมนตรี  ซึ่งมีบทบาททางการทหาร มิได้อยู่ในกรุงเทพฯ  ได้เดินทางไปพักผ่อนอยู่ที่โคกกระทียม   จังหวัอลพบุรี พร้อมด้วย .. พระสุริยสัตย์ เจ้ากรมการเงิน กระทรวงกลาโหม  และ  ..พระศัลยเวชวิศิษฐ์ นายแพทย์ใหญ่ทหาร

การเดินทางออกไปพักผ่อนของพระยาพหลฯ นั้น  ไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม  2482 ก่อนที่รัฐบาลหลวงพิบูลฯ จะทำการกวาดล้างสัตรูทางการเมืองเพียง 1 วัน และเดินทางกลับมาในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2482 ....เท่ากับว่า...พระยาพหลฯ เปิดไฟเขียวในการกวาดล้างในครั้งนี้อย่างสะดวก สบาย  ไม่มีอะไรติดขัดแม้แต่น้อย.(เป็นการบงการอยู่ข้างหลังเหมือนสมัยนี้ ปี ..2552 เลย)

ขณะที่รัฐบาลกำลังทำการขวาดล้างพวกกบฏอยู่นั้น ทางรัฐบาลได้เสนอ ...การจัดตั้งศาลพิเศษ (เพื่อทำให้เป็นสองมาตราฐาน) ขึ้น แล้วนำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร  ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2482 และเป็นที่น่าประหลาดใจอย่างหนึ่ง การเสนอร่างจักตั้งศาลพิเศษนี้ หลวงพิบูลสงคราม  นายกรัฐมนตรี และหลวงอดุลย์เดชจรัส  รัฐมนตรีมหาดไทย และ อธิบดีตำรวจ มิได้มาเข้าร่วมประชุมด้วย (อาย) คงปล่อยให้ หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์  รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ขึ้นกล่าวแทนแต่เพียงผู้เดียว .....สส.ฝ่ายค้านโจมตีการตั้งศาลพิเศษนี้  ว่าไม่ให้ความยุติธรรม เป็นการตัดเสรีภาพ กันอย่างร้ายแรงที่สุด (ต่อไปจะให้ดู ควาเห็นของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวในเรื่องนี้)

แต่เมื่อมีการลง มติ สภาผู้แทนราษฎร ก็รับหลักการ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลพิเศษ เป็นเอกฉันท์... ! !

เหมือน กับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ ปี ..2549 จนถึง ปี 2552 ที่ รัฐบาล และ/หรือ ... พิจารณาคดี คุณทักษิณ และ พวก...ที่เป็นสองมาตราฐานเลย.....แน่นอน  ...ทาญาติอสูร ก็ต้องทำอย่างอสูร....จริงหรือเปล่าครับท่าน ?...ดูบทบาทของอัยยการต่อไปนะครับ

อัยยการศาลพิเศษ ได้ยื่นฟ้องท่านเหล่านั้นว่าเป็น “กบฏ”

ข้อคิด ....จริง แล้วท่านเหล่านี้ไม่ใช่กบฏนะครับ ...แต่เป็นผู้ ไม่เห็นด้วยกับการบริหารประเทศของเจ้าคุณพหลฯ และหลวงพิบูลฯ เพราะคนพวกนี้ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เพียงแต่มีความเห็นไม่ตรงกันเท่านั้น.... ความเห็นไม่ตรงกันไม่ใช่ความผิด...นะครับ  ...ท่าน นอกจาก  “เผด็จการ” อยู่ ก็ไปจับท่านมา แล้วยัดข้อ  “กบฏ” ให้ (เหมือนกับที่ยัดข้อหาให้ คุณทักษิณ ว่าโกงกินประเทศชาติ...ผมเลยต้องตั้งคำถาม ท่านว่า....แล้ว  ใครบ้างในประเทศไทยที่ไม่เคยโกงกินประเทศชาติเลย มีใหม?).... ไม่เหมือนกับ คนเสื้อเหลือง ที่เข้ายึกทำเนียบรัฐบาล ที่เป็นศูนย์กลางการบัญชางานของชาติ จึงจะถือว่าเป็นการ...”กบฏ” ต่อประเทศชาติ และ การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ นั้นเขาถือว่า เป็นผู้ก่อการร้ายของโลกเลย นะครับ  ยิ่งหนักเข้าไปอีก....แต่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันกันเลย ปล่อยกันมาจนถึงถุกวันนี้...มันอะไรกัน...นะ...เมืองไทย ...และนี่เอง จึงเป็นเหตุให้ ไม่สามารถ หยุดยั้งเรื่อง ใหญ่ เล่านี้ไว้ได้   โดยการทำกฏหมายให้เป็น  “สองมาตราฐาน”....

ท่านครับ...ถ้าขืนปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้กันต่อไป บ้านเมือง “ฉิบหายล่มจมแน่”....จึงขอฝาก พี่น้องร่วมชาติทุกท่านไว้ด้วย...นะครับ

 

ต่อ ....ต่อเรื่อง หลวงพิบูลฯ นะครับ.....หลวงพิบูลฯ จับคนที่มีความเห็นไม่ตรงกันในทางการเมือง แล้วยัดข้อหา “กบฏ” ให้... ให้เป็นผู้ต้องหา   และ เป็นการฟ้องจำเลยในรูปคดีต่าง ถึง 14 สำนวน แต่ในการพิจารณาคดีได้แยกพิจารณาความทีละหนึ่งสำนวน  แล้วจึงตัดสินรวมกันทั้ง 14 สำนวนอีกครั้ง

คดีนี้มีการสืบพยานเป็นจำนวนกว่า 200 ปาก และในจำนวนนี้มีผู้ก่อการชั้นนำ ที่เรืองอำนาจอยู่ในเวลานั้นได้ร่วมให้การหลายคน การไต่สวนใช้เวลาเกือบ 1 ปี   จึงได้มีคำพิพากษาออกมาว่า ....พล..พระยาเทพหัสดินฯ....กรมขุนชัยนาทนเรนทร......หลวงชำนาญยุทธศิลป...มีคำสั่งพิพากษาให้ประหารชีวิต   ...แต่เนื่องจากจำเลยทำความดีมาก่อน ประกอบกับเมื่อได้ระลึกถึงเหตุผลทั่ว ไปแล้ว สมควรได้รับความปราณีลดโทษ   คงให้จำคุกจำเลยตลอดชีวิต .......สำหรับ ...นิมิตรมงคล  นวรัตน์(คุณลุงของผม) ศาลพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตโดยมิได้ลดหย่อนโทษให้

นอกจากนี้ศาลยังมีคำสั่งประหารชีวิต จำเลยอีก 18 คน   ซึ่งได้แก่.-

1.  นายลี  บุญตา

2.  ..พระสุวรรณชิต (วร  กังสวร)

3.  .. เณร  ตาละลักษณ์

4.  นายดาบ พวง  พลนาวี

5.  ..เผ่าพงษ์  เทพหัสดิน อยุธยา

6.  นายดาบผุดพันธ์  เทพหัสดิน อยุธยา

7.  ..บุญมาก  ฤทธิสังห์

8.  นายทง  ช่างกล

9.  ..หลวงมหิทธิโยธี (สุ้ย  ยุกตวิสาร)

10.      ..ขุนคลีพลพฤนท์ (คลี่  สุนทรางชุน)

11.      ...ขุนนามนฤนาท (นาม  ประดิษฐานนท์)

12.      ..หลวงไววิทยาศร (เสงี่ยม  ไววิทย์)

13.      ..พระสิทธิเรืองเดชพล (แสง  พันธุประพาศ)

14.      ...แม้น  เลิศราวี

15.      ..จรัส  สุนทรภักดี

16.      ..แสง  วัณณะศิริ

17.      ..สัย  เกษจินดา

18.      ..เสริม  พุ่มทอง

 

นักโทษที่ถูกศาลพิเศษตัดสินให้ประหารชีวิต ได้ทำฎีกายื่นขอพระราชทานอภัยโทษต่อคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯเป็นประธานฯ)  แต่ทว่า....ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้ยกฎิกาขอพระราชทานอภัยโทษนั้นเสีย  จึงเป็นอันว่าชีวิตนักโทษทั้ง 18 คน  ค่อย ถูกทะยอยไปยิงเป้าทีละกลุ่ม ใช้เวลาหลายวันจนครบหมดทุกคน”...

