ReadyPlanet.com
dot dot
bulletHome
bulletกระดาน คำถาม-คำตอบ
bulletAdisai's Facebook
dot
Twitter To:-
dot
bulletกัปตันอดิศัย พะลายานนท์
bulletบารัค โอบาม่า
bulletทักษิณ ชินวัตร
bulletอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
bulletจาตุรนต์ ฉายแสง
bulletกรณ์ จาติกวนิช
bulletสุระนันท์ เวชชาชีวะ
bulletสาทิตย์ วงค์หนองเตย
bulletจุรินทร์ ลักษณวิสิทธิ์
bulletกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
bulletคุณปลื้ม ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล
dot
ข่าวประจำวัน
dot
bulletกระแสหุ้น
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletไทยโพสต์
bulletผู้จัดการ
bulletมติชน
bulletThe Nation
bulletBangkok Post
bulletกรุงเทพธุระกิจ
bulletข่าวไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bullet Thai Red News
bulletVoice Of Taksin
dot
โทรทัศน์
dot
bulletสถานีโทรทัศน์ ITV
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 9
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 7
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 5
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
bulletSub Menu 3
bulletSub Menu 4
dot
LES & INMARSAT INFO
dot
bulletNERA Satcom
bulletSTCW
bulletGMDSS 2
bulletGMDSS
bulletเพลงสุนทราภรณ์
dot
หน่วยงานราชการกองทัพเรือ
dot
bulletกองทัพเรือ
bulletโรงเรียนนายเรือ
bulletเพลงราชนาวี - ไทยสากลเก่า ๆ.. ฯลฯ
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0001-0296
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0297-0580
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0581-0862
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0863-1162
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1163-1464
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1465-1766
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1767-2062
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2063-2352
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2353-2639
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2640-2931
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2932-3225
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3226-3522
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3523-3824
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3825-4125
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4126-4426
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4427-4732
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4733-5030
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 5031-5334
dot
บทความใน Website ; Adisai.com
dot
bulletความจริงก็คือความจริง 1
bulletความจริงก็คือความจริง 2
bulletความจริงก็คือความจริง 3
bulletตอนที่ 1 ความจริงวันนี้
bulletตอนที่ 2 เอกราชของชาติ
bulletตอนที่ 3 มโนธรรม
bulletตอนที่ 4 ระบอบประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 5 ที่มาของประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 6 อารยธรรมและวัฒนธรรม
bulletตอนที่ 7 การก่อกบฏในอังกฤษ
bulletตอนที่ 8 กฏหมายโมเสส
bulletตอนที่ 9 ราชวงค์บูร์บองของฝรั่งเศส
bulletตอนที่ 11 กฏหมายต่างตอบแทน
bulletตอนที่ 10 ดูตรงนี้เป็นตัวอย่าง
bulletตอนที่ 12 เก่งกับ เก่ง
bulletตอนที่ 13 โจราธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550
bulletตอนที่ 14 เรื่องที่เราไม่รู้
bulletตอนที่ 15 หาไม่ได้อีกแล้ว
bulletตอนที่ 16 แม่กับลูก
bulletตอนที่ 17 คนดีก็คือคนดี
bulletตอนที่ 18 รัฐสภาน่าคิด
bulletตอนที่ 19 เพื่อชาติ และ ราชนาวี
bulletตอนที่ 20 คนดีที่ต้องเสียเปลียบคนชั่ว
bulletตอนที่ 21 เมื่อต้องตายเพราะทำดี
bulletตอนที่ 22 เหตุที่ต้องเดินทางไปในทะเล
bulletตอนที่ 23 ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะอยู่ได้อย่างไร ?
bulletตอนที่ 24 ผิดเป็นครู
bulletตอนที่ 25 แม่สอนลูกให้ฆ่าพ่อ
bulletตอนที่ 26 กบฏ 2475
bulletตอนที่ 27 ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
bulletตอนที่ 28 ไม่เหี้ยมไม่ได้เป็นฮ่องเต้
bulletตอนที่ 29 กบเลือกนาย
bulletPage1 จดหมาย พล.ต.มนูญกฤต
bulletมังกรดำ
bulletความจริงก็คือความจริง 1-1
bulletความจริงก็คือความจริง 2-1
bulletความจริงก็คือความจริง3-1
bulletความจริงก็คือความจริง 4
bulletชอบสุรยุทธ จุทานนท์
bulletเรื่องที่เพื่อนอยากรู้
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletPage1 3-2
bulletPage1 5-2
bulletPage1 6-2
bulletยกย่องนายพลในกองทัพบก
bulletสดุดี "กองทัพเรือ"
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ ตอน 2
bulletยกเลิกกฏหมายความมั่นคง
bulletสุภาพบุรุษ "กองทัพเรือ"
bulletพล.ร.อ.สงัด และ พล.อ. กฤต
bulletมันชั่ว หรือ ขายชาติ กันแน่ ?
bulletการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletผังประกอบการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletโจรครองเมือง 1
bulletโจรครองเมือง 2
bulletโจรครองเมือง 3
bulletโจรครองเมือง 4
bulletโจรครองเมือง 5
bulletหน้าแรก ย้ายมาเมื่อ 5/07/54
bulletตอนที่ 1 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 2 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 3 หวามหวังใหม่
bulletตอนที่ 4 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 5 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 6 ความหวังใหม่




ความจริงก็ต้องเป็นความจริง 4

ความจริงก็ต้องเป็นความจริง
4

 

Capt.Adisai Balayananda. M.Mnr.

Sat,Jun  06,2009

 

ตอนที่ 26

  กบฏ ..2475

.................

 

ที่มาของ กบฏ .. 2475

…………….

 

เวลประมาณ 0530 ของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ได้กล่าวกับ ..พระประศาส

พิทยายุทธ์ ว่า “ตาวัน แกเอากับเขาด้วยหรือ ?...นี่นัมเป็นกบฏนะ

ผมเลยเรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า “กบฏ ..2475” ตามพระองค์ท่านไปด้วย

ซึ่งถูกต้อง

....................

เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เราได้เห็นชัด ว่า 

“ความประมาท คือ หนทางแห่งความตาย”

ซึ่งเป็น

....................

ที่มาและต้นกำเหนิดของอมาตยาธิปไตย + เผด็จการ

หรือรวมกันเรียกว่า

“ระบอบทรราชธิปไตย”

(Capt.Adisai Balayananda. M.Mnr. : 19 Jul 2009 @ 0318

...........................

ดูและพิจารณาจากเหตุการณ์ที่จะเรียนให้ทราบต่อไป

.....................

ประกาศคณะราษฏร

ฉะบับที่ 1

ลงวันที่ 24 มิถุนายน ..2475

..................................

ราษฏรทั้งหลาย  .... เมื่อกษัตริย์องค์นี้ได้ครองราชสมบัติสืบจากพระเชษฐานั้น ในชั้นต้นราษฏรบางคนได้หวังกันว่า   กษัตริย์องค์ใหม่นี้คงจะปกครองราษฏรให้ร่มเย็น  แต่การก็หาได้เป็นไปตามที่คิดหวังไม่   กษัตริย์ก็คงทรงอำนาจเหนือกฏหมายอยู่อย่างเดิม   ทรงแต่ตั้งญาติวงค์ และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงค์ตำแหน่งที่สำคัญ   ไม่ทรงฟังเสียงราษฏร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต   มีการรับสินบน ในการก่อสร้าง ซื้อของใช้ในทางราชการ  หากำไรในการเปลี่ยนราคาเงิน  ผลาญเงินของประเทศ   ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฏร   กดขี่ข่มเหงราษฏร   ปกครองโดยขาดหลักวิชชา   ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถกรรมดังจะได้เห็นจากความตกต่ำทางเศรษฐกิจและความฝืดเคืองในการทำมาหากิน   ซึ่งราษฏรได้รู้กันอยู่ทั่วไปแล้ว   รัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฏหมาย มิสามารถแก้ใขให้ฟื้นขึ้นได้ 

การแก้ใขไม่ได้ก็เพราะรัฐบาลของกษัตริย์นี้มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฏร ตามที่รัฐบาลอื่น ได้กระทำกัน   รัฐบาลของกษัตริย์   ได้ถือเอาราษฏรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่า ไพร่บ้าง  ข้าบ้าง)   เป็นสัตว์เดรฉานไม่นึกว่าเป็นมนุษย์   เหตุฉะนั้นแทนที่จะช่วยราษฏรกลับพากันทำนาบนหลังราษฏร    จะเห็นได้ว่าภาษีอากรที่บีบคั้น  เอามาจากราษฏรนั้น   กษัตริย์ได้หักเอาใว้ใช้ส่วนตัวปีหนึ่งเป็นจำนวนหลายล้าน   ส่วนราษฏรซิกว่าจะหาได้แม้แต่เล็กน้อยแทบเลือดตากระเด็น   ถึงคราวเสียเงินราชการหรือภาษีใด   ถ้าไม่มีเงินรัฐบาลก็ยึดทรัพย์ หรือใช้งานโยธา   แต่พวกเจ้ากลับนอกกินกันเป็นสุข  ไม่มีประเทศใดในโลกจะให้เงินเจ้ามากเท่าประเทศนี้   นอกจากพระเจ้าซาร์และพระเจ้าไกเซอร์เยอรมัน   ซึ่งชนชาตินั้นได้โค่นราชบัลลังก์เสียแล้ว

รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฏร   มีเป็นต้นว่า หลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากิน อย่างโน้นอย่างนี้   แต่ครั้นคอย ก็เหลว   ไปหาได้ทำจริงจังไม่มิหนำซ้ำ กล่าวคำหมิ่นประมาทราษฏรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กินว่า  ราษฏรยังมีเสียงการเมืองไม่ได้   เพราะราษฏรยังโง่   คำพูกของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้   ถ้าราษฏรโง่   เจ้าก็โง่   เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน   ที่ราษฏรรู้เท่าไม่ถึงเจ้านั้นไม่ใช่เพราะโง่   เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่   เพราะเกรงว่าเมื่อราษฏรได้มีการศึกษาก็จะรู้ความชั่วร้ายที่ทำไว้  และคงไม่ยอมให้ทำนาบนหลังคน

ราษฏรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า   ประเทศเรานี้เป็นของราษฏรไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง   บรรพบุรุษของราษฏรเป้นผู้ช่วยกันกู้ให้ปรพเทศให้มีอิสระภาพพ้นมือจากข้าศึก   พวกเจ้ามีแต่จะชุบมือเบิบ และกวาดรวมทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน   เงินเหล่านี้เอามาจากใหน  ก็เอามาจากราษฏร เพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั่นเอง   บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง   ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนาเพราะทำไม่ได้ผล  รัฐบาลไม่บำรุง   รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด  นักเรียน เรียนเสร็จแล้วและทหารปลดกองหนุนแล้วไม่มีงานทำจะต้องอดอยากไปตามยถากรรมเหล่านี้เป็นผลของรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฏหมาย   บีบคั้นข้าราชการผู้น้อย  นายสิบ และ เสมียน  เมื่อให้ออกจากงานแล้วไม่ให้เบี้ยบำนาญ  ความจริงควรเอาเงินที่กวาดรวมไว้มาจักการบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ   จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฏรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน   แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่  คงสูบเลือดกันเรื่อย ไป เงินมีเหลือเท่าใดก็เอาฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม  ปล่อยให้ราษฏรอดอยาก  การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย

เหตุฉะนั้น  ราษฏร  ข้าราชการทหารและพลเรือนที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้วจึงรวมกำลังกันตั้งเป็นคณะราษขึ้น  และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้แล้ว   คณะราษฏรเห็นว่าการจะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้   ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองดดยมีสภา  จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลาย ความคิด  ดีกว่าความคิดเดียว  ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น  คณะราชไม่ประสงค์แย่งชิงราชสมบัติ  ฉะนั้นจึงได้ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงค์ตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป  แต่จะต้องอยู่ภายใต้กฏหมายธรรมนูญการปกครอง ปกครองแผ่นดิน  จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้นอกจากความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฏร  คณะรษฏร์ได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว  เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ  ถ้ากษัตริย์ปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกำหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมา  ก็จะได้ชื่อว่า ทรยศต่อชาติ   และเป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปไตย  กล่าวคือ  ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฏรเป็นผู้เลือกตั้งขึ้นอยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา  ตามวิธีนี้ราษกรพึงหวังเถิดว่า   ราษฏรจะได้รับความบำรุงอย่างดีที่สุด   ทุกคนจะมีงานทำ  เพราะประเทศเราเป็นประเทศที่อุดมอยู่แล้วตามสภาพ   เมื่อเราได้ยึดเงินที่พวกเจ้ารวบรวมไว้จากการทำนาบนหลังคนตั้งหลายร้อยล้านมาบำรุงประเทศขึ้นแล้ว   ประเทศจะเฟื่องฟูขึ้นเป็นแม่มั่น   การปกครองซึ่งคณะราษฏรจะกระทำก็คือ   จะต้องจัดการโครงการตามหลักวิชชา  ไม่ทำไปเหมือนคนตาบอด เช่น รัฐบาลที่มีกษัตริย์เหนือกฏหมายทำมาแล้ว  หลักใหญ่ ที่คณะราษฏรวางไว้มีอยู่ว่า

1.  จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

2.  จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลง ให้มาก

3.  จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฏรในทางเศรษฐกิจ  โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฏรทุกคนทำ   จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฏรอดอยาก

4.  จะต้องให้ราษฏรมีสิทธิเสมภาคกัน  (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฏร เช่นที่เป็นอยู่)

5.  จะต้องให้ราษฏรได้มีเรีภาพ  มีความเป็นอิสสระ  เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการดังกล่าวข้างต้น

6.  จะต้องให้การศึกาอย่างเต็มที่แก่ราษฏร

ราษฏรทั้งหลาย   จงพร้อมใจกันช่วยคณะราษฏรใหทำกิจอันจะอยู่ชั่วดินฟ้านี้ให้สำเร็จ  คณะราษฏรขอให้ทุกคน ที่มิได้ร่วมมือเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลของกษัตริย์เหนือกฏหมาย  พึงตั้งอยู่ในความสงบและตั้งหน้าทำมาหากิน  อย่าทำการใด อันเป็นการขัดขวางต่อคณะราษฏร   การที่ราษฎรช่วยคณะราษฎรนี้เท่ากับราษฎรช่วยประเทศและช่วยตัวราษฎร บุตร หลาย ของตนเอง  ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบูรณ์  ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย   ทุคนจะมีงานทำไม่ต้องอดตาย  ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน  และมีเสรีภาพพ้นจากความเป็นไพร่ เป้นข้า  เป็นทาสของเจ้า  หมดสมัยที่เจ้าจะมาทำนาบนหลังราษฎร   สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ  ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐ  ซึ่งเรียกกันเป็นศัพท์ว่า   “ศรีอาริย”   นั่นก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า

......................................

       

“เป็นอย่างไรบ้างเพื่อน...ฟังแล้ว  รู้สึกอย่างไร”

“จริงอย่างนายว่านะศัย เจ้าคุณพหลฯคงเป็นเดือดเป็นแค้นราชวงค์จักรีมากนะ...ที่ไม่เลื่อนยศให้เป็นนายพล...และกลับไปลดตำแหน่งเหลือเป็นรองจเร ทบ.อีกด้วย”

“แต่สุดท้ายคนพวกนี้ก็ต้องได้รับกรรมไปตาม กัน ...กรรมใดใครก่อคนนั้นก็รับไปบ้างก็แล้วกัน”

“แล้ว...สุดท้ายเป็นอย่างไรกันบ้างละ”

“เรื่องมันยาว...จะต้องค่อย เล่าให้ฟัง...ไอ้พวกที่เป็นกบฏต่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่  รัชกาลที่ 7 สุดท้ายเป็นอย่างไรกันบ้าง....แต่ก่อนอื่น ขอให้... เพื่อนพ้อง  น้องพี่ ...ที่รักทั้งหลาย ได้รับทราบไว้ชั้นหนึ่งก่อนว่า ...ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงสละราชสมบัติพระองค์ท่านได้ทรงตรัสไว้ว่า

“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมใหแก่ราษฎรทั่วไป   แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้ผู้ใด  คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียง อันแท้จริงของประชาราษฏร์”

รัฐบาลโจร และสมัครพรรคพวก หรือพวกที่ทำตัวเป็น  “พวกเห่าไม่เลือก” หรือ  “พวกปากหมา” ดูและฟังพระราชดำรัสของล้นเกล้า ล้นกระหม่อมรัชกาลทื่ 7 ไว้บ้างนะครับ...ฟังแล้วให้ช่วยกันคิดและไตร่ตรองดูด้วยว่า ที่ท่านกำลังทำกันอยู่ขณะนี้นั้นมัน สมควรหรือไม่สมควรอย่างไร  ขนาดใหน ?  นะครับ ...ท่าน...ถึงแม้ว่าท่านจะไม่เคารพนับถือพระองค์ท่าน และราชวงค์จักรี ก็สุดแท้แต่ท่าน แต่ขอให้ท่านได้คิดถึง  “ประเทศชาติ และประชาชนบ้าง” ...อย่าหาแต่ประโยชน์ใส่ตัวโดยแอบอ้าง ประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างที่เคยทำมาแต่อย่างเดียว ....นะครับ ...ผม “กัปตันอดิศัย พะลายานนท์” ขอฝากท่านที่รัก และเคารพของผมไว้ด้วย ....ด้วยความรัก และปราถนาดีกับทุก ท่าน อย่างจริงใจ ...ครับ....”

