ReadyPlanet.com
dot dot
bulletHome
bulletกระดาน คำถาม-คำตอบ
bulletAdisai's Facebook
dot
Twitter To:-
dot
bulletกัปตันอดิศัย พะลายานนท์
bulletบารัค โอบาม่า
bulletทักษิณ ชินวัตร
bulletอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
bulletจาตุรนต์ ฉายแสง
bulletกรณ์ จาติกวนิช
bulletสุระนันท์ เวชชาชีวะ
bulletสาทิตย์ วงค์หนองเตย
bulletจุรินทร์ ลักษณวิสิทธิ์
bulletกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
bulletคุณปลื้ม ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล
dot
ข่าวประจำวัน
dot
bulletกระแสหุ้น
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletไทยโพสต์
bulletผู้จัดการ
bulletมติชน
bulletThe Nation
bulletBangkok Post
bulletกรุงเทพธุระกิจ
bulletข่าวไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bullet Thai Red News
bulletVoice Of Taksin
dot
โทรทัศน์
dot
bulletสถานีโทรทัศน์ ITV
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 9
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 7
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 5
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
bulletSub Menu 3
bulletSub Menu 4
dot
LES & INMARSAT INFO
dot
bulletNERA Satcom
bulletSTCW
bulletGMDSS 2
bulletGMDSS
bulletเพลงสุนทราภรณ์
dot
หน่วยงานราชการกองทัพเรือ
dot
bulletกองทัพเรือ
bulletโรงเรียนนายเรือ
bulletเพลงราชนาวี - ไทยสากลเก่า ๆ.. ฯลฯ
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0001-0296
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0297-0580
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0581-0862
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0863-1162
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1163-1464
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1465-1766
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1767-2062
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2063-2352
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2353-2639
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2640-2931
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2932-3225
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3226-3522
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3523-3824
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3825-4125
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4126-4426
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4427-4732
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4733-5030
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 5031-5334
dot
บทความใน Website ; Adisai.com
dot
bulletความจริงก็คือความจริง 1
bulletความจริงก็คือความจริง 2
bulletความจริงก็คือความจริง 3
bulletตอนที่ 1 ความจริงวันนี้
bulletตอนที่ 2 เอกราชของชาติ
bulletตอนที่ 3 มโนธรรม
bulletตอนที่ 4 ระบอบประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 5 ที่มาของประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 6 อารยธรรมและวัฒนธรรม
bulletตอนที่ 7 การก่อกบฏในอังกฤษ
bulletตอนที่ 8 กฏหมายโมเสส
bulletตอนที่ 9 ราชวงค์บูร์บองของฝรั่งเศส
bulletตอนที่ 11 กฏหมายต่างตอบแทน
bulletตอนที่ 10 ดูตรงนี้เป็นตัวอย่าง
bulletตอนที่ 12 เก่งกับ เก่ง
bulletตอนที่ 13 โจราธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550
bulletตอนที่ 14 เรื่องที่เราไม่รู้
bulletตอนที่ 15 หาไม่ได้อีกแล้ว
bulletตอนที่ 16 แม่กับลูก
bulletตอนที่ 17 คนดีก็คือคนดี
bulletตอนที่ 18 รัฐสภาน่าคิด
bulletตอนที่ 19 เพื่อชาติ และ ราชนาวี
bulletตอนที่ 20 คนดีที่ต้องเสียเปลียบคนชั่ว
bulletตอนที่ 21 เมื่อต้องตายเพราะทำดี
bulletตอนที่ 22 เหตุที่ต้องเดินทางไปในทะเล
bulletตอนที่ 23 ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะอยู่ได้อย่างไร ?
bulletตอนที่ 24 ผิดเป็นครู
bulletตอนที่ 25 แม่สอนลูกให้ฆ่าพ่อ
bulletตอนที่ 26 กบฏ 2475
bulletตอนที่ 27 ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
bulletตอนที่ 28 ไม่เหี้ยมไม่ได้เป็นฮ่องเต้
bulletตอนที่ 29 กบเลือกนาย
bulletPage1 จดหมาย พล.ต.มนูญกฤต
bulletมังกรดำ
bulletความจริงก็คือความจริง 1-1
bulletความจริงก็คือความจริง 2-1
bulletความจริงก็คือความจริง3-1
bulletความจริงก็คือความจริง 4
bulletชอบสุรยุทธ จุทานนท์
bulletเรื่องที่เพื่อนอยากรู้
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletPage1 3-2
bulletPage1 5-2
bulletPage1 6-2
bulletยกย่องนายพลในกองทัพบก
bulletสดุดี "กองทัพเรือ"
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ ตอน 2
bulletยกเลิกกฏหมายความมั่นคง
bulletสุภาพบุรุษ "กองทัพเรือ"
bulletพล.ร.อ.สงัด และ พล.อ. กฤต
bulletมันชั่ว หรือ ขายชาติ กันแน่ ?
bulletการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletผังประกอบการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletโจรครองเมือง 1
bulletโจรครองเมือง 2
bulletโจรครองเมือง 3
bulletโจรครองเมือง 4
bulletโจรครองเมือง 5
bulletหน้าแรก ย้ายมาเมื่อ 5/07/54
bulletตอนที่ 1 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 2 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 3 หวามหวังใหม่
bulletตอนที่ 4 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 5 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 6 ความหวังใหม่




ตอนที่ 5 ที่มาของประชาธิปไตย

ตอนที่ 5

ที่มาของระบอบประชาธิปไตย

*******************

 

ที่มาของระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนี้มีขึ้นในยุโรป เมื่อประมาณ 340 ปี ก่อน คริสต์กาลหรือ ประมาณ 2350มาแล้วครับ....กล่าวคือ ความคิดนี้เป็นความคิดของ อริสโตเติล (Aristotle) และเพลโต(Plato)ที่มีความเห็นสอดคล้องกัน และขัดแย้งกันบ้างในบางแง่มุม ....นะครับ    ตอนนี้เรามาดูรายละเอียดกันบ้างนะครับว่ามีความเป็นมากันอย่างไร....ไปเลยครับ ...เริ่มที่ กรีก(Greek)ก่อน.

 5.1  กรีก(Greek) นั้นเป็นประเทศ หรืออาณาจักร ที่แปลกไปจากประเทศต่าง ทั้งหลายในขณะนั้น กล่วคือเป็นประเทศที่ไม่ได้เป็อันหนึ่งอันเดียวกันอย่างอาณาจกัรทั้งหลาย แต่ประกอบไปแล้วรัฐเล็ก ๆ ที่เราเรียกว่า “ นครรัฐ” (City State)    คำว่า กรีกนี้ ไม่ใช่ชื่อของประเทศที่ชาวกรีกตั้งขึ้น ชื่อที่ชาวกรีกเรียกตัวเองนั้นคือ “ประเทศเฮลลาส” (hellas) และเรียกประชาชนชาวเฮลลาสว่า  “ชาวเฮเลียน” (Hellenes) แต่คำว่า “ Greek” นั้นเป็นคำที่ชาวโรมัน เรียกขานชาว “เฮเลียน” .....และก็เรียกกันมาจนถึงทุกวันนี้

ชาวเฮเลียน หรือ กรีก นั้นเชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเหนิดวิชาปรัชญาแก่โลกตะวันตกใว้มาก  ปรัชญากรีก เจริญถึงขีดสุดในระยะที่อารยะธรรมของกรีก โดยทั่ว ไป กำลังอยู่ในระยะเสื่อม คือตั้งแต่สมัยเริ่มสงคราม... “แพลอปปอนเนเชีย”(Paloponasia)