สื่อมวลชน  และ  สส.ฝ่ายค้าน (น่าจะมีน้าเขยของผมอยู่ด้วย คือ นายจรูญ สืบแสง สามีของน้า “เล็ก” คือ ม.ร.ว.สวลี  นวรัตน์ น้าสาวแท้ ๆ ของผม)ได้วิจารณ์เรื่องนี้กันมาก และกล่าวหาหลวงพิบูลฯเป็นเผด็จการ(ถูกต้อง)   แต่นายกรัฐมนตรีตอบเรื่องนี้ว่า.-

“ประหารชีวิตเพียง 18 คนเท่านั้น ไม่มากมายอะไรเลย   การปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส  เขาตัดหัวใส่เกวียนเป็นแถว

“ดูเขาตอบ ซิ ...เพื่อน ! ! !....ตอบออกมาได้....แต่ทำไม ไม่มีใครตอบกลับไปบ้างละว่า ...แต่คนที่ สั่งตัดหัวคนในสภาฝรั่งเศสในขณะนั้น สุดท้ายคนที่สั่งก็ต้องถูกตัดหัวด้วยเครื่องกิโยตินเหมือนกันนะ ....เอาตัวคุณหลวงพิบูลฯ ไปตัดหัวดูบ้างจะเอาใหมละ ? !!....ไม่ยักมีใครตอบ...คงกลัว “จอมเผด็จการ .พิบูลสงคราม”...ยัดข้อหา แล้วนำตัวไปยิงเป้า เช่น 18 คนนั้นอีก นะเพื่อน ”.....

 (สำหรับนักโทษกลุ่มนี้ ที่ถูกสั่งจำคุก ได้ถูกส่งตัวไปคุมขังที่เกาะเต่า)

...........................

 “อาจารย์ครับ....เรื่องนี้ผมว่า ญาติพี่น้องของทั้ง 18 ท่าน รวมทั้ง สิบเอกสวัสดิ์ มหะหมัด ทหารไทยมุสลิม ที่จงรักภักดีต่อราชวงต์จักรี  ที่ศาลพิเศษสั่งประหารชีวิตเขาก่อนหน้านี้และในยุคหลังจากนี้ด้วย เช่น คดี “สี่รัฐมนตรี”.....สามารถที่จะลื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณากันใหม่ได้ใหมครับ ?.... เพื่อความเป็นธรรมของสังคนประชาธิปไตย และเพื่อความเป็นนิติรัฐของประเทศไทย เพื่อไม่ให้กฏหมายไทยมี สองมาตราฐาน  อีกต่อไปในอนาคต สำหรับผม... ผมเห็นว่าน่าจะทำได้ โดยการตั้งทนายเพื่อลื้อฟื้นคดีขึ้มมาพิจารณากันใหม่ทั้งหมด ถ้ามีกฏหมายรองรับ....แต่ถ้าไม่มี ก็ทำให้มันมี ...ซิครับท่าน...ไม่เห็นจะยากเลย ....เพราะ....“มันเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคนดี”….จริงใหม ? ...!!!...นักกฏหมายไทย...เก่งแต่การเขียนกฏหมาย ช่วยคนชั่วให้ฆ่าคนดี  ทำกฏหมาย ให้เป็นสองมาตราฐานมามากแล้วนะ (การตั้งศาลพิเศษสมัยนั้น) ตอนนี้ ทดลองเขียนกฏหมาย ช่วยคนดี ที่ถูกคนชั่วทำอันตราย  และเอาคนชั่วเข้าคุกเสียบ้างจะได้ใหมละ..?  ครับ อาจารย์” (อาจารย์ จรัส จิตตจันทรกลับ)

 

ท่าน .....ครับ  ท่านค่อย พิจารณา พฤติกรรมและการกระทำของเจ้าคุณพหลฯ และ คุณหลวงพิบูลฯ กันก่อนนะครับ ก่อนที่จะนำไปเข้า  “สูตรตามหลักของมโนธรรม และทฤษฎีของ ค้านท์” ก่อนที่เราจะตัดสินว่าคน ทั้งสองเป็นอย่างไร ? ...ซึ่งผมหมายความว่า ดี หรือ เลว..ขนาดใหน มากน้อยอย่างไร ....แต่ที่ชัด จากสิ่งที่ผมเรียนให้ท่านทราบทั้งหมดนั้น ...ที่แน่ อย่างหนึ่ง คือ ...”ท่านทั้งสอง ไม่ใช่ เป็นผู้นำระบอบการปกครองประชาธิปไตยมาให้ประชาชนคนไทย เมื่อปี .. 2475 แน่ ครับ ท่าน .....ผมว่าท่านเห็นแล้วนี่ ครับ ตามเหตุผลที่ผมเรียนมาให้ทราบทั้งหมด...บุคคลที่เป็นผู้นำ และคิดริเริ่มที่จะนำประชาธิปไตยมาให้เรา ประชาชน คนไทยทั้งชาติ เมื่อ ปี ..2475 ที่แท้จริง...จริงใจ...และจริงจัง....มาตลอดระยะเวลา ทั้งชีวิตของท่าน ...ท่านได้ต่อสู้ ขัดขวาง การสร้างระบอบ อมาตยาธิปไตย ของท่านเจ้าคุณพหลฯ และคุณหลวงพิบูลฯมาตลอดเวลา เพราะท่านทราบดี   ว่า   ทั้งสองท่านนั้น กำลังทำอะไรกันอยู่ ...ท่านคือ .... ปรีดี พนมยงค์...ท่านทราบดี เช่นเดียวกับที่ท่านเจ้าคุณฤทธิ์ฯ ทราบ และพูดว่า.-

“ข้าพเจ้าจะจากไปแล้ว (ตอนนั้นพูดกับหลวงพิบูลฯ ) ก็ใคร่ขอฝากข้อสังเกตุไว้อย่างหนึ่งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เจ้าคุณพหลฯ จะต้องรับผิดชอบวันหนึ่งข้างหน้า”

นี่.....คือ ...คำพูดของท่านเจ้าคุณฤทธิ์ฯ ที่พูดกับ หลวงพิบูลฯ ตอนที่ เจ้าคุณพหลฯ ให้ หลวงพิบูลฯ ยัดข้อหาให้ แล้วให้เนรเทศออกต่างประเทศ ....หลวงพิพิบูล เก่งในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ...ท่านเจ้าคุณฤทธิ์ฯ เลยต้องกระเด็นออกไปอยู่นอกประเทศ... แล้วก่อนไปยังได้พูดทิ้งท้านไว้ ตามที่เรียนให้ทราบข้างบน

 

“เพื่อนพ้องน้องพี่ ....สามสมอ ...จปร. ...คนเสื้อแดง ..ที่รักของผมทุกท่านครับ ... ตั้งแต่วันนั้น (24 มิถุนายน 2475) จนถึงวันนี้ (18 กรกฎาคม 2552)เรามาช่วยกันคิด คนละ นิด หน่อย ว่า....“แล้วเราจะเอากันอย่างไรกันต่อไป” ....เพื่อให้ประเทศไทยอยู่ได้  ในอนาคตข้างหน้าครับ ? ”....ช่วยกันคิดหน่อยนะครับ...สบาย ...ครับท่าน ...แต่ก่อนอื่น เรามาดู “อิทธิฤทธิ์ของกลุ่มทรราช” กันต่อดีกว่า ว่ามีขนาดใหม?... แน่นอน ...ครับ ....ต้องมีมาก แน่ อาจจะเรียกได้ว่า  “ล้นฟ้า”  ก็ว่าได้ ....ดูต่อนะครับ...ท่าน.