 

“ศัย...เรื่องอย่างนี้ไม่ค่อยมีใคร ลื้อฟื้นขึ้นมาพูกกันเท่าไรนักนะ  ทำให้ พวกเราจะลืมกันไปหมด...รวมทั้งสิ่งดี ของไทยเราด้วย”

“ข่าง...เพื่อนรัก...เราได้เคยบอกไปแล้วว่า ประเพณี และวัฒนะธรรมที่ดี ของไทย ถูกคนต่างชาติที่เลว ละลายหายไปหมดแล้ว   เหลือไว้แต่วัฒนะธรรม และอารยธรรมของความป่าเถื่อน  หรือ /คือ หันกลับเข้าป่ากันใหม่ ด้วยการสร้างขบวนการยุติธรรม ที่ไม่ยุติธรรมขึ้นมา เหมือนนิทานเรื่องหมาป่ากับลูกแกะนั่นละ  จำได้ไหมละ ที่ หมาป่าบอกว่า....  

“กูจะกินมึง เพราะมึงทำน้ำขุ่นมาทางกู”

ลูกแกะตอบว่า   “น้ำมันไหลจากท่าน  มายังเรา ท่านนั่นละทำน้ำขุ่นเอง”  

หมาป่าบอกว่า   “มึงไม่ได้ทำ   แต่พ่อมึงทำ   เพาะฉะนั้น   กูต้องกินมึง”  

ว่าแล้วหมาป่าก็ตรงเข้าขย้ำคอลูกแกะผู้น่าสงสารนั้นเสีย

“เพื่อนรัก...ที่เขาสร้างขบวนการยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรม ขึ้นมาก็เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้มีอำนาจเถื่อนอยู่ในมือขณะนี้เท่านั้น  และถ้าจะพูกกันไป .....คนที่สร้าง หรือเขียนกฏหมายให้เป็นสองมาตราฐานนั้น เป็นที่มีจิตตใจต่ำทรามมาก อาจจะเลว และต่ำกว่าสัตว์ ตามนิทานที่เล่าให้ฟังข้องบนเสียอีก...นะเพื่อน”

“น่าจะจริง...สัตว์บางอย่างที่ว่าดุร้ายเช่น “สือ” เดี๋ยวนี้เขายังเลี้ยงจนเชื่องแล้วก็มีมากมาย....จะเห็นได้จากในลครสัตว์นั่นละ....แต่คนที่สร้างกฏหมายให้มีสองมาตราฐาน นั้น ....มันเลี้ยงไม่เชื่อง ...นะศัยนะ.....มันจึงเลวกว่าสัตว์....ไอ้คนพวกนี้ละที่เรา ๆ เรียกว่า “เสียชาติเกิด” ละ .....ที่ว่ามันเลวกว่าสัตว์นั้นเพราะมันไม่รู้จักบุญคุณของประชาชนคนทั้งชาติ ที่ได้เสียภาษีให้พวกมัน มันนำไปเลี้งพ่อ เลี้ยงแม่....เลี้ยงลูก...เลี้ยงเมียของมัน....ดังนั้น...ไอ้คนที่สร้างกฏหมายให้เป็นสองมาตราฐาน ทั้งกลุ่มของมัน รวมทั้งไอ้คนที่สนัยสนุนด้วยจึงน่าจะเลวกล่าสัตว์นะ...ศัยนะ    นายมีอะไรที่จะยกให้เห็นชัด ๆ อีกไหมละ...ศัย ?”

“มี ....ยังมี ....เช่นการตั้งศาลพิเศษ เพื่อพิจารณาคดีนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับ จอมพล .พิบูลสงความ เพื่อการกำจัดนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2482 เป็นต้น ”

“แล้วเป็นอย่างไร”

“ทุกครั้งที่ ต้องการกำจัดนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม จอมพล . จะตั้งศาลขึ้มมาพิภากษาคดี  และกำจัดนักการเมืองฝ่ายตรองข้ามเสียมากมาย....ในข้อหากบฏนี่ละ”

“มีหรือ

“มี”

“เช่น”

“อยากฟังหรือ ?....ถ้าอยากฟังจะเล่าให้ฟัง  แต่ยาวหน่อยนะ”

“เล่าไป...ศัย”

 

…… ควรเก็บตรงนี้ไว้เป็นตัวอย่าง……..

“ โครงสร้างเรื่อง  “อมาตยาธิปไตย”   ที่มองเห็นได้เด่นชัด ว่ามีคุณมหาศาลกับข้าราชการที่ถืออาวุธที่เห็นได้เด่นชัดน่าจะเริ่มจากตรงนี้......ซึ่งไม่มียุคใดสมัยใดในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของไทยจะเป็นยุค “ทมิฬ” เหื้ยมโหด ทารุน โหดร้าย กับนักการเมืองซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน ...ชาติเดียวกัน มีเลือดเนื้อเชื้อสาย เผ่าพันธ์เดียวกัน...นั่นคือ ...”ไทยฆ่าไทย”....อย่างเช่นในยุคของ....จอมพล .พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งสองสมัย อีกแล้ว.....ดูนะเขา...ทำอย่างไร ?