5.2  โซเครตีส (Socrates)  โซเครตีส ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งปรัชญา มีชีวิตอยู่ในระหว่าง   469 – 388 ปีก่อนครีสต์กาล ได้ทำการสั่งสอนสานุศิษย์โดยมิรู้เหน็ดเหนื่อย หรือหวังผลตอบแทนได โซเครตีสเองไม่ได้ตั้งตนเป็นครูสั่งสอนผู้อื่น  แต่ถือว่าตนเป็นผู้แสวงหาความรู้ เช่น เดียวกันสานุศิษย์ทั้งหลาย วิธีการของโซเครตีส คือชักชวนให้คนขบคิดปัญหาต่าง โดยฉะพาะอย่างยิ่งทางศิลธรรมจรรยา โดยให้สานุศิษย์โดยลำดับคำตอบอย่างมีเหตุผลทีละขั้น จนในที่สุดสรุปได้คำตอบที่ถูกต้อง จากคำถามคำตอบนี้ทำให้ทุกคนเข้าใจด้วยตนเองว่าความคิดของตนนั้นตึ้นลึกหนาบางเพียงไรมีเหตุผลเพียงไรเป็นการก่อให้เกิดความรู้และฝึกฝนสติปัญญา....โซเครตีส...สอนว่าความมั่งคั่ง อำนาจ ความสำเร็จ ความเป็นจักรวรรดินั้น มีความสำคัญน้อยกว่าความดีของแต่ละคน เขาสั่งสอนสานุศิษย์ว่า คนเราแต่ละคนถ้ามีความซื่อสัตย์และประพฤติอยู่ในศิลในธรรมอันดีแล้ว ย่อมป็นบุคคลที่ฉลาดที่สุดในสายตาของเขา...ดังนั้นโซเครตีส จึงได้กลายเป็นแพะรับบาปไปเมื่อ เอเธนส์แพ้สงครามกับสปาต้าใน 404 ปีก่อนคริสต์กาล เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าไปเสี้ยมสอนให้เด็กหนุ่มชาวเอเธนต์มีปฏิกริยากับความคิดของผู้สูงอายุและผู้เรืองอำนาจ เขาถูกบังคับให้กลืนยาพิษสังหารตัวเอง

วิชาปรัชญาการเมืองได้รับความสนใจจากปราชญ์ของกรีกมาก หลังจากสงคราม “แพลอปปอนเนเชียน” การจลาจลวุ่นวายในกรีกในระยะหลังนี้  ทำให้คนหันไปสนใจว่า จะจัดระบบการเมืองการปกครองอย่างไรจึงจะหลีกเลี่ยงความวุ่นวายนี้เสียได้ในอนาคต....และนักปรัชญ์ของกรีก 2 ท่าน  คือ เพลโต  และ อริสโตเติล  ได้ให้ข้อคิดเห็นไว้แตกต่างกันถึงการที่จะทำให้ความสงบสุขเกิดขึ้นได้ในสังคมมนุษย์.

5.3 เพลโต (Plato) เพลโตเป็นชาวเอเธนต์มีชีวิตอยู่ระหว่าง 427 – 347 ก่อนคริสต์กาลโดยประมาณ เป็นสานุศิษย์คนสำคัญของโซเครตีส ได้เขียนชีวประวัติและงานของโซเครตีสด้วยภาษากรีกมีสำนวนไพเราะสละสลวย ไว้มากมาย พร้อมทั้งแทรกความคิด ของเขาในส่วนที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครอง และการศึกษาในรูปบทสนทนา (Dialogues)  เพลโตได้เดินทางไปเที่ยวในที่ต่าง ในบริเวณเมดิเตอรเรเนียน เมื่อกลับมาเอเธนต์ ได้ตั้งโรงเรียนขึ้นตรง โรงฝึกพละ ใกล้ กับเมืองเอเธนต์นั้น โรงพละนั้นมีชื่อว่า  “อะเคเดเมีย” (Academia)....ส่วนโรงเรียนของเพลโต ชื่อ “อะเคเดมี”(Academy) ความคิดเห็นทางการเมืองของเพลโต เท่าที่แสดงไว้ในหนังสือเรื่อง...”รีพับลิค”(Republic)….เพลโตมีความเห็นว่ากุญแจที่จะนำสังคมมนุษย์ไปสู่ความสงบสุขได้ก็คือ ...”การที่ผู้ปกครองประเทศเป็นผู้มีความรู้” ในความเห็นของเพลโต ยังเห็นต่อไปอีกว่า ชนชั้นปกครองนี้มิได้มีภาระหน้าที่ บริหารกิจการของรัฐไปวันหนึ่ง เท่านั้น แต่จะต้องมีส่วนสร้างเสริมคุณภาพในทางจิตใจด้วย  รัฐที่ชอบธรรมที่มีความสุขสมบูรณ์นั้น มิใช่รัฐที่จะเจริญก้าวหน้าทางวัตถุเท่านั้น  แต่จะต้องเจริญทางจิตใจด้วยอีกทางหนึ่ง  ผู้ปกครองที่มีความรับผิดชอบมากเช่นนี้ นอกจากจะต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญทางการปกครองแล้ว ยังจะต้องมีคุณสมบัติทางศิลธรรมอีกด้วย จะต้องจัดตั้งการปกครองโดยมุ่งหมายถึงประโยชน์ส่วนรวม คือ เพื่อความสุขของผู้อยู่ใต้ปกครอง ผู้ปกครองที่ทำหน้าที่ของตนโดยสมบูรณ์ เพลโตให้ชื่อว่า ...”ราชาผู้ทรงความรู้” หรือ   “ราชาผู้เป็นปราชญ์”  (Philosopher King) ....สรุปความเห็นของเพลโตว่า ....”การปกครองที่ดีที่สุดนั้นจะต้องเป็นการปกครองโดยชนส่วนน้อย”  แต่ชนชั้นปกครอง(Aristocracy) นี้จะต้องเป็นชนส่วนน้อยที่มีสติปัญญา....แต่ในหนังสือเรื่อง”รัฐบุรุษ”(Stateman) เพลโตยอมรับว่า ผู้ปกครองที่มีความรอบรู้สูงสุด....ราชาผู้ประเสริฐเป็นสิ่งที่จะหาไม่ได้...เมื่อเป็นเช่นนี้  เพลโตจึงยกย่องว่า “กฏหมายมีความสำคัญสูงสุด”..... เพราะกฏหมายเป็นเครื่องแสดงออกของประสพการณ์ และความรอบรู้ของมนุษย์....กฏหมายเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวให้ผู้ปกครองปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยมุ่งถึงประโยชน์ส่วนรวม มิใช่ประโยชน์ส่วนตัว...เพลโตไม่มีความเห็นด้วยเลยกับระบบการปกครองโดยประชาชนส่วนใหญ่ที่ เคลสตินิส(Cleishenes) และ เพริคลิส(Pericles)  มาดัดแปลงจากรากฐานที่ “โซลอน” วางเอาไว้

5.4 อริสโตเติล(Aristotle)  เกิดที่แคว้นแทรคมีชีวิตอยู่ระหว่าง 384 – 322 ปีก่อนครีสต์กาลได้เคยศึกษาอยู่ในโรงเรียนอะเตเดมีของเพลโต เป็นเวลา 18 ปี และได้เคยถวายการศึกษาแก่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ แห่ง “มาซิโดเนีย”  เป็นเวลาถึง 4 ปี เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ขึ้นครองราชแล้ว อริสโตเติล จึงได้กลับไปเอเธนส์ ได้ตั้งโรงเรียน ลีเซียม (Lyceum) ขึ้นใกล้ กับกรุงเอเธนส์