เพื่อนพ้องน้องพี่ ....สามสมอ ...จปร. ....คนเสื้อแดง....ข้าราชการ ทหาร-ตำรวจ พ่อค้า ประชาชน ที่รักของผมทุกท่านครับ...ดูต่อไปนะครับ...ดูแล้ว เข้าใจแล้ว....ช่วยกัน...กู้ชื่อเสียง...หาความยุติธรรม ให้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และพระประยูรญาติ ทุกพระองค์ในราชวงค์จักรี  ที่ถูก...” ทรราช” ...ทำลายเสียยับเยินด้วยนะครับ...ท่าน ....อาจารย์ จรัส จิตตจัทรกลับ...ครับ...ผมขอความกรุณาจากท่าน...ขอให้ท่านอาจารย์ ช่วยกู้ชื่อเสียงให้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และพระประยูรญาติด้วยนะครับ ...ท่าน ...เรามาร่วมด้วยช่วยกันทำ เพื่อ “ชาติ และราชวงค์จักรี” หน่อยนะครับ....ขอบคุณ  ครับ ! !

.................................

สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดา ...เนื่อง  มีพระชันษาเพียง 12 วัน พระมารดาก็ถึงแก่พิลาลัย  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงอุ้มมาพระราชทานให้สมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ เลี้ยงตั้งแต่มีพระชันษาได้เพียง 12 วัน (เป็นบุญของพระองค์ท่านที่ได้เป็นพระโอรสเลี้ยงของสมเด็จพระศรีสวริทิราฯ ถ้าให้คนอื่นเลี้ยงอาจจะสิ้นพระชนม์ไปแล้วตั้งแต่ยังเล็ก ก็ได้)

        การที่รัฐบาลได้จับกุม พระเจ้าบรมวงค์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร ครั้งนี้ ...เป็นการบีบคั้นพระทัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และ สมเด็จพระศรีสวรินทิราฯยิ่งนัก  ...เนื่องจากพระเจ้าบรมวงค์เธอกรมขุนชัยนาทฯ ทรงเป็ยผู้ใกล้ชิด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระองค์หนึ่ง  คือ มีฐานะเป็น พระปิตุลา (ลุง)....พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์น้อยทรงตรัสเรียกว่า “ลุง”  ทุกคำ  และพระเจ้าบรมวงค์เธอกรมขุนชัยนาทฯ ทรงมีความจงรักภักดี และรักใคร่ ห่วงใย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ รวมทั้งสมเด็จพระเชษฎฐภาคินี และ พระสมเด็จอนุชายิ่งนัก  เนื่องจากเป็นสายพระโลหิตของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช สมเด็จพระอนุชา ต่างพระมารดา ที่พระองค์ทรงใกล้ชิด และ สนิสนมกันมากที่สุด.

        ปรกติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร ไม่ทรงสนพระทัยในทางการเมือง  สนพระทัยแต่การสาธารณสุข และ วัฒนธรรม แต่ทรงถูกจับกุมในข้อหาว่า.....”เป็นผู้คิดการร้ายต่อรัฐบาล”  ....ชุดนั้น เมื่อข่าวการจับกุม สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร ทราบถึงสมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ ...พระองค์ทรงตกพระทัยและโทมนัสยิ่งนัก....ซึ่งขณะนั้นพระองค์มีพระชนม์พรรษาถึง 76 พรรษแล้ว  และที่สำคัญ คือ เพิ่งจะสร่างจากการประชวร

        ครั้นทรงรวบรวมพระสติได้  ก็มีพระเสาวนีย์ให้พลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทร์  (อุ่น  อินทรโยธิน)  ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แทนตำแหน่งที่ว่างอยู่   เนื่องจาก พระวรวงค์ธอกรมหมื่นอนุวรรตจาตุรนต์ ทรงคับแค้นพระทัยปรงพระชนม์พระองค์เอง (น่าจะเป็นด้วยเรื่องบังคับให้พระองค์ เห็นด้วยกับการ    ถอดพระอิสริยฐานันดรศักดิ์ ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร ....และ ให้ศาลสั่งลงโทษประหารชีวิต “นักโทษชายรังสิต และอีก 18 คน)  ทำให้ตำแหน่ง ประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ว่างลง....จึงทรง ....พระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้ง พลเอก,พลเรือเอก,พลอากาศเอก พระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา ...(คณะนี้ละ ที่ยกฎีกา ขออภัยโทษ นักโทษประหาร 18  คน เลยตายหมดทั้งกลุ่ม) ขึ้นทรงดำรงค์ดำแหน่งประธานคณะผู้สำเร็จราชการแทน  จึงทำให้ตำแหน่งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ว่างลงตำแหน่งหนึ่ง จึงได้มีพระกรุณาโปรดเกล้า  แต่งตั้ง  พลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน  ขึ้นเป็นตำแหน่งที่ว่างอยู่

        ที่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี  ทรงเลือกมีพระเสาวนีย์ให้ พลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน  เข้าเฝ้าก็เนื่องมาจาก  พระองค์รู้จักและทรงเมตตา เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินมาตั้งแต่เล็ก แต่น้อย  เพราะว่า พลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทร์โยธิน  เคยเป็นมหาดเล็กข้าหลวงเดินในสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ  พระราชโอรสพระองค์โตของพระองค์

        เมื่อ พลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทร์ฯ เข้าเฝ้า พระองค์ตรัสว่า

        “...เธอกับฉันก็เห็นกันมาตั้งแต่ใหน ครั้งนี้ทุกข์ของฉันเป็นที่สุด ขอให้เธอช่วยบอกจอมพลทีว่า  อย่าจับกรมชัยนาทฯ เข้าห้องขัง มีผิดอะไรส่มมาให้ฉัน  ฉันจะขังไว้ให้เองให้มาอยู่ที่บ้านนี้ ข้างห้องฉันนี่  เพราะฉันเลี้ยงของฉันมาตั้งแต่ 12 วัน  พระพุทธเจ้าหลวงทรงอุ้มมาพระราชทานเอง  ถ้ากรมชัยนาท  หนีหายฉันขอประกันด้วยทรัพย์สินทั้งหมดที่ฉันมีอยู่   ถ้าหนีหายฉันจะเป็นขอทาน...”

        เจ้าพระยาพิชเยนทร์  ก็กราบบังคมลาไปติดต่อกับรัฐบาลตามพระเสาวนีย์  แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ กลับมากราบทูลว่า

        “ไม่ได้ เพราะเกี่ยวกับเรื่องของบ้านเมือง”

        พอทรงฟังได้เท่านั้น ก็ทรงกันแสงค่อนพระทรวง พลางตรัสว่า

        “เขาจะแกล้งให่ฉันตาย  ฉันไม่รู้ว่าจะอยู่ไปทำไม ลูกตายไม่ได้น้อยใจ ช้ำใจ  เหมือนครั้งนี้เลย เพราะ เรื่องหักได้ว่าเป็นธรรมดาของโลก  ครั้งนี้ทุกข์สุดที่จะทุกข์แล้ว”

        แล้วตรัสสั่งกับเจ้าพระยาพิชเยนทร์ฯอีกว่า

        “เธอไปทำอย่างไรก็ได้  ขอให้ช่วยด้วย เห็นแก่ฉันเถาะ  ฉันไม่พูดหรอกกับพระองค์อาทิตย์ เพราะเป็นเด็กและเป็นญาติด้วย”

        เจ้าพระยาพิชเยนทร์  ได้ฟังดังนั้นก็ร้องให้   กราบพระบาทถวายบังคมลาออกไปทั้งน้ำตานองหน้า

        เจ้าพระยาพิชาเยนทร์ออกไปแล้ว  สมเด็จฯก็ตรัสสั่งให้  ..สนิทประยูรศักดิ์ รังสิต   พระโอรสองค์เล็กในสมเด็จกรมขุนชัยนาทฯ  ให้เสด็จไปต่างประเทศทันที  โดยทรงเกรงว่าจะถูกรังแกไปด้วย (พระองค์ทราบว่า รัฐบาลหลวงพิบูลฯ ลังแกพระองค์) ธนบัตรที่เป็นเงินปีที่เก็บอยู่ในซองหลายต่อหลายซอง ถูกทรงฉีกนำออกมาพระราชทานเป็นค้าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยพระองค์เอง....