ขอย้อนหลังกลับไปนินนะครับ    กล่าวคือ  ก่อนที่ จอมพล .พิบูลสงคราม จะเป็นนายกนั้น ....เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า .-

ช่วงกลางปี ..2476 เป็นต้นมา หนึ่งในสี่ของทหารเสือของคณะราษฏรที่เป็นกบฏต่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว   ที่ยังคุมอำนาจบริหารประเทศอยู่คือ หลังจากพระยามโนปกรนิติธาดา  นายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยหลุดจากอำนาจไปแล้ว   พระยาพหลพลพยุหเสนา  ก็ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน  และมี ทหารเอกอย่างหลวงพิบูลสงครามกุมอำนาจทางทหาร ช่วยเหลือรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหยุดยั้ง หรือ ระงับเหตุการที่เกิดกับพระองค์เจ้าบวรเดช ที่ต้องการเรียกร้อง อำนาจการบริหารประเทศ คืนให้กับ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (ผมจะไม่เรียกเหตุการณ์ในครั้งนั้น ว่า “กบฏบวรเดช”  ทั้งนี้ เพราะ พระองค์เจ้าบวรเดช ไม่ได้เป็นกบฏต่อ แผ่นดิน ประชาชน และ/หรือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่....แต่พระองค์เจ้าบวรเดช ทำเพื่อเรียกร้องสิทธ์ที่มีอยู่เดินของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว กลับคืนไปให้พระองค์ท่าน ทั้งนี้เพราะเห็นว่า คณะราษฎร์ทำอะไรไม่ถูกต้องหลายอย่าง.....ดังนั้น จึงไม่ไช่  “กบฏ” ......ผู้ที่เป็นกบฏ ต่อแผ่นดิน คือ “คณะราษฏร์”นั่นละ .....คิดกันให้ ดี นะครับ...ท่าน...อย่าเอาความแพ้หรือชนะเป็นเครื่องตัดสิน ควรเอาพฤติกรรมเป็นเครื่องตัดสินจึงจะถูกต้อง....แล้วไม่ต้องไปเกรงใจใครอีกแล้ว...พูดกันตรง คนหน้าไม่ด้านจะได้ไม่ก่อกบฏอีก อย่างไรเล่าครับ ท่าน...ดีใหม ? ) หลวงพิบูลฯได้ควบคุมกองทัพใว้ในมือของตน  เขาไม่ได้หวังเป็นใหญ่เพียงเท่านี้ แต่เขาต้องการกุมประเทศไทยไว้ในกำมือด้วย(เหมือนใครนะ) หลังเป็นนายกรัฐมนตรี  และแล้ว ในปี 2481 หลวงพิบูลฯ ก็ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนี้แทนพระยาพหลฯ ผู้ขอลงจากเวทีการเมืองด้วยวัย 50 ปีเศษ  โดยการอ้างว่าแก่ และมีโรคภัยคุกคาม (แต่ตริง แล้ว ไปแอบบงการให้หลวงพิบูลฯ ทำตามแนวคิดของท่านอยู่ข้างหลัง ...เหมือนสมัยบัจจุบันนี้เลย)

แต่เส้นทางการก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของหลวงพิบูลฯไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ  ถึงแม้จะมีอำนาจทางทหารก็ตาม เขาได้สร้างสัตรูทางการเมืองไว้มากมาย   จนบางครั้งแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ด้วยการกระโดยข้ามขั้น...ข้ามหัวรุ่นพี่ (เลว หรือเปล่า ?... ตามทฤฎีของคาร์ท) ไปสู่ตำแหน่งที่สูงอย่างรวดเร็ว จนเป็นเหตุให้เกิดการแตกแยกกันในกองทัพ.....โดยเฉพาะความไม่พอใจกับทหารในสาย พระยาทรงสุรเดช  พระยาฤทธิ์อัคเนย์  ไปจนถึงขุนนางที่มีความสัมพันธ์กับเชื้อพระวงค์   ด้วยเหตุนี้  หลวงพิบูลฯจึงมีสัตรูมากมายทางการเมือง  คอยขัดขวางมิให้เขาเจริญเติบโตได้ต่อไปในภายภาคหน้า (ตรงนี้เองที่เป็นต้นเหตุแห่งการแตกแยกของคณะกบฏ ..2475)....กล่าวคือ.-

เย็นวันที่ 23 ภุมภาพันธ์ 2477  หลวงพิบูลสงคราม ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม   ได้เป็นประธานปิดการแข่งขันฟุตบอลของกระทรวงกลาโหมที่สนามชั่วคราวท้องสนามหลวง   และเมื่อปิดพิธีการแข่งขันเมื่อเวลา 1830   ประชาชนทยอยกันออกประตูทุกด้านของสนามหลวง  หลวงพิบูลสงครามพร้อมด้วยนายทหารคนสนิท  นาวาตรีหลวงสุนาวินฯ  เลขานุการกระทรวงกลาโหม และหลวงกาจสงคราม