อริสโตเติล เป็นผู้ที่สนใจในวิชา แทบทุกแขนง  และได้เขียนหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาความรู้เหล่านั้น เช่น คณิตศาสตร์  ฟิสิกค์ ดาราศาสตร์ พฤษศาสตร์ รัฐศาสตร์  ตรรกวิทยา วิชาวาทศิลป์  วิชา ชีววิทยาและอื่น อีกมาก   อริสโตเติลไดรับการยกย่องว่าเป็นผู้มีมันสมองที่รอบรู้ ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งศาสตร์สมัยใหม่” ....ส่วน เพลโต  ได้สมญาว่าเป็น  “บิดาแห่งวิชาปรัชญาสมัยใหม่”

ทั้งเพลโต และ อริสโตเติล มีความเห็นตรงกันในข้อที่เชื่อว่า  ....” รัฐหรือสังคมการเมือง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะมนุษย์มีความต้องการที่จะอยู่ร่วมกัน   และปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คือ ปัญหาการจัดระเบียบ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในสังคนการเมืองนี้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะขจัดมิให้มีความขัดแย้งกัน .....เพลโตมีวิธีขจัดข้อเสียของสังคมมนุษย์ โดยพยายามเลือกเฟ้นหาบุคคลพิเศษจำนวนน้อยที่สุด ที่มีคุณสมบัติดี เป็นผู้ปกครอง (Guardian)    เพื่อให้ผู้ปกครองที่มีคุณธรรม มาใช้อำนาจแก้ใขปัญหาของสังคม....

 

แต่ในความเห็นของอรีสโตเติล...สังคมที่ดี คือ สังคมที่ทุก คนรู้สึกเป็นมิตรกัน และความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นได้ในเมื่อสมาชิก ของสังคม ทุก คน รู้สึกว่า มีฐานะเท่าเทียมกัน  ....ความเสมอภาคในทรรศนะของอรีสโตเติลนี้ มิได้หมายถึง ความเท่าเทียมกันในทุก ด้าน  แต่หมายความว่าความยุติธรรมตามส่วน (Distributive Justice)  ทุกคนมีฐานะเป็นราษฎรที่เท่าเทียมกัน  แต่ สติปัญญาย่อมมีไม่เท่ากัน  เพราะฉะนั้นหน้าที่ ที่จะได้รับก็ย่อมแตกต่างกันออกไป และ เกียรติที่ได้รับมากมายเพียงได ก็ต้องขึ้นอยู่กับหน้าที่ ปฏิบัติ  ว่าจะอำนวนประโยชน์ให้สังคมเพียงใด ซึ่งขึ้นอยู่กับสติปํญญาและความสามารถของบุคคล....อริสโตเติล  ชี้แจงว่า ...”ราษฎรสามัญแต่ละคน อาจจะไม่มีสติปัญญาพอที่จะรับผิดชอบในการบริหาร...ไม่สามรถพิจารณาปัญหาต่าง ด้วยตนเองได้ ถึงแม้ว่าราษฎรที่มีจำนวนมากเหล่านี้มารวมกัน แต่ก็จะทำให้เกิดปัญหาร่วมซึ่งจะนำไปใช้คิด  พวกที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดี ที่มีการศึกษาสูง มีประสบการณ์มากกว่า เข้ามาทำหน้าที่บริหาร   ...โดยวิธีนี้อำนาจทางการเมือง(Political Control) จึงอยู่ในมือของราษฎรส่วนใหญ่ และผู้ที่ใช้อำนาจในการปกครองก็ใช้อำนาจนี้ โดยความยินยอมของประชาชน(Government by Consent) นอกจากนี้ อรีสโตเติล ยังมีความเห็นอีกว่า รัฐควรจะมีความระมัดระวังความขัดแย้งในเรื่องเศรษฐกิจอีกด้วย และรัฐที่มั่นคงควรมีชนชั้นกลาง มากกว่าชนอีก 2 ชั้น คือคนมั่งมีและคนยากจน...อริสโตเติล เชื่อว่า การยึดหลักสายกลาง (Moderation) สังคมจะเป็นสุข  ถ้าในสังคมมีแต่คนมั่งมีและคนจนในสังคมก็จะมีแต่นายกับบ่าว รัฐจะไม่เป็นรัฐของเสรีชน แต่เป็นรัฐของทาสกับนาย และ จะเป็นรัฐที่ดีไปไม่ได้  ดังนั้นรัฐที่ดีจึงควรมีชนชั้นกลางมากกว่าคนมั่งมีและคนจน เพื่อคอยถ่วงดุลย์อำนาจแห่งสังคม.

อริสโตเติล ไม่เห็นด้วยกับเพลโตที่ว่า “การปกครองที่ดีที่สุดนั้น คือระบบที่ให้อำนาจในการปกครองขึ้นอยู่กับตัวบุคคล”....เพราะการกระทำของบุคคลขึ้นอยู่กับเหตุผลและอารมณ์...ถ้าให้อำนาจสูงสุดอยู่กับบุคคล อาจจะทำให้การใช้อำนาจนั้นไม่เป็นไปตามกฏเกณฑ์เสมอไป....ดังนั้นในทรรศนะของอรีสโตเติล   การปกครองที่ดี จะต้องใช้กฏหมาย มิใช่ตัวบุคคลเป็นหลัก ....เพราะกฏหมายเกิดจากเหตุผลของความคิดอย่างรอบคอบ และ สมดุลย์...กล่าวโดยสรุป ...”อรีสโตเติล เชื่อว่าการปกครองที่ชอบธรรม ในรูปที่เรียกว่า ..”Demoscracy” (ประชาธิปไตย)...ถือว่าอำนาจการปกครองอยู่กับคนหมู่มากที่ใช้อำนาจของตนเองตามกฏหมาย”