        การเจรจาเพื่อขอปล่อยตัว สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร ไม่ประสพผลสำเร็จ

       กรมขุนชัยนาถถูกขังอยู่ 10 เดือน ก็ถูกนำขึ้นศาล  ซึ่งทางรัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาคดีนี้โดยเฉพาะ (ตรงนี้ละที่ไม่น่าจะถูกต้องตามขบวนการยุติธรรม)

        ดังที่เรียนให้ทราบไปแล้วว่า.-

“.....ปรกติแล้ว....พระเจ้าบรมวงค์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร...ไม่ทรงเกี่ยวข้องกับการเมือง ทรงสนพระทัยแต่ในการสาธารณะสุข  และ ศิลปวัฒนธรรม  แต่ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งในผู้ประสงค์ร้ายต่อคณะรัฐบาลชุดนั้น  จึงถูกจับกุมและนำนำขึ้นพิจารณาโทษในศาล  โดยรัฐบาลตั้งศาลพิเศษขึ้น (ศาลเตี้ย)พิจารณาคดีนี้โดยเฉพาะ ในขณะนั้น   คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์(มีพระองค์เจ้าอาทิตย์ฯเป็นประธาน)ประกาศถอดพระอิสริยฐานันดรศักดิ์ พระองค์ให้เรียกว่า   “นักโทษชายรังสิต”

ศาลพิเศษที่รัฐบาลชุดนั้นจัดตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาคดีนี้โดยเฉพาะ  ได้พิจารณาลงโทษประหารชีวิตนักโทษชายรังสิต ...แต่ก็ลดโทษให้คงเหลือจำคุกตลอดชีวิต

การจับกุมและการพิจารณาโทษตลอดจนการประกาศถอดถอนพระอิสริยฐานันดรศักดิ์  สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร  ในครั้งนั้นทำให้เกิดข้อกังขากันขึ้นมาว่า  “อำนาจพระมหากษัตริย์ที่แท้จริงนั้นอยู่ที่สถาบันใด หรือ อยู่ที่บุคคลใดกันแน่”   เพราะก่อนหน้านั้นก็ได้มีการกล่าวหาโดยคณะรัฐบาล หลวงพิบูลฯ ว่า ....พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว....ซึ่งขณะนั้นทรงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษ  ว่า ทรงคิดร้ายต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตยในประเทศไทย  ด้วยทรงหวังจะกลับมาทรงอำนาจในฐานะพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชอีกครั้ง ....ถึงกับให้รัฐบาลอังกฤษ เตือนพระองค์อย่างเป็นทางการ ....และในเวลาต่อมา  ทางรัฐบาลฯ ก็ได้ดำเนินการฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี....กล่าวหาว่า  นำเงินแผ่นดินที่เก็บไว้ในต่างประเทศไปใช้จ่ายส่วนตัวในทางที่ไม่สมควร....ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้สร้างความสะเทือนพระทัยต่อสมเด็จพระศรีสวรินทิราฯอยู่ไม่น้อย”

        ขณะที่  สมเด็จกรมขุนชัยนาทนเรนทร ถูกขังอยู่นั้น   สมเด็จพระศรีสวรินทิราฯ  ก็ทรงเป็ทุกข์เป็นร้อนจนแทบจะเสวยไม่ได้ บรรทมไม่หลับ

 

เพื่อนพ้องน้องพี่ที่รัก....สามสมอ-จปร. คนเสื้อแดง ...ครับ ท่านคงเห็นแล้วนะครับว่า เจ้าคุณพหลฯ และ หลวงพิบูลนั้น ได้กระทำการดูหมิ่นเหยียดหยาม ต่อพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงค์จักรี และพระประยูรญาติหลายพระองค์ เริ่มตั้งแต่ .....จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิต... ซึ่งถูกเนรเทศให้ทรงไปประทับอยู่ที่ เมืองบันดง ประเทศอินโดนิเชีย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 กรกฏาคม .. 2475 ...และต้องทรงประทับอยู่ที่นั่นด้วยความยากลำบากถึง 12 ปี จนสิ้นพระชนม์ที่นั่น เมื่อวันที่ 18 มกราคม ..2487  ด้วยเรื่องอะไร ?...พระองค์ทำอะไรผิด ? จึงถึงกับต้องเนรเทศพระองค์ออกไปจากประเทศไทยบ้านเมืองนอนของพระองค์ท่านเองเช่นนั้น ?...มันอะไรกัน ?....เช่นเดียวกันกับ ....พระเจ้าบรมวงค์เธอกรมขุนชัยนาทนเรนทร   พระองค์ท่านไม่เคยยุ่งกับการเมืองมาก่อนเลย แต่ก็ยัดข้อหาให้ท่าน ....ปลด หรือ ถอดพระอิสริยฐานันดรศักดิ์ ของพระองค์ท่านออก และให้เรียกว่า    “นักโทษชายรังสิต”.....ท่านทั้งหลายลองคิดดูซิว่า ....นั่นมันเกินไป หรือเปล่า ? ....นอกจากนี้ ...ยังไม่สะใจพอ....ยังกล่าวหา  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ต่าง นา ว่า พระองค์กำลังรวบรวมพลเพื่อล้นล้างระบอบการปกครองประชาธิปไตยในประเทศไทย และจะกลับมาปกครองประเทศในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชอีก ...บอกและฟ้องไปที่รัฐบาลอังกฤษ ให้ทำหนังสือเตือนพระองค์เป็นทางการอีกด้วย (เหมือนกับที่รัฐบาลชุดนี้ คือรัฐบาลพรรคประชาธิปัติ โดยนายอภิสิทธิ์ ฯ ทำกับ ...ดร.ทักษิณ ชินวัตน อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยในสมัยนี้ เลย) ....ยังไม่พอ...ยังไม่สะใจพอ....ยังฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ต่อศาลในข้อหาใช้เงินของชาติที่ฝากในต่างประเทศผิดประเภทอีก....ผมว่าแบบนี้...เมื่อพิจารณาตามหลักมโนธรรมและทฤษฎีของคารท์ แล้ว ทั้งสองท่านนั้น คือ เจ้าคุณพหลฯ และหลวงพิบูลฯน่าจะอยู่ที่ระดับ....เลวมาก ....นะครับ ...หรือท่านว่าอย่างไร ?....

ท่านครับ....นี่ละคือ ต้นกำเหนิดของ ระบอบ “อมาตยาธิปไตย” หรือ ระบอบ “ทรราชชิปไตย” ละครับท่าน และมันได้เจริญงอกมามาตลอดระยะเวลา 77 ปี จนถึงทุกวันนี้ ....จนถึงวันที่นายสมธิ ลิ้มทองกุล...เอาประจำเดือนสตรีสด ไปป้าย พระบรมรูปทรงม้า ...ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 ซึ่งเป็นปู่ของ รัชกาลที่ 9 องค์ปัจจุบันนี้ละครับ...ท่าน ...หรือ...จนถึงวันที่ปิดถนนราชดำเนินไม่ยอมให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จผ่านนั่นละ...ครับท่าน......เห็นหรือยังละครับ...ในอดีต...คนที่เห็นและเข้าใจเรื่องนี้ดี ว่ารัฐบาลทำเกินไปแล้ว คือ นายปรีดี  พนมยงค์  รัฐบุรุษ และ กองทัพเรือ จึงได้ร่วมกันแก้ใข   แต่ไม่สำเร็จ....ที่ไม่สำเร็จเพราะ  “ดอกประดู่บานไม่พร้อมกัน”.....แล้วจะเล่ารายละเอียดให้ฟัง....ตอนนี้หันไปดูอย่างอื่นก่อน...นั่นนะซิ...อะไร มันก็ไม่สำคัญ มันสำคัญอยู่ตรงที่ต้อง   ลื้อฟื้นคดี เหล่านี้มาพิจารณา พิพากษากันใหม่....เพื่อจับผู้ร้ายตัวจริงมาลงโทษให้ได้ ...จะปล่อยให้....คารา คาซัง... เป็นเสนียดจังไรกับบ้านเมืองอย่างนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว....ครับท่าน....ต้องทำ ...ทำเพื่อ.-.....ชาติ – ราชวงค์จักรี…อย่างไรละครับท่าน

“ ศัย...ไม่มีกฏหมาย มารองรับนะ “

“ไม่มีก็ทำให้มันมี ซิ...เพื่อน ......ทำเหนือน กับที่เราเคยบอกนายว่า ...ยิงผิด ก็ให้ยิงใหม่ได้นี่...ไม่เห็นจะยากเลย...นายเคยไปฝึกภาค แล้วยิงเป๋าบิน มาแล้วนี่ มันถูกทุกลูกเสียเมื่อไรละ เห็นต้องยิงใหม่ทุกที ....ยิงผิดก็ยิงใหม่ได้....เหมือนกันกับ...ไม่มีกฏหมายรองรับ....ก็ทำให้มันมี ซิ”

“ยังมองไม่ออก  นะเพื่อน ..ศัย”

“นั่นนะซิ กฎหมายไทยไม่มี...ทำอย่างไรละ...ทำให้มันมี ...ขึ้นมาก่อน”

“ช้า...จะไม่ทันการ”

“บอกไปแล้วว่า  “การแก้แค้น ไม่มีคำว่าสาย”...”