พอมาถึงหลวงกาจฯ ผมต้องขอตัดตอนนิดนะครับท่าน

หลวงกาจสงคราม เป็นเพื่อนกับคุณพ่อผม เคยไปที่บ้านบางกระบือ เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็ก สะพายปืนกลมือไปด้วย....หลวงกาจฯกลับออกจากบ้านไปแล้ว ...คุณพ่อเล่าให้คุณอาฟังว่า หลวงกาจฯมาชวนให้กลับเข้ารับราชการอีก แต่คุณพ่อปฏิเสธไป..... แม่ก็เล่าให้ฟังว่า ปี .. 2477 คุณพ่อเป็นนายทหารคนสนิทของรัฐมนตรีกลาโหม คือ หลวงพิบูลฯนั่นละ ก่อนที่จะถูกย้ายไปเป็นรองเจ้ากรมเชื้อเพลิงทหารบก นอกจากหลวงกาจฯ ...แล้วก็มีหลวงเกรียงศักดิ์พิชิต ที่ชอบกันมากกับคุณพ่อจนถึง หลวงเกรียงฯ ได้ขอพี่ชายของผมไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ตั้งแต่เล็ก จน โต ครอบครัวของหลวงเกรียงฯ และครอบครัวของผมเราสนิดกันมาก ลูกสาวของหลวงเกรียงฯ สองคน คือ พี่ชูศรี (พี่) พี่ชูแสง(น้อง) สองคนนี้ เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับพี่สาวของผม ...ส่วนลูกชายคนสุดท้องของหลวงเกรียงฯ คือ “สนิม”  รุ่นเดียวกับผม เราเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก แต่สนิมป็นนักเรียนวชิราวุธ เสาว์-อาทิตย์จึงจะได้กลับบ้าน   เพราะฉะนั้นวันเสาว์-อาทิตย์  ผมจะนั่งเรือ ไปบ้านหลวงเกรียงฯ กับพี่สาว ไปตามคลองทองหลาง ไปหาสนิมที่บ้าน ที่บ้านหลวงเกรียงฯ วันเสาว์-อาทิตย์ พวกผู้ใหญ่ จะร่วมวงกันเล่นดนตรีไทยกัน ส่วนเด็กก็แยกไปเล่นกันที่อื่นส่วนมากจะร่วมกันทำอาหารรับประทานกัน.....สนิมจบจากวิชิราวุธแล้วไม่ทราบว่าไปเรียนต่อที่ใหน ? หรืออยู่ที่ใหน  สนิมชอบกินเหล้ามาก ไม่ทราบว่าตอนหลังเป็นอย่างไรบ้าง ....เมื่อพี่ชูศรี โตเป็นสาว แต่งงานกับนายแพทย์....ส่วนพี่ชายผม ที่หลวงเกรียงฯ ขอไปเลี้ยง เมื่อโตเป็นหนุ่ม ก็แต่งงานกับ “พี่ตุ๊” ลูกสาวของ นายนาวาโทหลวงวุฒิวารีรน...มีลูกชายสามคน  ทั้งหมด จบจากสวนกุหลาบ (ส่วนมากพี่น้องของผม จบจากสวนกุหลาบทั้งนั้น ตั้งแต่คุณปู่พระอนุรักษ์ฯ คุณพ่อมาแล้ว) ทั้งนั้น  คนโตชื่อเล่น ว่า “แป๊ด” เห็นว่าเป็นนายตำรวจไม่ทราบว่าอยู่ที่ใหน มียศชั้นใหน ชื่อจริง ว่าอะไรก็ไม่ทราบ เพราะหลัง นี้ ผมไปอยู่โรงเรียนนายเรือแล้ว เลยไม่สนใจใครทั้งนั้น สนใจแต่ “ผู้หญิง” ตามผู้อาวุโสสั่ง อย่างเดียว จนเสียในเรื่องการเรียน เรียนตก หล่น จนในที่สุด ก็ตัดสินใจเดินออกจากโรงเรียนนายเรือมาเสียอย่างนั้นละ...เพื่อให้มันจบ ไป.....ลูกพี่ชายคนกลางชื่อ “ปุ๋ย”...คนนี้รู้จักชื่อ เพราะรู้ว่าไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยจปร. จบออกมาเป็นนายทหารรับใช้ชาติในกองทัพบก ผมเคยขับรถจะไปพัทยา เลยแวะไปคุยกับหลานที่ “ค่ายทหารเสือพระราชินี” ที่ชลบุรีด้วย ตอนนั้นยังเป็นพันโทอยู่....ครั้งสุดท้าย ได้ข่าวว่าเป็น “พลเอก” แล้ว คือ “พลเอกธวัชชัย พะลายานนท์”....(ใช่หรือเปล่าไม่ทราบ) .... คนเล็กชื่อ  “เปี๊ยก” ไปเรียนต่ออเมริกากลับมาไปเป็นที่ปรึกษาอยู่ กทม. คือ ดร.วิษณุ พะลายานนท์ ..... เรื่องนี้ มีต่อ แต่ต้องยกใว้ก่อนครับ....ต้องขอบใจ “จบ เพื่อน” มาก ที่ถามเรื่องนี้มานะครับ……

“ข่าง ...เพื่อนรัก ...เราต้องขอขอบใจ “จบ” (พล...บรว มิ่งเมือง)มาก เลย ที่จบต้องการรู้ประวัติของเรา ถ้าจบไม่ถาม....ในวันที่เราไปพบกันที่บางนา ....เชื่อแน่เหลือเกินว่า คงไม่มี Website นี้เกิดขึ้นนะ ....ขอบใจมากนะจบเพื่อนรัก....ที่ทำให้มีเรื่องคุยกับเพื่อน มากมายนะครับ...เพื่อนรัก”

“วันที่จบถามนั้น ศัยเล่าให้จบฟังหรือเปล่าละ

“ไม่ไดพูดอะไรทั้งสิ้น....นั่งเฉย เพียงแต่รับทราบไว้เท่านั้น”

“ทำไมถึงไม่ตอบ ตอนนั้นละ

“ตอบไม่ได้เพราะเรื่องมันยาว....ตอบไปก็ไม่รู้เรื่อง ...ที่สำคัญ...ตอนนั้นนั่งกันอยู่หลายคน ...ถ้าตอบตอนนั้นจะเป็นการรบกวนคนอื่นด้วย เลยนิ่งเฉยไว้ดีกว่า.....เอาละ... กลับไปเรื่องหลวงพิบูลฯ ตามเดิมนะครับ ...เพื่อน”

 

        มีทหารอีกหลายนายได้ติดตาม หลวงพิบูลฯ ออกทางประตูกลาง ด้านตะวันตกเมื่อหลวงพิบูลฯก้าวพ้นประตูสนามฟุตบอลเพื่อขึ้นรถกลับซึ่งห่างออกไปประมาณ 20 เมตรเห็นจะได้   และเมื่อเข้าไปนั่งในรถแล้ว  ขณะที่หลวงพิบูลฯกำลังจะก้มวางกระบี่.....จู่ ก็มีคนร้ายแหวกฝูงชนเข้ามาในระยะใกล้   ใช้ปืนพกวอลเวอร์ ยิงเข้าใส่ถึงสามนัดติด กัน   ในทันไดนั้นเองหลวงสุนาวินฯ และนายทหารคนสนิทรีบลงจากรถขณะที่คนร้ายผละวิ่งถอยหลัง พร้อมกับยิงปืนเข้าใส่พวกที่ติดตาม  แต่คนร้ายก็หนีไม่รอด  เมื่อตำรวจ และประชาชนที่เห็นเหตุการณ์ได้กรูเข้าจับกุม และนำตัวไปสถานีชนะสงคราม