เพื่อนพ้อง...น้องพี่ ที่รักทั้งหลายครับ....เรื่องข้างบนเป็นเรื่อของประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นในยุโรป เมื่อ ประมาณ 2350 ปีมาแล้วเป็นครั้งแรก แล้วเขาก็แก้ใขกันมาเลื่อย จนมาถึงศตวรรษที่ 17 -18  หรือ อีกประมาณ 600 ปีต่อมา ชึ่งเป็นยุกแห่งการปฏิวัติภูมิปัญญา(The Intellectual Revolution) ขึ้นในยุโรป ทั้งนี้คงอาจจะเนื่องมาจาก ความไม่ได้ผลสมความมุ่งหมายในระบบการเมือง ที่ใช้กันอยู่ในระยะนั้น ทั้ง ที่มันผ่านมมาเป็นเวลา 5-6 ร้อยปีเข้าไปแล้ว ....ในตอนนั้นได้มีนักคิด นักค้นมากมายได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในการที่จะมีการแก้ใขระบอบประชาธิปไตยกัน แต่คนเหล่านั้น เขาคิด ไม่เหมือนกับคนไทยที่กำลังคิดกันอยู่ในขณะนี้....คนไทยที่คิดกันอยู่ในขณะนี้ ใช้หลักการคิดโดย... “ยึดตัวบุคคลเป็นหลัก”....คือคิดเพื่อเปลี่ยแปลงการปกครองเพื่อตามใจนายเหนือหัวที่เป็นบุคคลธรรมดา และมันก็เป็นเช่นนี้มาตลอดระยะเวลา ตั้งแต่ปี .. 2475 เลื่อยมา เพียงไม่กี่ปีนี้เอง ก็ยุ่งยากวุ่นวายเหลือคนานับแล้ว....ทางยุโรป เขาก็แก้ใขความบกพร่องในเรื่องการบริการการเมืองเหมือนกัน แต่เขายึด...”กฏหมาย”...เป็นหลักในการแก้...แก้ตามตามความวุ่นวายของคนในสังคมที่เกิดขึ้นจริง และเพื่อให้สังคมสงบสุข.....ไม่ได้แก้ตามใบสั่ง เหมือนบ้านเรา เพื่อให้กลุ่มอิทธิพลเข้าหาประโยชน์จากภาษีอากรของประชาชนอย่างแน่นอนตายตัว .....ที่ว่าแก้ตามใบสั่งนั้น คงจะเป็นใบสั่งที่อีกาคาบมาทิ้งไว้ที่สะพานมัฆวาลหรือไม่ ก็ไม่อาจจะทราบได้...มิฉะนั้นฝ่ายกบฏ ไปเอาระบบ ..”30-70”  มาจากใหน ....ระบบ 30 -70 เป็นระบบเผด็จการชัด ....ประชาชนทั้งเมืองไทยเขารับไม่ได้ เพราะเขา...คิดถึงวีระชนผู้สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตยไปแล้ว....ถ้ายอมรับ กลับไปใช้....”ระบบเผด็จการ(ทหาร ?)”...อีกก็เท่ากับ เรา ประชาชนชาวไทย ขณะนี้ ได้ทรยศกับดวงวินญาณของวีรชนกันทั้งหมด ...เพราะฉนั้น ประชาชนเขาจึงยอมรับไม่ได้แน่ ...ครับ

กฏหมายไทยมีช่องว่างมากมาย อยู่ขณะนี้ ความวุ่นวายในบ้านเมืองจึงเกิดขึ้นไม่รู้จักจบจักสิ้น....เอา...น่าเบื่อหน่าย นะครับท่าน ......ทิ้งไว้เท่านี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ ก่อนที่จะเสนอมายังท่านผู้เกียวข้องว่าขณะนี้เราจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร ? จึงจะเป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ ที่ใช้แล้วไม่เกิดปัญหากับบ้านเมือง เหมือน รัฐธรรมนูญ จากปากกระบอกปืน ปี ..2550.....(รัฐธรรมมูญ ปี 2550 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่จะใช้ปกครองบ้านเมือง หรือใช้บังคับประชาชนชาวไทยได้นะครับ ...เพราะไม่ได้ออกโดยประชาชน จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่ ไม่ชอบธรรม )....ดูเหตุการณ์ในยุโรปกันต่อดีกว่านะครับ…

เพื่อนพ้องน้องพี่ที่รักทั้งหลาย...ครับ....ที่มาของความก้าวหน้าทางภูมิปํญญาในศตวรรษที่17 – 18 เป็นความคิดที่นำมาก่อให้เกิดความเจริญ ทางด้านสังคมการเมืองก็มี ความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของยุโรปก็มี...... ความมั่งคั่งของคนชั้นกลางและการขยับฐานะของชนชั้นต่ำ ความก้าวหน้าทางด้านวิชาการ ที่ถ่ายทอดมาจากแดนต่าง นอกทวีปยุโรป หลังจากที่ยกกองทัพออกไปทำสงคราม “ครูเสด” 8 ครั้ง ระหว่าง ..1096 ถึง ..1270 .....ซึ่งลักษณะการปฏิวัติทางภูมิปัญญาออกมาในรูป ปรัชญา และ วิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่....ในยุคแห่งการปฏิวัติภูมิปัญญาในศตวรรษที่17 – 18 นี้มีนักปรัชญามากมายได้ออกมาให้ข้อคิดไว้มาก ในการที่จะนำสังคมและการเมืองของยุโรปไปสู่ความทันสมัยยิ่งขึ้น นักปราชญ์ เหล่านั้นก็มีเช่น เรอเน่เดส์ คาร์ท(Rene Descartes : ..1596 – 1650) ....เซอร์ไอเซค นิวตัน ....โธมัส ฮอบส์(Thomas Hobbes) ... แต่ที่น่าสนใจในทางการเมืองคือ

5.5 จอนห์ ล็อก (John Locke ; .. 1632 – 1704 ) ผู้สร้าง...”ทฤษฎีเสรีนิยมทางการเมือง”  ขึ้นมา

ทฤษฎีเสรีนิยมทางการเมืองของ จอนห์ ล็อก ส่วนใหญ่มาจากหนังสือ เรื่อง “The Two Treatises of Civil Government ..1690 ของเขา ล็อกยืนยันว่า  เดิมมนุษย์เกิดมามีอิสรภาพและความเสมอภาคอย่างสมบูรณ์ กฏหมายก็มีแต่เป็นกฏหมายของธรรมชาติ ซึ่งทุกคนใช้ก็เพื่อคุ้มครองสิทธิอันเกิดตามธรรมชาติ ในเรื่องชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สมบัติ ต่อมามนุษย์ก็เกิดความไม่สะดวกที่จะอยู่ตามภาวะธรรมชาติ เพราะทุกคนพยายานใช้สิทธิของตนให้เกิดความสับสนวุ่นวาย  เมื่อเป็นเช่นนี้มนุษย์จึงได้ตกลงพร้อมใจจะสถาปนารัฐบาล และยินยอมมอบอำนาจบางประการให้รัฐบาล แต่มิใช่จะให้เป็นรัฐบาลที่เด็จขาด(เด็จขาด คือ เผด็จการ)ประชาชนจะมอบแต่อำนาจบริหารรัฐตามกฏหมายของธรรมชาติเท่านั้น เมื่อรัฐเป็นแต่เพียงผู้รับอำนาจจากสมาชิกในรัฐ รัฐจึงจะมีอำนาจหน้าที่เกินกว่าอำนาจหน้าที่อันสมาชิกของรัฐได้เคยมีอยู่ตามภาวะธรรมชาติ ก่อนที่เขาทั้งหลายจะร่วมใจกันสร้างสังคม และรัฐบาลขึ้นมาไม่ได้ ถ้าหากรัฐบาลได้ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ หรือเกินกว่าอำนาจหน้าที่ ได้รับมอบหมายไว้ในสัญญาทางการเมืองที่ทำไว้กับประชาชน รัฐบาลนั้นก็คือทรราช และประชาชนก็มีสิทธที่จะยกเลิก หรือต่อต้าน หรือล้นล้างรัฐบาลนั้น ได้โดยชอบธรรม.

การประณามลัทธิเด็จขาด (Absolutism) ของล็อค   ล็อคประณามลัทธิเด็จขาด(เด็จขาด คือ เผด็จการ)ในการปกครองทุกรูปแบบ เขาปฏิเสธอำนาจของรัฐที่จะบุกรุกสิทธิตามธรรมชาติของแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะมาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเท่าใดก็ตาม จะไม่สามารถริดลอนอิสรภาพในการพูด และจะยึดหรือแจกแจงทรัพย์สมบัติของเอกชนได้ (เช่นการสร้างหลักฐานเพื่อยึดทรัพย์คุณทักษิณ หรือเปล่า? )  ล็อกสนใจในเรื่องการให้ความคุ้มครองเสรีภาพส่วนบุคคล มากกว่าการสนับสนุนความมั่นคงต่อความก้าวหน้าในสังคม   ถ้าถูกบังคับให้เลือกเขาคงจะพอใจเลือกเอาความเลวร้ายในการไม่มีรัฐบาลมากกว่าระบบทรราชในรูปแบบใด ก็ตาม.