“นั่นมันกำลังภายใน...นะเพื่อน...นี่มันของจริง”

“กำลังภายใน หรือของจริงมันก็เหมือนกันนั่นละ...แต่เดียว...ดูตรงนี้ก่อน”

“ตรงใหน ? ...ของนายอีกละ...เพื่อน”

“ตรงที่ว่า ประเทศไทยเราเป็น ภาคีอนุสัญญาเรื่องสิทธิมนุษยชน อยู่นี่ ....เอาตรงนี้มาว่ากันดีใหม

“ไม่รู้ซิ..”

“ถ้าไม่รู้ต้องถามอาจารย์จรัส ก่อน..”

“ลอง...ซิ...ลองเรียนถามท่านดู”

“อาจารย์ครับ....อาจารย์จรัส...ครับ  ช่วยกรุณา พิจารณาด้วยครับ ว่าจะใช้ กฏหมายสากล ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน รองรับได้ใหมครับ....  อาจารย์ครับ ...”

“ถ้าท่าน  บอกว่าไม่ได้ละ”

“ ...ก็ต้องรีบลงมือทำกฏหมายขึ้นมารองรับให้จบ ...ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่นเดียวกับที่ คุณหลวงพิบูลฯ สร้างศาลพิเศษขึ้นมาว่าความของกรมขุนชัยนาทฯ....หรือ...ทำอย่างที่ศาลพิจารณาพิพากษาคดีคุณสมัคร นั่นละ  พิจารณาวันนี้ พรุ่งนี้ตัดสินเลย ...(นักกฏหมาย คน “ที่ชี้ถูก-ชี้ผิด” ที่กล้าทำอย่างนี้ได้ เพราะดูถูกความคิดของประชาชนคนทั่วไปว่าโง่กว่า)....ใคร ก็รู้ กันทั้งบ้านทั้งเมือง  แต่ไม่ยักอาย....หน้าด้านนะ...”

“ถ้าท่านบอกว่า ได้ละ”

“ก็จบเลย...ไม่ต้องเรื่องมาก”

“นั่นนะซิ เพื่อน ผู้ใหญ่ท่านจึงว่า   “วาสนา  ไม่เท่าฟ้าลิขิต”

“วาสนา นั้นเกิดจากสิ่งที่เราสร้างไว้แต่ชาติปางก่อน ...ส่วนฟ้าลิขิต   นั้นเกิดจาก เทพ-เทวา เทวดาทั้งหลาย บนสวรรค์ ท่านประชุมปรึกษากันแล้ว ตกลงแล้วให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงแน่นอนกว่า”

“อย่างนั้นหรือ

“ไม่รู้ซิ”

“ศัยเรามันเพื่อนกันนะ....หลายสิบปีแล้ว ...เราจำได้ว่า เมื่อหลายปีมาแล้ว    เราเห็นนายเป็นคนต่อต้านพวก สิทธิมนนุษยชน คนหนึ่งนะ ...แต่ทำไมเดียวนี้เปลี่นไปละ”

“เมื่อหลายปีก่อน...เราเกียจคนพวกนี้มาก .....เกียจมากเพราะชอบออกมาต่อต้านรัฐบาท ในทางที่ไม่เข้าเรื่อง   จนทำให้รัฐบาททำการปราบปรามพวกมิดฉาชีพไม่ค่อยได้ผล...เราจึงไม่ค่อยชอบคน   แต่ไม่ได้ไม่ชอยตัวกฏหมาย ฏหมายของเราดีใช้ได้ในการรักษาสิทธิของคนดี ...แต่ไม่ใช่ใช้ปกป้องคนชั่ว ต้องแยกให้ถูกนะ ....เหมือน กับ ....คนเสื้อเหลือง เข้ายึดทำเนียบศูนย์กลางการบริหารงานของรัฐบาล...ในสมัยหลวงพิบูลฯคนไม่มีความผิด ...ท่านยิงเป้าหมดอ้างว่าเป็นกบฏ...ไม่หน้าใครทั้งนั้น แม้แต่ เจ้านายชั้นสูงในราชวงค์จักรี ยังถอดพระอืสริญยศ เอาเข้าขังคุกเสียเลย ...ไม่เว้นแม้กระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชินี”

“ทำไมเขาทำอย่างนั้น...ไม่รู้นะ”

“เพื่อต้องการแสดงอิทธิฤทธิ์  ...ให้ประชาชนคนทั้งประเทศเห็นว่า แม้แต่ เจ้านายที่เคยมีผู้กราบไหว้ทั้งบ้านทั้งเมือง ยังยัดข้อหาให้ตัดสินประหารชีวิตเสียเลย...แต่ลดโทษให้ ...(เอาบุญคุณอีก)...ให้เหลือจำคุกตลอดชีวิต.....  แต่เดียวนี้ .....คือ...วันนี้ ที่ 26 กรกฎาคม  2552 ก็คงเหมือนเดิม   เหมือนเมื่อ  77 ปีที่ผ่านมา ที่ผู้มีอาวุธอยู่ในมือ...ที่ขาดจิตตสำนึกว่า ...นั่นคือ อาวุธของประชาชน ที่ประชาชนซื้อให้ไว้ป้องกันประเทศ ไม่ได้ซื้ไว้ให้คนใดคนหนึ่ง นำออกมา ข่มขู่ ฆ่าประชาชนได้ตามอำเภอใจ    เพราะเข้าใจผิดคิดว่าอาวุธนั้น เป็นของ ตนเอง เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง นึกอยากจะเอาออกมาข่มขู่ใครก็ได้ ....ตามปรรถนานั้น ผมว่า ....ท่านครับ....ท่านต้องเข้าในใหม่ได้แล้วนะครับ...ทั้งหมดนั้นนะ ...ท่านทำผิดทั้งนั้น....ผิดทั้งนั้น...ทุกอย่างท่านอย่าคิดเลยว่า ...จะอยู่รอดปลอดภัยได้ เพราะ  กฏหมายที่ท่านออกมาบังคับ ประชาชนนั้น ไม่ชอบด้วยเหตุผล และไม่ถูกต้อง ตามหลักประชาธิปไตย อันมีพระหมากษัตริย์ ทรงเป็นประ ....ทำไม ผมจึงบอกว่า  “นั่นนะมันไม่ถูกนะ”   เพราะถ้าเป็นประชาธิปไตยจริง....”กฏหมายที่ใช้ปกครองประเทศ ต้องมาจากประชาชน ดังที่เคยเรียนให้ทราบไปแล้ง   แต่กฏหมายของท่าน เป็นกฏหมายภายใต้ปากกระบอกปืน    ออกมาจาก   ปากกระบอกปืน ....เพื่อใช้สำหรับกลุ่ม   “กลุ่มกบฏ”    เท่านนั้น ...แต่ตอนนี้ กลุ่มกบฏไปแล้ว กฏหมายนั้นก็ตกไปแล้ว....แต่ พวกท่านยังดันทุรังใช้กันอยู่อีก ....มันอย่างไรกัน....ผมจึงบอกว่า ท่านทำกันอย่างนี้ อันตรายมากนะ...ที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงขึ้นในชาติบ้านเมือง....จนถึงขั้นเลือดนองแผ่นดิน....แต่เมื่อไรที่เลือดนองแผ่นดินแล้ว หลังจากนั้น ประเทศไทยก็จะเจริญมาก ตามทัศนะของผม ...เพราะคนชั่วตายหมด ...แล้ว การจะสร้างกฏหมายให้ ประเทศชาติกลายเป็น   “นิติรัฐ”  ถือกฏหมายเป็นบันทัดฐานในการปกครอง  ไม่ใช่ยึดถือบุคคลเป็นบรรทัดฐานอย่างทุกวันนี้  ความเรียนร้อย ความสุขสมบูลย์ของบ้านเมืองก็จะตามมา เงินทองจะไหลเข้ามามาทำให้ประชาชนพลเมืองสุขสบายขึ้น  ...แต่นั่นละ....จะต้องออกจากความจริงใจนะ ...ถ้าออกจาก ....หรือมีเหตุผลลึก มาจากผลประโยชน์ ดังเหตุที่เกิด เมื่อ 19 กันยายน 2549 แล้ว มันก็ไม่มีประโชยน์...และจะทำให้ประเทศชาติตกต่ำลงจนศูนย์สลายไปในที่สุด.....ความไม่จริงใจ ต่อแผ่นดิน เดี๋ยวนี้ ดูได้ง่าย ...พฤติกรรมที่กระทำกันในวันที่ 19 กันยายน 2549         “เป็นกบฏต่อแผ่นดินชัด ”...  พวกป๋าฯ ยังบอกว่าไม่ผิดและพยายามช่วยกันปกป้อง... โวยวายว่า... รัฐบาลรังแกประชาชน   (เช่น อีตัวดี ... “อีช้างลากชุง”...นั่นละ แสบนะอีนี่)”...จากนั้นเป็นต้นมา เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า เกิดจาก    ผลประโยชน์ขัดกัน ทั้งนั้น....ไม่ใช่เรื่องอื่นเลย ที่สำคัญคือ  “อยู่ดี คุณเล่นไปไถเงินทุกทักษิณท่านอย่างไร้เหตุผล”.....เพราะคุณคิกว่า คุณทักษิณ หรือ พรรคไทยรักไทย เหมือนกับ คุณชวน หลีกภัย หรือ พรรคประชาธิปัติ ที่ทำเงิน ปรส. หายไป หรือ ขาดบัญชีไป 600,000 กว่าล้านบาท  ที่เป็นเงินของประชาชนไม่ใช่จำนวนเล็กน้อย แต่หายเข้ากลีบเมฆไปอย่างไม่มีร่องลอย ....จนบัดนี้ หลาย คนก็ยังรอคำตอยอยู่ว่า เงินจำนวนนี้ ...พรรคประชาธิปัต เอาไปทำอะไร....และ/หรือ แจกจ่ายให้ใครบ้าง ... “จึงพูดไม่ออก...ไม่สามรถชี้แจงให้ประชาชน เจ้าของเงินเข้าใจได้”....เงินจำนวนนี้ ...เป็นเงินที่ประชาชนให้ท่านไปทำงานให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติ....ไม่ใช่ให้ท่านไปทำลับ ล่อ หายไปโดยไม่มีคำตอบต่อสังคม....โดยไม่มีใบเสร็จ.....ผมจึงเคยบอกไปแล้วว่า