ส่วนรัฐมนตรีหลวงพิบูลฯ กระสุนนัดหนึ่งถากผิวหนังต้นคอยาวประมาณ 4 นี้ว  กระสุนอีกนัดหนึ่งเข้าทางหลังผ่านกระดูกสะบักทะลุออกด้านหน้ายาวประมาณ 3 นิ้ว  ปรากฏว่าแผลทั้งสองแห่งไม่ถูกที่สำคัญหลวงพิบูฯเลยรอดตายอย่างหวุดหวิด

คนร้ายทราบชื่อภายหลังว่า “นายพุ่ม  ทับสายทอง” อาศัยอยู่ที่นครปฐม เป็นนักเลงโต และ เสือก่อคดีปล้นโชคโชนอยู่หลายจังหวัด  และถูกว่าจ้างให้มายิงหลวงพิบูลฯ   ด้วยความสามารถของตำรวจทำให้เสือพุ่มซัดทอดผู้จ้างวาน และ อยู่หลังฉากคือ ...พระยาธรณีนฤเบศร์ (พิทย์  ผลเตมีย์) อดีตผู้บังคับการตำรวจภูบาล (สันติบาลสมัยสมบูรณายาสิทธิราช)

 

“ข่าง ...เพื่อนรัก.....ที่เรายก เรื่องของ “นายพุ่ม” ขึ้นมา เพื่อให้เห็นว่า หลวงพิบูล ทำงานข้ามหัวเพื่อน ผู้ก่อการมากเกินไป จึงมีสัตรูมาก ...จริง แล้ว ..มีเรื่องรอบสังหาร หลวงพิบูลอีกมาก แต่ ต้องยกไปก่อน หลายเรื่อง ทั้งเรื่องรอบวางยา เรื่อง จ้างคนในบ้านยิง .....ข่าง....ทั้งหมดตั้งแต่เราคุยกันมามากมาย .... มันเหมือนกับเป็นเรื่องที่หาจุดจบไม่ได้ ...เพราะเขา (พวกกบฏ)ทำกันไว้ สืบทอด ต่อยอดกันมากมาย และยาวนาน ตั้งแต่ ปี ..2475 แล้ว จะให้จบ และทำความเข้าใจกันได้ดี ในระยะเวลาสั้น นั้นคงไม่ได้ ...ไม่ต้องอะไรมาก ...เพียงแต่ คำว่า   “กบฏ”  คำเดียวนี่ละก็ผูกเรื่องกันไว้มากมายจนยากที่จะแก้ได้ ...เพราะมันได้ฝังลึกลงไปในความรู้สึก ...และความเข้าใจของประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศแล้วว่า ถ้าชนะ นั่นคือ    “การปฏิวัติ....ปฏิรูป”  แต่ถ้าแพ้ คือ กบฏ อะไรนั่นนะ ซึ่งมันไม่ใช่....ด้วยเหตุนี้ ยี่งพูดคนยิ่งไม่เข้าใจ ...ยิ่งแก้ ยิ่งยุ่ง...จนยากที่จะแก้ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง”

“นายว่าเขาผูกไว้ตรงใหนละ”

“ผูกไว้ตรงที่ ใครแพ้ คนนั้นเป็น “กบฏ” นะซิ “

“ทำไมต้องผูกไว้ตรงนั้นด้วยละ

“เพื่อให้คนที่จะคิดลบล้างระบอบ “อมาตยาธิปไตย” เกรงกลัว ที่จะต้องกลายเป็นกบฏไป เพื่อเอาคำว่า “กบฏ” ไว้ปราบปรามผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เมื่อแพ้ และรัฐบาลจับได้ จะได้ตั้งศาลพิเศษขึ้น และยิงเป้าผู้ที่ไม่เห็นด้วยได้ง่ายขึ้น ...แต่พอนาน เข้า ไอ้คำว่า “กบฏ” นี้มันย้อมกลับ เข้าทำอันตราย พรรคพวกของฝ่าย อมาตยาธิปไตยเอง เช่น ปี 2549 เป็นต้น ที่ฝ่าย MOB คนเสื้อเหลือง ซึ่งเป็นฝ่าย “อมาตยาธิปไตย” เข้ายึกทำเนียบ และสนามบิน นั่นละคือ “กบฏ” ชัด และได้ถูกนำมาใช้ กันอย่าง ต่อเนื่องยาวนาน ทั้ง ที่ ฝ่ายคนเสื้อเหลือง ก็พยานักพยาหนาที่จะ บิดเบือน ว่าการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำที่มีความหลังดี และถูกต้อง ...ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจของฝ่าย อมาตยาธิปไตย มากขึ้น ...ดังนั้นจึงจำเป็นเหลือเกินที่คนเสื้อแดง ต้องทำทุกอย่าง...อย่างจริงใจ และออกมาจากใจจริง ของคนเสื้อแดงทั้งกลุ่ม ทั้งหมู่  ทั้งคณะ...อยากจะเรียกว่า “ทั้งครอบครัว” เสียด้วยนะ เพราะ...เราคนเสื้อแดงทั้งหมด เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ต้องรักและสามัคคี+มีวินัยกันไว้อย่างเดียว แล้วจะทำงานทุกอย่างเพื่อประเทศชาติได้สำเร็จสมประสงค์ทุกประการ ...อย่าลืมนะครับว่า ...ต้องเน้นที่คำว่า   “จากใจจริง”   ด้วยนะ”

“เพราะอะไร

“เพราะคนยุคนี้ ตีสองหน้าเก่ง ....ปากกับใจจึงไม่ค่อยจะตรงกัน เช่น นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เป็นต้น”

“นาย หมายความว่าอย่างไร”

“หมายความว่า   ปากอย่าง  ใจอย่างนะซิ”

“เช่น”

“เช่น.....เรื่องของเจ้าคุณพหลฯข้างบนนั่นละ...เห็นได้ชัด ...ไม่ต้องพูดกันมาก”