อิทธิพลของ จอห์น ล็อค  จอห์น ล็อคเชื่อว่า รากฐานอันแท้จริงในการกำเหนิดของรัฐ และการที่มีรัฐบาล ก็เพื่อป้องกันชีวิต เสรีภาพ   และทรัพย์สมบัติของประชาชน ตราบใดที่รัฐทำหน้าที่ป้องกันชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สมบัติของประชาชน อยู่โดยถูกต้องตามกฏหมายแล้ว ประชาชนจำเป็นต้องเชื่อฟังรัฐบาล เพื่อที่จะให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่  แต่ถ้าเมื่อใดรัฐบาลเข้ามาร่วงละเมิดสิทธิของประชาชน เช่น เสรีภาพ หรือทรัพยสมบัติแล้ว ก็จะต้องถือว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย และประชาชนมีสิทธิที่จะล้มล้างรัฐบาล และสามารถตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่โดยถูกต้องตามกฏหมาย อิทธิพลของ จอห์น ล็อค นับเป็นรากฐานทางภูมิปัญญาของการปฏิวัติของอเมริกัน ใน .. 1776 และชาวฝรั่งเศส ใน ..1789  และยังมีอิทธิพลต่อการร่างรัฐธรรมนูญของหลายชาติในยุโรป และสหรัฐอเมริกา.

5.6 ทฤษฎีเสรีนิยมในทางการเมืองของวอลแตร์ (Voltaire, 1694 – 1778) ในฝรั่งเศส วอลแตร์และมองเตสกิเออ (Montesquieu, 1694 – 1755)  เป็นผู้นำในทฤษฎีนี้  วอลแตร์ชิงชังในศาสนาคริสเตียนสมัยกลางว่า เป็นสัตรูที่เลวที่สุดของมนุษยชาติ รองลงมาก็คือการปกครองแบบทรราช เขาได้รับอิทธิพลจาก ล็อค ไว้มาก และมีทัษนะเช่นเดียวกับล็อคว่า รัฐบาลเป็นสิ่งชั่วร้ายที่จำเป็นต้องมี  (Government as a Necessary Evil) อย่างจำกัดอำนาจ วอลแตร์ได้ต่อสู้มาตลอดชีวิตว่า    มนุษย์ทุกคนได้รับสิทธิเท่าเทียมกัน ในเสรีภาพ  ทรัพย์สมบัติ และการได้รับความคุ้มครองทางกฏหมาย แต่วอลแตร์ไม่ใช่นักประชาธิปไตย เขาต้องการกษัตริย์ผู้ทรงรู้แจ้ง หรือสาธารณรัฐที่ชนชั้นกลางมีอำนาจมากที่สุด ในการปกครองรัฐ ในอุดมคติของเขา เช่นเดียวกับเพลโต และอรีสโตเติล.

5.7 อิทธิพลของมองเตสกิเออ (Montesquieu ; ..1694 – 1755)  มองเตสกิเออเป็นนักคิดที่เด่นในศตวรรษที่18 เขาเชื่อว่า   สภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์จะมีอิทธิพลต่อสังคม ซึ่งจะมีผลต่อรูปแบบของสถาบันทางการเมือง สังคม รวมทั้งลักษณะของกฏหมายต่าง ที่ควบคุมกลไกของสังคม มองเตสกิเออ ไม่นิยมลัทธิการปกครองในแบบเผด็จการทุกรูปแบบ เขาได้วางรูปแบบการปกครองไว้ 3 ระบบ คือ ระบบสาธารณรัฐ(Republic) เป็นรูปแบบการปกครองผสมระหว่างประชาชนกับขุนนาง โดยผ่านตัวแทน คือ พวกชนชั้นขุนนาง(ที่มาจากคนรวย เกิดในตระกูลสูง และเป็นผู้มีความสามารถ) ที่สืบทอดมาจากสายโลหิต ....ระบบที่ 2 คือ ระบบราชาธิปไตย โดยอำนาจจำกัด (Limited Monarchy) เป็นรูปแบบการปกครองที่อยู่ภายใต้จารีดประเพณี คือ ผู้นำถูกจำกัดอำนาจตามกฏหมายและประเพณี ประชาชนไม่มีโอกาศเข้ามาสร้างความวุ่นวาย  ....ระบบที่ 3 ระบบสุดท้าย  คือ ระบบที่ใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม และ โดยไม่มีข้อจำกัด (Despotism)

มองเตสกิเออ มีความเชื่อในหลักของการกระจายอำนาจ  (Separation Of Power)  และหลักถ่วงดุลย์อำนาจซึ่งกกันและกัน โดยมีการควบคุมกัน (Checks and Balances) แต่เขาไม่ได้พูดไว้อย่างแจ่มแจ้งว่า มีอำนาจอย่างไรบ้าง  เพียงแต่กล่าวว่า หลักการดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในโอกาศต่าง เช่น กษัตริย์ จะต้องแจกแจงอำนาจ แต่อำนาจแต่ละอย่างจะต้องสมบูรณ์ในตัวเอง ให้ตรวจสอบซึ่งกัน และ กัน โดยมิให้มีอำนาจไปครอบคลุมอีกฝ่ายหนึ่งได้...ดังเช่น “กฏหมายไทยในขณะนี้”