“ถ้าพรรคประชาธิปัติ....ถ้าท่านไม่สามารถ ชี้ แจงเรื่องเงิน ปรส. 600,000 กว่าล้านบาทนี้ให้ประชาชนเข้าใจได้ พรรคประชาชธิปัติ นั้นจะขาดความชอบธรรมในการเป็นรัฐบาล”

นี่   ละข่างเอย...เพื่อนรัก   ที่เป็นเรื่องน่าหนักอกหนักใจ สำหรับเราประชาน เจ้าของประเทศเป็นอย่างมากที่ได้ ได้สุภาพบุรุษ จอมปลอมมาปกครองประเทศ...”

  

 “แล้วจะทำอย่างไรกันดีละ ...ในเมื่อ เจ้าคุณพหลฯ และหลวงพิบูลฯ วางแนวไว้อย่างนี้ เพื่อตัวเองและกลุ่ม ...เห็นชัด ว่าไม่ใช่ ประชาธิปไตยแล้ว ...แต่มันกลายเป็น “ทรราชยาธิปไตย”   อย่างนายว่านั่นละ...ที่ชัด ....มันเป็นการถ่ายโอนอำนาจการปกครองประเทศ จาก ที่เป็นของพระมหากษัตริย์ในราชวงค์จักรี....มาเป็น...ของข้าราชราชการกลุ่มเล็ก กลุ่มหนึ่งที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ให้กลุ่มอย่างชัดเจน ...ตามเหตุผลข้างบน...ที่นายว่านั่นละ...ศัย”

“พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทราบดี...จะเล่าให้ฟัง.

 

เพื่อนพ้องน้องพี่ ....สามสมอ-จปร...คนเสื้อแดง ....ดูตรงนี้นิดหนึ่งนะครับ แล้วท่านจะเห็นว่า ...สิ่งที่ท่านทำอยู่นั้น “ถูกต้องหมด”....จากอุดมการทชณ์ที่ท่านบอกว่า....”เพื่อวัตถุประสงค์ในการต่อต้านเผด็จการณ์ทุกรูปแบบ”...นั้น....ถูกต้อง  ตรงตามที่พระบาทสมเด็จประปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปรารถนา เช่นนั้น จริง ครับ...ท่าน...ดูนะครับ….

       

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า...ทางรัฐบาลพระยาพหลฯ (ก่อนหลวงพิบูลฯ) มีหนังสือกราบทูลไปยังผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์  ในวันที่  23  ตุลาคม  2477  มีใจความสำคัญว่า.

“คณะรัฐมนตรีได้รับพระกระแสใส่เกล้าด้วยความโทมนัสล้นเกล้า  ด้วยคณะรัฐมนตรีมีความจงรัก และซื่อสัตย์สุจริตต่อใต้ฝ่าละอองทุลีพระบาทอยู่เต็มที่ (โกหก)…..ถ้ามีข้อข้องพระราชหฤทัยประการใดแล้ว  ขอพระราชทานทราบเกล้าพระราชประสงค์เป็นข้อ ไป  คณะรัฐมนตรีจะพยายามหาลู่ทางที่จะจัดการให้เป็นที่พอพระทัย  ทุกอย่างทุกประการ  อันพึงจะกระทำภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ...”

เจ้าคุณพหลฯ พยายามล้วงความในใจของพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกมา เพื่อป้องกัน เหตุที่อาจจะเกิดขึ้นและ ดำเนินการต่อ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์   คือ ยึดประเทศไทยไว้ภายใต้อำนาจเถื่อน....(และก็ยึดได้จริง แล้วส่งต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้)

จากนั้นรัฐบาลได้ตั้งตัวแทนขึ้นจำนวนหนึ่ง เดินทางไปเจรจากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ซึ่งมีแนวโน้มไปในทางที่ดี  จนเมื่อพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีบันทึกมายังรัฐบาลพระยาพหลฯ เรียกร้องหลายข้อหลายประการ....ประการสำคัญที่สุด คือ

“เรียกร้องให้รัฐบาลมีการแก้ใขรัฐธรรมนูญ (เหมือนปี ..2552 เลย)ให้เป็นประชาธิปไตย...ทั้งโดย....“นิตินัย และ พฤตินัย”....ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้ .-

1.  พระองค์มีพระราชประสงค์ให้แก้ใขเกี่ยวกับการตั้งสมาชิก ประเภท 2 เสียใหม่ เพราะเท่าที่เป็นมา รัฐบาลมักเลือกเอา แต่พวกที่อยู่ในคณะราชเป็นส่วนมาก  โดยมิได้พิจารณาถึงคุณวุฒิและความสามารถ เหมาะสมเฉพาะบุคคล

2.  ทรงเห็นว่ามาตรา 39 แห่งรัฐธรรมนูญนั้น  ยังไม่เหมาะสม เพราะพระราชบัญญํติใดที่พระมหากษัตริย์คัดค้าน  สภายังอาจจะยืนยันไห้เป็นไปตามเดิมโดยความเห็นข้างมากเพียงเสียงเดียว   จึงควรแก้ใขว่า.-

“ถ้าสภาลงมติตามเดิมโดยให้มีเสียงข้างมาก 3 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมด”