ในกฏหมายไทย ที่เราเห็นได้ชัด  คือ การไปจับโจรผู้ร้ายนั้น เป็นเรื่องของฝ่าย บริหารโดยตรง ไม่เกี่ยวกับฝ่ายตุลาการแม้แต่น้อย แต่การที่ฝ่ายบริหารจะจับโจร แต่ต้องไปขอ อนุญาติจากฝ่ายตุลาการก่อนจึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องเป็นอย่างมาก....เพราะนั่นแสดงว่า “ฝ่ายตุลาการอยู่ เหนือ ฝ่ายบริหาร” ….และนี่ละคือ ...”ช่องว่างของกฏหมายไทยที่มีอยู่มากมายในขณะนี้ .....“ทั้งนี้ก็เพื่อผลประโยชน์ของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ผลประโยชน์ของส่วนรวม คือ ประเทศชาติ และประชาชน” ....การที่ตำรวจอาจจะกระทำการรุนแรงกับประชาชนเกินไป หรือไม่ถูกกาละเทสะ นั่นไม่ใช่ ความผิด หรือ ความบกพล่องของกฏหมาย แต่เป็นความเลวส่วนบุคคลของตำรวจ จึงต้องแก้ที่ การเลือกคนเข้ารับราชการตำรวจ ไม่ใช่ แก้ด้วยการไปขอหมายจับจาก “ศาล” ซึ่งอยู่ในฝ่ายตุลาการ....ถ้าหลาย ท่านเห็นว่าถูก....ทีนี้ถ้า ผมจะถามท่านบ้างว่า “ถ้าคนในขบวนการตุลาการทำผิดบ้าง ท่านจะไปขอหมายจับจากใคร ยกตัวอย่าง โจร 500 เข้ายึด ธรรมเนียบรัฐบาล ขัดขวางการปฏิบัติราชการ ยึด ทบวง กระทรวงกรมต่าง   เข้าข่าย กบฏชัด แต่ ขบวนการยุติธรรมตั้งข้อหาไปเป็นอย่างอื่น ให้อ่อนกว่า ข้อหากบฏ เช่นนี้แล้ว  ฝ่ายบริหารจะจัดการการกับฝ่ายตุลาการอย่างไ ? จะจับใคร ใครจะเป็นผู้ออกหมายจับ....ถ้ารู้ตัวว่าใครเป็นใครในการให้สินบนกัน เพื่อตั้งข้อหาให้อ่อนไว้...เหล่านี่เป็นต้น ....ในทำนองเดียวกัน ฝ่ายบริหารจะต้องเป็นตัวของตัวเองในการตัดสินใจที่จะกระทำการใด หรือไม่กระทำการใด ในข้อตกลงกับต่างประเทศได้ทุกกรณีย์ที่ไม่เกี่ยวกับ การประกาศสงความ การเสียอธิปไตย การเสียสิทธินอกอาณาเขต โดยจะไปแก้ข้อความให้เป็นไปอย่างอื่นมิได้ เช่นเติมคำว่า “อาจจะ” ลงไป เช่น อาจจะก่อให้เกิดสงคราม อาจจะทำให้เสียอธิปไตย อาจจะทำให้เสียสิทธินอกอาณาเขต ....แล้วตัดสินให้เป็นไปตามที่แก้นั้น  หรือ/คือ ไปนำเอาข้องความจากหนังสืออื่นที่ไม่ใช่กฏหมายหรือ กฏหมายไม่ได้กำหมดไว้มาเป็นข้ออ้างอิง เพื่อชี้ถูก ชี้ผิด ....พฤติกรรมอย่างนี้ถือว่า เป็นการแก้กฏหมายโดยพละการ แล้วทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เป็นการเข้าข่าย “ละเมิด” ผู้แก้กฏหมายนั้น และผู้ชี้ถูก ชี้ผิด ทั้งคณะต้องติดคุกทั้งหมด....นี่ละ ท่าน...ครับ นี่ละคือความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม และมีช่องว่างอยู่ในกฏหมายไทย ที่ควรแก้ใข

สหรัฐอเมริกาได้นำเอาหลักการดังกล่าวของ มองเตสกิเออ มาแบ่งเป็นอำนาจอธิปไตย 3 ประการ ด้วยกันคือ

                1.อำนาจนิติบัญญัติ

2.อำนาจบริหาร และ

3.อำนาจตุลาการ .....

อำนาจทั้งสามนี้เป็นอิสระต่อกันและถ่วงดุลย์อำนาจซึ่งกันและกัน  โดยมีการควบคุมกัน กล่าวคือ ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา กล่าวไว้ว่า

(1)        รัฐสภามีอำนาจลงคะแนนเสียงไล่ประธานาธิบดี ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารออกได้ และรัฐสภาสามารถลงคะแนนเสียงไล่ผู้พิพากษา ซึ่งเป็นฝ่ายตุลาการออกได้ด้วย แต่คะแนนเสียงต้องมากกว่าปรกติ จึงจะสามารถไล่ฝ่ายบริหาร และ ฝ่ายตุลาการออกได้ 

(2)        วุฒิสภามีหน้าที่รับรองการแต่งตั้งบุคคลในคณะรัฐมนตรี และผู้พิพากษา ถ้าวุฒิสภาไม่รับรอง บุคคลเหล่านั้นก็ไม่สามารถเข้ารับตำแหน่งได้ 

(3)        ส่วนทางฝ่ายบริหารก็สามารถควบคุม หรือถ่วงดุลฝ่ายรัฐสภาได้ด้วยการไม่รับรอง (Veto) คือไม่ลงชื่อในกฏหมายที่ผ่านรัฐสภามาแล้ว ประธานาธิบดีไม่เซ็นชื่อรับรองในกฏหมาย  กฏหมายนั้นก็ไม่สามารภใช้บังคับได้ 

(4)        ส่วนทางด้านตุลาการ ประธานาธิบดีเป็นผู้เสนอชื่อไปให้วุฒิสภารับรองอีกครั้งหนึ่ง คือประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนั้นเอง

(5)        ฝ่ายตุลาการคือศาลก็มีอำนาจที่จะตัดสินว่ากฏหมายที่ฝ่ายรัฐสภาออกมานั้นขัดกับกฏหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่  ถ้ากฏหมายนั้นขัดกับกฏหมายรัฐธรรมนูญ อันเป็นกฏหมายสูงสุดของประเทศ  ศาลก็สามารถตัดสินได้ว่า กฏหมายนั้นเป็นอันโมฆะไป   อีกประการหนึ่ง   ศาลก็มีอำนาจตักสินว่า “การกระทำของประธานาธิบดีนั้น ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่..

ดังนี้เป็นต้น ...ครับท่าน  

5.8 ยัง ยาคส์ รุสโซ (Jean Jaques Rousseasu ; ..1712 -1778)  รุสโซ เป็นปฏิปักษ์ต่อลัทธิถือเหตุผล แต่เขาก็มีความเห็นด้านอื่น ที่สอดคล้องกับนักปราชญ์ในยุคเดียวกับเขาหลายอย่าง รุสโซ่ สอนไว้ว่า เขาขอยืนยันว่าเหตุผลมีประโยชน์ แต่มิใช่คำตอบทั้งหมด สำหรับปัญหาสำคัญ ของชีวิต เราต้องพึ่งความรู้สึก สัญชาติญาณและอารมภ์ของเราเองให้มากว่าเหตุผล นี่คือวิถีทางตามธรรมชาตที่จะให้ความสุขแก่เราได้มากกว่าเหตุผล อันเกิดจากภูมิปัญญา ....หนังสือที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา คือ วิทยานิพนธ์ได้รับรางวัล  ชื่อวิทยานิพนธ์ทางด้านอักษรศาสตร และ วิทยาศาสตร์ (The Discourse on the Art and Science) วิทยานิพนธ์นี้เปรียบเทียบให้เห็น อิสรภาพของคนป่า กับ ระบบทรราช และความชั่วร้ายของสังคมในกรุงที่เจริญแล้ว เขายืนยันว่า วิทยาการยี่งเจริญก้าวหน้า คนยิ่งมีความสุขน้อยลง  เขาชิงชังการกีดกันอิสรภาพส่วนบุคคล เช่น เดียวกับทัศนะของยุคนี้  รุสโซ กระตือรือร้นที่จะแสวงหาเสรีภาพและความเสมอภาคให้แก่ประชาชนยิ่งกว่านักปฏิรูปสังคมคนใด  ในยุคของเขา.....เขาว่าที่มาของการมีทรัพย์สมบัติส่วนบุคคล คือต้นเหตุประการหนึ่งของความทุกข์เข็ญของมนุษย์ในสังคม

เรื่องนี้ ยัว ยาค์ รุสโซ่ พูดไว้ถูกมาก ว่า “การมีทรัพย์สมบัติส่วนบุคคบมาก คือ ต้นเหตุประการหนึ่งของความทุกข์เข็ญของมนุษย์ในสังคม” เช่น เรื่องที่เกิดในประเทศไทย อยู่ในช่วง ตั้งแต่ ปี ..2549 เป็นต้นมา จนถึง เหตุการณ์ที่พวกกบฎนำกำลังเข้ายึด ธรรมเนียบรัฐบาล และ กระทรวงต่าง บางกระทรวงไว้จนยาวนานมาถึงบัดนี้( 03/10/51)เป็นเวลาปีกว่ามาแล้ว ทางรัฐบาลไม่อาจจะปราบปรามได้เพราะเกรงกลัวอิทธิพลที่มองไม่เห็นที่ให้การสนับสนุน “กลุ่มกบฏ หรือ กลุ่มโจร 500”  เหล่านั้นอยู่.....เรื่องของความยุ่งยากเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้านั้นมีต้นเรื่องมาจาก...”คุณทักษิณ ชินวัต”... มีทรัพยสมบัติส่วนตัวมากเกินไป และ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย เมื่อเล่นหุ้น และ ราคาหุ้นสูงขึ้น เมื่อขายก็จะได้เงินเข้ามากขึ้น ...มากขึ้น...แล้วเอามาลงทุนสร้างดาวเทียม ...สร้าง แล้วก็ขาย....ขายแล้วก็ได้กำไรเพิ่มมากขึ้น เงินทุนของคุณทักษิณ ก็มากขึ้น ....แล้วเอาไปชื้อ ทีมฟุตบอล....ซื้อไว้แล้ว เมื่อมีคนมาขอซื้อต่อได้กำไร ก็ขายไป ทำให้มีเงินทองมากขึ้น และ มาก ขึ้น ถ้าเงินจำนวนนี้ อยู่ในประเทศ จะช่วยประเทศไทยได้มาก ในเรื่องความมั่นคงทางการเงินของประเทศ  ซึ่งจะส่งผลดีให้กับคนไทยทุก คนที่อยู่บนผืน แผ่นดินไทยแห่งนี้ ทำให้มีเงินทองจับจ่ายใช้สอย คล่องมือขึ้น ...เมื่อเรามีเงินคงครังมาก เมื่อมีปัญหา เศรษฐกิจโลกตกต่ำ เราก็ยังจะเอาเงินจำนวนนี้ ออกมาใช้ได้ ...ไม่ต้องไปเที่ยววิ่งวุ่นกู้เขา ......เหมือน กับการเก็บเงินออมของครอบครัว หนึ่ง ถ้า คนในครอบครัว ช่วยกันหาเงิน เข้าบ้านเก็บไว้เป็นทุนสำรอง เมื่อเจ็บป่วยก็เอาเงินออกมาใช้จ่ายเป็นค่าพยาบาลรักษาได้  ถ้าคนในครอบครัวนั้น คิดชั่ว อิจฉาริษยากัน  ทะเลาะวิวาทกันกัน ในระหว่างพี่น้องกัน เพื่อแย่งเงิน กัน ถึงกับ ฆ่าฟันกันเองในครอบครัว เดียวกัน ....พี่น้องกันแท้ ยังฆ่ากันได้ลงคอ เพื่อ แย่งเงินแย่งทองกันที่พ่อแม่หามาสะสมไว้ให้ ....เพื่อเอาเงินมาใช้เป็นการส่วนตัว ......เห็นได้ทั่ว ไปในเมืองนอกก็มี ....แต่กฏหมายเอาผิดไม่ได้ เพราะ ....“เงินมันมาก”....นั่นแสดงว่า ความผิดของใคร คนไดคนหนึ่งมันอยู่ที่คนทำสำนวน หรือ คนเขียนสำนวน ไม่ได้อยู่ที่ข้อเท็จจริง ....มันจึงทำให้ผู้กระทำผิด แต่เมีเงินมาก หลุดพ้นคดีไปได้ทุกที ถ้าคนทำสำนวนเห็นด้วยกับการให้สินบาท คาดสินบลนั้น ๆ นะครับท่าน ....เลวมากนะครับท่าน.....ทั้งผู้ให้และผู้รับนั่นละ (ตามทฤษฏีของ “ค้านท์).....พฤติกรรมอย่างนี้ อยากจะถามว่า มันโง่หรือ ฉลาดกันแน่?...........

 เมื่อตอนที่คุณทักษิณ ขายดาวเทียมให้สิงคโปร ...มี เฟียรการเมือง...ไปรีดไถเงินจากคุณทักษิณ ขอแบ่งผลกำไรจากคุณทักษิณ (หุ้นลม)....คุณทักษิณไม่ให้ ที่ไม่ให้เพราะ ดาวเทียมคุณทักษิณ ลงทุนสร้างมันขึ้นมาด้วยทุนส่วนตัว เมื่อขายแล้ว ผลกำไรจึงเป็นของคุณทักษิณ แต่ผู้เดียว จึงชอบด้วยเหตุผลแล้วที่ไม่ให้ ....เมื่อไม่ให้จึงเป็นที่ไม่พอใจของพวกมาเฟียร์การเมือง จึงเกิดยุทธการกำจัดคุณทักษิณ แล้วก็ส่งผลกระทบทำให้ประเทศชาติบ้านเมือง เสียหายอย่างยับเยิน...เงินคงคลังที่คุณทักษิณหาไว้สำรองจ่าย เมื่อตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย ประชาชนพลเมืองเดือดร้อนไปทั้งบ้านทั้งเมืองเพราะอิทธิพลของ “ไอ้พวกมาเฟียร์การเมือง” ที่คอยรีดใถเงินจากคณะรัฐบาล ทุกรัฐบาลที่เข้าบริหารบ้านเมือง ใครให้ผลประโยชน์กับมัน ก็คุ้มกันให้เป็นรัฐบาลต่อไปได้(รวมไปทั้งหาช่องทางให้เป็นรัฐบาลด้วย) เพื่อหาเงินส่งให้พวกมัน เป็น ระยะ ตลอดเวลาที่เป็นรัฐบาล และจะพยายามให้พรรคการเมืองที่หาเงินให้กลุ่มมาเฟียร์การเมืองดังกล่าว ....รีดไถเงิน จากประชาชนคนไทยทั้งชาติ ไปส่งให้มัน ......ท่านครับ...ท่านเห็นหรือยังว่า ใครมันเลวกันแน่ ? ....ลองพิจารณาดูซิว่า ....”คุณทักษิณเลว หรือ ไอ้กลุ่มมาเฟียรการเมืองมันเลวกันแน่…..ครับ ท่าน ....รู้แล้วก็อย่าให้ความร่วมมือกับมันนะครับ....เพื่อน ที่รักของผมทุกท่าน ...เพื่อน “สามสมอ 55 - 56 .....จปร.9”..... ท่านครับ ....ขอให้ท่านนึกถึงในหลวงให้มาก ใว้ ...นึกถึงพระองค์ท่านตลอดเวลา ว่า....“ ไม่มีใครสามารถจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด ....แต่ต้องไม่ให้คนไม่ดีได้ปกครองบ้านเมือง”....ถ้าท่านรักในหลวงจริง แล้ว ....ท่านต้องไม่สนับสนุนให้ ...”คนเลวได้ปกครองบ้านเมือง”......นะครับท่าน .

***** เราชายชาติทหาร ต้องยึดถือเสมอว่า “ เสียชีพ อย่าเสียสัตย์” ....อย่าเสียสัตย์ที่ได้ปฏิญาณไว้ทุก วันก่อนเข้านอนว่า “ชาติ เกียรติ วินับ กล้าหาญ” *****

แน่นอนครับเรื่องของคุณทักษิณ ทำนองนี้ย่อมต้องเคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุโรป ประมาณ ..1724 หรือ ..2267 ซึ่งเป็นรัชสมัยของ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ” แห่งราชวงค์ “บ้านพลูหลวง”มาแล้ว   ดังนั้น จึงมีนักปราชญ์มาให้ความเห็นกันไว้ในเชิญปรัชญา มากมาย....ที่น่าสนใจก็มี .-

5.9 “ค้านท์” (Kant 1724 – 1804) ค้านท์ เป็นนักปรัชญาผู้มีทัศนะว่า .-

 “ศิลธรรมเป็นคนละสิ่งกับความสุข การกระทำที่ผิดหลักศิลธรรม แม้จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่มนุษย์มากเพียงใด ก็ยังเป็นการกระทำที่เลว เพราะความสุขไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับชีวิต เราจึงใช้มันเป็นหลักในการตัดสิน ศิลธรรมไม่ได้”...