3.  ได้ทรงขอให้รัฐบาลทำมาตรา 14 ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญจริง ได้แก่  ให้เสรีภาพในการพูด....การเขียน...การโฆษณา  และให้เสรีภาพในการประชุมโดยเปิดเผย และ การตั้งสมาคม

4.  ขอให้ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญ และวิธีการที่ขัดกับหลักเสรีภาพในร่างกายของประชาชน

5.  ขอให้อภัยโทษให้แก่นักโทษการเมือง

6.  ข้าราชการที่ถูกลงโทษ  โดยถูกปลดออกจากราชการ เพราะถูกสงสัยว่า จะมีความผิดทางการเมืองก็ดี  หรือถูกกล่าวหาว่ากล่าวร้ายต่อรัฐบาลและพ้นโทษไปแล้วก็ดี  แต่ถูกตัดสิทธิในการรับเบี้ยบำเหน็จ บำนาญ  ขอให้เขารับบำเกน็จบำนาญตามที่เขามีสิทธิ์

7.  ข้าราชการที่ถูกสงสัยในข้อหาที่เป็นกบฏ แลที่กำลังจะฟ้อง ขอให้ลดการร้องจับกุม

ขอให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฏรให้คำมั่นเป็นรายลักษณ์อักษรว่า จะไม่ตัดกำลัง และตัดงบประมาณของทหารรักษาวังให้น้อยกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้.

 

“เพื่อนพ้องน้องพี่....ที่รักทุกท่านครับ.....ท่านดูพระประสงค์ของล้นเกล้าล้นกระหม่อม รัชกาลที่ 7 จาก ข้อ 1 ถึง 8 แล้ว  ท่านจะเห็นว่า เหมือ น กับที่ ประชาชน คนเสื้อแดง เรียกร้องให้รัฐบาลโจร ทำในขณะนี้ไม่ห่างไกลกันเท่าไร.....ด้วยเหตุผลดังกล่าวทั้งหมด ...ผมจึงเรียนกับท่าน เพื่อนพ้องน้องพี่ไปในโอการอันควรหลาย ต่อ หลายหนแล้วว่า .....ที่ คนเสื้อแดง ในการนำของ คุณวีระ มุสิกพงษ์ คุณณัฐวุฒิ ใสเกื้อ  และคุณจตุพร พรหมพันธ์ นั้นถูกต้องทุกประการ ....จึงขอร้องมายัง ประชาชนคนไทยทั้งชาติด้วยว่า ขอให้ท่าน ช่วยกรุณาด้วยความรอบคอบ อย่างเป็นธรรมกับ ประเทศไทย   คือ   เอาประเทศไทย เป็นวัตถุประสงค์หลังในการพิจารณาดำเนินการณ์ ไม่ใช่เอาตัวบุคคลเป็นที่ตั้ง หรือ ตัวตั้ง แล้ว ตัดสิน อย่างที่    “ไอ้พวก ป๋าฯ (ป๋าหมาก)มันทำกันอยู่”

ถ้าท่านเห็นว่าการกระทำของครอบครัวคนเสื้อแดง ทำถูก เพื่อความพัฒนาถาวรของประเทศขาติ ....ก็ขอให้ท่าน ให้ความร่วมมือในการดำเนินการ ถอนรากถอนโคน ระบอบ “ทรราชปธิไตย”.....หรือ.... “อมาตยาธิปไตย”....ให้หมดไปจาดแผ่นดินไทยเสียทีนะครับท่าน

อีกอย่างหนึ่งที่ท่านเห็น ๆ หรือ นักเรียนที่ไปศึกษา  ในต่างประเทศ  “เห็น”.....คือ เห็นประเทศชาติ ต่างทุกประเทศในยุโรป เขาเจริญกว่าประเทศไทย....จึงอยากให้ประเทศไทยเจริญอย่างเขา....นั่นมันก็ดี....มันดีในความรู้สึกนึกคิดที่ท่านหรือนักเรียนเหล่านั้นมีความหวังดีกับประเทศชาติ   บ้านเกิดเมืองนอยของเขา......แล้วก็ร่วมกันตั้งเป็นคณะขึ้นมาทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง.....ต้องย้ำนะว่า ...เปลี่ยนแปลงการปกครองจาก   ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช....ไปเป็น.... ระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์ทรงเป็นประมุข.......นั่นเป็นวัตถุประสงค์หลักของ คณะราษฎร  ซึ่งทุกคน ทั้งกองทัพบก ...กองทัพเรือ....ตำรวจ พ่อค้าประชาชน...ต่างก็พร้อมอก พร้อมใจกันเข้ายึดอำนาจการปกครองจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่  จนสำเร็จ....ทุกคน...ประชาชนพลเมือง ข้าราชการการน้อยใหญ่ ตบมือ โห่ร้องแสดงความยินดีกันไปตามกัน....ทุกคนลืม  หมด....ลืนความเหนื่อยยากที่ตรากตรำมาเพื่อการยึดอำนาจนี้ ลืมไป ...จนกลายเป็นลืมตัว...ลืมตัวเหมือน กับ “วัวลืมตีน”...ไม่รู้ดอกว่า อะไรควร อะไรไม่ควร....จนเป็นโอกาศให้ คนใจทราม กลุ่มหนึ่ง บิดเบือนวัตถุประสงค์เดิมไป จากรบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ไปเป็นระบอบเผ็ดจการ หรือ คือ “ทรราชธิปไตย” ภายใต้การปกปรองของคนกลุ่มนี้ทั้งหมด ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2482......ที่เห็นเด่นชัดที่สุด ในสมับที่ หลวงพิบูลฯ เป็นมายกรัฐมนตรี เป็นครั้งแรก  และส่งลูกต่อกันมาจนบัดนี้ ปี พ.ศ.2552 ....สรุปว่า ....ประเทศไทยไม่เคนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยเลย   .....ตั้งแต่ ...ตั้งประเทศมาเมื่อหลายร้อย หลายพันปีมาแล้ว ....มามีช่วงระยะสั้น ๆ อยู่นิดเดียว คือ ระหว่าง ปี พ.ศ.2540 ถึง ปีพ.ศ.2549 เท่านั้น ....

เหตุที่ การปกครองระบอบประชาธิปไตย ต้องมาสดุดหยุดลง เมื่อปี พ.ศ. 2549 นั้น เพราะ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ  ชินวัตน...นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ไม่ยอมให้เงินค่าคุ้มครองการเป็นนายก รัฐมนตรี กับ กลุ่มมาเฟียรการเมือง ที่มีอำนาจมากจนอาจจะเรียกได้ว่า ...“ล้นฟ้า”...ก็ได้  กับอีกหลาย ๆ อย่างที่ คุณทักษิณ ทำ คือ การปรับกองทัพให้ทันสมัยขึ้น  เล็กลง แต่ประสิทธิภาพในการรบสูงขึ้น ทำให้งบประมาณ และค่าใช้จายของกองทัพน้อยลง ....นั่นหนึ่ง  โครงการการลดข้าราชการให้น้อยลง เพื่อลดงบประมาณลง.....มีการ อนุญาติให้ข้าราชการลาออกก่อนปลดกระเกษียรได้ .....การปรับปรุงระบบการเก็บภาษี ...ไม่ให้รั่วไหล....ให้หน่วยงานของรัฐ พัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้วยการ นำ คอมพิวเตอรเข้าช่วย.....ฯลฯ .....สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้ บุคคลสำคัญ ๆ ที่เคย เบิกของ   ซ่อมทำ ...ซื้อของใช้ ในราชการ....ตั้งแต่.....”ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ”....ไม่พอใจ....ไม่พอใจเพราะรายได้ที่ลอยมาตามลม (มีใหม ?)อาจจะลดลง หรือเป็นศูนย์เลย ....จึงจำเป็นที่จะต้อง   รวบรวมสมัครพรรคพวก ทุกฝ่ายที่เคยมีผลประโยชน์ร่วมกันมาก่อน ทั้ง ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลากาล ฝ่ายบริหาร ทั้งข้าราชการ ประจำ – ข้าราชการการเมือง ทหาร-ตำรวจ  ......ตั้งข้อหา โฆษณา ชวนเชื่อว่า ว่าคุณทักษิณ โกงกินชาติ เอา สมัคร พรรคพวก เข้ามา สร้างเป็น   “ระบอบทักษิณ”   โกงกินชาติ....โฆษณา ทางสื่อต่าง ๆ ไป  ...สร้าง  MOB คนเสื้อเหลือง ออกมาโจมตี ... สร้างกฎหมายที่เป็นสองมาตราฐสนไป แต่ยังไม่ประกาศใช้ (เตรียมไว้)..... ทำหลังฐานทางเอกสารไป (เขียนกันเป็นรถ ๆ เลย...อะไรมันจึงเก่งปานนั้น)....เมื่อได้โอกาสอันควร  “ก็ขับรถถังของประชาชนที่ ซื้อเอาไว้ให้ ป้องกันประเทศชาตินั่นละออกมาทำการกบฏ ยึดอำนาจ ล้มล้างรัฐธรรมนูญของประชาชน...ขับไล่รัฐบาลของประชาชน...เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม.......ทั้งหมด.....ในการนำ ของ ..... “พวกไอ้ ป๋าฯ (ป๋าหมาก=ปากหมา)  ตัวอัปรีย์...ตัวเสนียจจังไรของแผ่นดิน”...นั่นละ....ระบอบ ประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบของประชาชน เลยพังคลืนลงมาอีก กลายเป็น ....“ระบอบ ทรราชยาธิปไตย”....ตามเดิม....ทำให้ผิด วัตถุประสงเดิม ของ ล้นเกล้า ล้นกระหม่อม  รัฐการที่ 7 ไปอีก....เวณกรรมของประเทศไทยนะครับท่าน ...ท่านเพื่อนพ้อง  น้องพี่   คนเสื้อแดงที่รัก ...เข้าใจนะครับ...เดินหน้า ต่อไปนะครับ.....อย่าหยุดนะครับ ...ต้องเดินหน้าต่อไป....อยากฟังไหมละ ? ครับ ผมจะร้องให้ฟัง......เพลงเดินหน้า...ครับท่าน ฟังนะ....