ดังนั้น ผม กัปตันอดิศัย พะลายานนท์ M.Mnr.จึงเห็นว่า “ศิลธรรม น่าจะเป็นที่มาของการชอบด้วยเหตุผล แต่เหตุผลจะต้องถูกต้องตามกฎหมายด้วย หรือ คือ การกระทำใด ต้องชอบด้วยเหตุผล และถูกต้องตามกฏหมาย มิฉะนั้นจะ “ค้านท์” ถือว่าเลวเสมอ นั่นเอง”

ค้านท์ ถือว่า ศิลธรรมเป็นสิ่งมีค่าในตัวเอง การกระทำอันหนึ่ง ดี มิใช่หมายความว่ามันให้ความสุขแก่ใคร แต่เพราะว่ามันเป็นการกระทำที่ถูกกฏศิลธรรม โดยมิได้หวังผลอะไร ไม่ว่าจะเพื่อตัวเองหรือผู้อื่น คนทั่วไปมักคิดว่าการกระทำเพื่อประโยชน์สุขของตัวเอง แม้ว่าจะไม่ใช่การกระทำที่น่าสรรเสริญ แต่การกระทำเพื่อประโยชน์ของคนอื่น หรือ เพื่อคนส่วนใหญ่ น่าจะเป็นการกระทำที่ดีควรแก่การสรรเสริญ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราโกหกหลอกลวงผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของเราเอง คนทั่วไปก็ย่อมเห็นว่าผิด แต่ถ้าหมอโกหกคนใข้ เพื่อช่วยให้คนใข้หายเร็วขึ้น คนทั่วไปเห็นว่าการกระทำของหมอนั้นไม่น่าจะผิด เพราะหมอไม่ได้โกหกเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อคนไข้....แต่ค้านท์ ไม่เห็นด้วยกันทัศนะเช่นนี้ ค้านท์ ถือว่าการกระทำที่ถูกศิลธรรมย่อมดีเสมอ การกระทำที่ผิดศิลธรรมย่อมเลวเสมอ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะให้ใคร สุขหรือทุกช์ ผลของการกระทำไม่มีส่วนเกี่ยวกับความถูก-ผิด ของการกระทำ การโกหกนั้นมันผิดศิลธรรม มันจึงเป็นการกระทำที่เลวเสมอ ไม่ว่าจะโกหกเพื่อใคร  โกหกแล้วจะเกิดผลดีแค่ใหน  ถ้าหมอบอกความจริงกับคนไข้ แล้วคนไข้ข็อคตาย ค้านท์ ก็ยังถือว่าการพูดความจริงของหมดเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เพราะการพูดความจริงเป็นสิ่งที่ดีอยู่ในตัวของมันเอง ผลที่เกิดจากการพูดความจริง ไม่ทำให้ความดีของมันเปลี่ยนแปลงไป

ตามเหตุผลของลัทธิของ ค้านท์ ที่กล่าวมาพอสังเขปทั้งหมด จึงพอสรุปได้ว่า อะไรก็ตามที่ไม่ถูกต้องตามกฏศิลธรรมจะถือไว้ว่าเป็นการกระทำที่เลวทั้งนั้น   ดังจะเห็นได้จากการที่พันธมิตรเพื่อระบอบเผด็จการ (ทหาร ?) 30-70 และพวก ออกมาเดินกันเต็มถนนเป็นการกีจขวางการจราจร พูดจาโกหก ใส่ร้ายป้ายสี ผูกพยาบาทอาฆาคคุณทักษิณ ที่ไปรีด-ไถคุณทักษิณเมื่อคุณทักษิณขายดาวเทียมได้เงินเข้าประเทศมา ทำให้เงินไทยมั่นคงขึ้น เมื่อไม่ได้ตามความประสงค์ ก็สร้างเรื่องใส่ร้าย ทำให้คุณทักษิณได้รับความเสียหาย  เข้าไปยึกธรรมเนียบรัฐบาล สถานที่ราชการต่าง ด้วยกองกำลังติดอาวุธ และส่งกองกำลังติดอาวุธออกไปทำร้ายคนจนถึงแก่ชีวิต ที่บริเวณที่แยก จปร.(ที่ตั้งอยู่สพานฆัควาฬ) ฯล เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฏศิลธรรม จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย อย่างร้ายแรงในข้อหาก่อการ “กบฏภายในราชอาณาจักร” ที่ไม่อาจจะยกเว้นที่จะนำตัวบุคคลกลุ่มนี้ (รวมทั้ง สส-สว สื่อมวลชน  ข้าราชการประจำ ทหาร ตำรวจ พ่อค้า นักธุระกิจ พนักงานรัฐวิสาหกิจ กลุ่มดาราบางคน ฯลฯ ที่ให้การสนับสนุนด้วย )ได้.... การกระทำนี้ ถือว่าผิดกฏศิลธรรม จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ “เลว” ทั้งกลุ่มเลย...(พิจารณาตามทฤษฎีของ “ค้านท์)....

******************************




ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป

ILO article
ตอนที่ 1 ความจริงวันนี้
ตอนที่ 2 เอกราชของชาติ
ตอนที่ 3 มโนธรรม
ตอนที่ 4 ระบอบประชาธิปไตย
ตอนที่ 6 อารยธรรม และ วัฒนธรรม
ตอนที่ 7 การก่อกบฏในอังกฤษ
ตอนที่ 8 กฏหมายโมเสส
ตอนที่ 9 ความพินาจล่มจมของราชวงค์บูร์บองฝรั่งเศส
ตอนที่ 10 ดูตรงนี้เป็นตัวอย่าง
ตอนที่ 11 กฏหมายต่างตอยแทน
ตอนที่ 12 เก่ง กับ เก่ง
ตอนที่ 13 โจราธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550
ตอนที่ 14 เรื่องที่เราไม่รู้
ตอนที่ 15 หาไม่ได้อีกแล้ว
ตอนที่ 16 แม่กับลูก
ตอนที่ 17 คนดี ก็คือคนดี
ตอนที่ 18 รัฐสภา น่าคิด
ตอนที่ 19 เพื่อชาติ และ ราชนาวี
ตอนที่ 20 คนดีที่ต้องเสียเปลียบคนชั่ว
ตอนที่ 21 เมื่อต้องตายเพราะทำดี
ตอนที่ 22 เหตุที่ต้องเดินทางไปในทะเล
ตอนที่ 23 ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะเป็นสุขได้อย่างไร ?
ตอนที่ 24 ผิดเป็นครู
ตอนที่ 25 แม่สอนลูกให้ฆ่าพ่อ article
ตอนที่ 26 กบฏ 2475
ตอนที่ 27 ให้ทกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
ตอนที่ 29 กบเลือกนาย article
ตอนที่ 28 ไม่เหี้ยมไม่ได้เป็นฮ่องเต้
Article Name: Column4 - Article1 article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.