                                              

                                              “เดินหน้า”

                                             ......................

เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น                   อีกสามร้อยปี ก็ไม่มีใครจะเห็น

ใครเขาจะนึก ใครเขาจะฝัน                          เขาก็ลืมกันเหมือนตัวเลน

นานไปเขาก็ลืม ใครหรือ จะยืมชีวิตให้เป็น     ใครจะเห็นก็เห็นแต่น้ำใจ

จำได้แต่ชื่อว่าตัวเราคือทหารเรือไทย             ตายแต่ตัวชื่อยังฟุ้ง ทั่วทั้งกรุงก็ไม่ลืมได้

ทั้งSouth ทั้ง West ทั้งNorth ทั้งEast จะคิดถึงตัวเราใยจะต้องตายทุกคนไป                                  

ส่วนตัวเราตาย ไว้ยืน   ไว้ยืน แต่ชื่อ              ให้โลกทั้งหลายเขาลือ ว่าตัวเราคือ ทหารเรือไทย

                                               ***********

 

ครับ...ท่าน ...เพลงเดินหน้าข้างบน    ท่านอาจจะฟังของจริงได้จาก Website ของผมนี่ก็ได้ โดยไปที่หน้า  Home Page แล้วไปดูในเมนูย่อย ซ้ายมือ ที่ผมทำ Link ใว้ให้แล้ว...แล้ว คริก ที่ชื่อเพลงนั่นละครับ ท่านก็จะได้ฟังเพลงทหารเรือ ตามต้องการนะครับ หรือจะเอาจากตรง นี้ไปต่อตรงจาก Internet บนหน้า Launch Internet Explorer ของคุณก็ได้ครับ.-

1.  เพลงเดินหน้า :

http://www.navy.mi.th/rtc/sound/28_%20daenna

2.  เพลงราชนาวี  :

http://www.navy.mi.th/rtc/sound/26_rachanave

3.  เพลงสามสมอ  :

http://www.navy.mi.th/rtc/sound/23_machsamsamoh

4.  เพลงหน้าที่ทหารเรือ :

http://www.navy.mi.th/rtc/sound/19_nateenavy.html

5.  เพลงวอลน์นาวี

http://www.navy.mi.th/rtc/sound/22_valnave.html-7k

6.  เพลงพรานทะเล

http://www.navy.mi.th/rtc/sound/10_prantala.html-8k

7.  เพลงราชนาวี

http://www.navy.mi.th/rtc/sound/21_rachchanavic.html-8k

8.  เพลงเนวีบลู

http://www.navy.mi.th/rtc/sound/02_navyblu.html-8k

9.  เพลงงามชายหาด

http://www.navy.mi.th/rtc/sound/13_chaihad.html

10.เพลงราชนาวิกโยธิน

      http:www.navy.mi.th/rtc/sound/21_rachchanavic.html

 

 

***********************

“เพื่อนรัก...ข้างบนเป็นเพลงทหารเรือเพราะ ๆ ทั้งนั้น ...เพื่อนอยากฟังเพลงใหนก็เลือกเอาตามชอบใจนะครับ....เปิดคอมพิวเตอร์ ต่อ อินเตอรเนท ...เปิดหน้าต่าง อินเตอรเนท เอกโปรเลอร์ ....แล้วเอาที่อยู่ของ เพลงที่เพื่อนชอบนั่น  นะ ...พิมพ์ลงไปในช่อง แอดเดรส...แล้ว เอนเตอร์ ....เท่านี้เพื่อนก็จะได้เพลงทหารเรือที่เพราะ ๆ ฟัง......แต่...อ้อ ...เดียวก่อนไม่แน่เหมือนกันนะว่าจะได้ฟัง”

“ทำไมละ ?”

“เพราะ แอดเดรส ที่จดไว้นี้....ได้จดไว้นานแล้ว...ไม่แน่ว่า ...เขาเปลี่ยนไปหรือยัง...ลองดูก็แล้วกันนะเพื่อนนะ....ตอนนี้เรากลับไปเรื่องของ   ผู้สร้าง.... “ระบอบอมาตยาธิปไตย   หรือ   ทรราชธิปไตย” ต่อดีกว่า....นะ”

“ไปตรงใหนละ ?”

“ไปที่  “ความจริงก็ต้องเป็นความจริง 5....ตอนที่ 29   เรื่อง กบเลือกนาย”.....เลยนะ”

 

......................................................




ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป

ILO article
ตอนที่ 1 ความจริงวันนี้
ตอนที่ 2 เอกราชของชาติ
ตอนที่ 3 มโนธรรม
ตอนที่ 4 ระบอบประชาธิปไตย
ตอนที่ 5 ที่มาของประชาธิปไตย
ตอนที่ 6 อารยธรรม และ วัฒนธรรม
ตอนที่ 7 การก่อกบฏในอังกฤษ
ตอนที่ 8 กฏหมายโมเสส
ตอนที่ 9 ความพินาจล่มจมของราชวงค์บูร์บองฝรั่งเศส
ตอนที่ 10 ดูตรงนี้เป็นตัวอย่าง
ตอนที่ 11 กฏหมายต่างตอยแทน
ตอนที่ 12 เก่ง กับ เก่ง
ตอนที่ 13 โจราธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550
ตอนที่ 14 เรื่องที่เราไม่รู้
ตอนที่ 15 หาไม่ได้อีกแล้ว
ตอนที่ 16 แม่กับลูก
ตอนที่ 17 คนดี ก็คือคนดี
ตอนที่ 18 รัฐสภา น่าคิด
ตอนที่ 19 เพื่อชาติ และ ราชนาวี
ตอนที่ 20 คนดีที่ต้องเสียเปลียบคนชั่ว
ตอนที่ 21 เมื่อต้องตายเพราะทำดี
ตอนที่ 22 เหตุที่ต้องเดินทางไปในทะเล
ตอนที่ 23 ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะเป็นสุขได้อย่างไร ?
ตอนที่ 24 ผิดเป็นครู
ตอนที่ 25 แม่สอนลูกให้ฆ่าพ่อ article
ตอนที่ 26 กบฏ 2475
ตอนที่ 27 ให้ทกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
ตอนที่ 29 กบเลือกนาย article
Article Name: Column4 - Article1 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.