“นอกจากเรื่องของ เจ้าคุณพหลฯ แล้วมีตัวอย่างอย่างอื่นอีกใหม ? “

“มี ... ดังที่เราจะสังเกตุเห็นว่า ....รัฐบาลที่โกงที่สุด ก็มักจะพูดเสมอ ว่าตัวเอง ซื่อสัตย์ที่สุด ....แล้วก็โกงกินประเทศชาติกันอย่างไม่ต้องเกรงกลัวไคร เพราะ เอาเงินที่โกงได้ไปให้ ตัวช่วย  ต่าง เช่นพวกมาเฟียรการเมือง อย่างทั่วถึงกัน เพราะฉะนั้น คนพวกนี้ก็จะออกมาเป็นปากเป็นเสียงให้ ...เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด ...เหมือน  “หมาวัด” ที่ชอบเห่าคนเดินผ่านโบดในเวลากลางคืนนั่นละ”

“มีหรือ

“มีมากมาย ...พวก “Dogs-เตอร์”....ที่เห่า เก่ง พวกนี้ เบื้องหลัง อาจจะมีผลประโยชน์ร่วมด้วยก็ได้ ....เมื่อรู้ว่าคนหนึ่งได้ คนอื่น ก็จะเอาบ้าง จึงออกมาให้การสนับสนุน พวกกบฏ กันมากมาย จนกลายเป็นหมาหมู่ จะรุมกัดคนดี นั่นละ....และหาของเสีย กิน ...ซึ่งก็แน่นอนหมามันก็ต้องชอบกินของสกปรกด้วย นอกจากจะชอบเห่าเสียงดังเป็นที่รบกวนคนรอบข้างแล้ว ยังชอบกินของสกปรกด้วย นี่ละ... เราจึงเรียกว่า “ปากหมา” ละ ....เพื่อน”

“นายเคยบอก ไปแล้ว  นี่ว่า...”หมามันก็คือหมา”...ไม่อาจจะเปลี่ยแปลงให้หมากลายเป็น  “มนุษย์” ไปได้ ”

“แต่เปลี่ยน เรียกพวก  “ปากหมา” เสียใหม่ ให้เป็นอย่างอื่นได้นะเพื่อน”

“เปลี่ยนเป็นอะไรละ

“เปลี่ยนเป็น...“ป๋าหมาก”...“ป๋าหมาก” ! ! !...อย่างไรละ”

“เออ...ดีเหมือนกันนะ ต่อไปเราจะเรียกไอ้พวกอัปรีย์เหล่านี้ว่า   ....”พวก ป๋าหมาก”.... ก็ดีเหมือนกันนะ ....ศัยนะ”

“แต่จะให้ดียี่งขึ้นไปอีกต้องตกลงกันก่อน”

“ตกลงอะไรอีกละ....เพื่อน”

“เพื่อไม่ต้องพูดกันให้มันยืดยาว เราจะพูดว่า  .....”ป๋า ”...เฉย แค่นี้ก็ขอให้เข้าใจว่า นั่นมันคือ ...”ป๋าหมาก”...ก็แล้วกัน...นะ”

“ดีเหมือนกัน....แล้วถ้าเรียกว่า ” ป๋า” เฉย ละ...หมายความว่าอย่างไรละ”

“หมายความว่า...”พ่อมึง”...อย่างไรละ...เพื่อน...ความหมายไม่เหมือนกันนะ  ป๋า กับ ป๋าหมาก...การตีความหมายต้องตีให้ถูก...ตีความไม่ถูกจะเสียผู้ใหญ่นะ....จะบอกให้”

“เรื่องของ กบฏ 2475 เป็นเรื่องที่ผ่านมานาน   ไม่ค่อยมีใครพูดถึง  ดู คล้าย กับว่า  จะลืมกันไปหมดแล้ว..”

“ถ้าลื้อค้นออกมาคุยกันใหม่ได้... ก็ดีเหมือนกันนะ”

“ดีเหมือนกัน....จะเล่าให้ฟัง....ฟังให้ดี ..... มีเรื่อง บางเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่อง....ก็มีพวกเรานั่นแหละ คือ  ทหารเรือไทยที่ใจไม่เป็นหนึ่งเดียว  ...โลเล...โยกเยก... อ่อนใหว เหมือนไม้หลักปักเลน ของทหารเรือไทยบางคน...เลยนำความเสื่อมเสีย...เสียหายมาสู่ ราชนาวีไทย อย่างมากมาย   อาจจะเรียกว่ายับเยิน ก็ได้นะ ... และมันก็ได้ส่งผลกระทบมาตั้งแต่วันนั้น มาจนถึงทุกวันนี้” ....น้อง สามสมอ รุ่นใหม่ อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างเลว อย่างนั้นนะครับ...แล้วพี่จะเล่าให้ฟังว่าเรื่องนี้มันมีความเป็นมาอย่างไร.

“เล่าไป ...ซิ ศัย...อยากฟังอยู่เหมือนกัน...ว่าจริง มันเป็นอย่างไรกันแน่”

“ทหารของเรากำลังสู้ รบตบมือกัน กับข้าศึกสัตรูของบ้านเมือง ....มันดันสั่งให้ฝ่ายเราวางอาวุธ แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่วาง ....มันก็เลย ยิงทหารของเราตายห่าหมด ....ศพทหารของฝ้ายเราลอยเต็นแม่น้ำไปหมด เพราะเชื่อฟังคำสั่งไอ้นายที่ไม่มีหัวสมอง ...คือไปเอา  “ควายที่ใจเป็นปลาซิว”  มาเป็นนาย...ถ้าจะเรียกว่า ไอ้นายคนนี้ ได้นำ ความฉิบหายล่มจมมาให้กับเรา  ตั้งแต่นั้นมาจนวันนี้ ก็คงไม่ผิดนะ ...ข่าง เพื่อนรัก ...นายเข้าใจหรือยังละ

“มันเป็น เวรกรรมของเรานะ...ไม่รู้ว่า ทำไม่ถึงเป็นอย่างนี้ไปได้ ...แล้วจะทำอย่าไรกันดีละ

 

"จำไว้.....สามสมอ   จำใว้ว่า..... “ดอกประดู่ต้องบานพร้อม กัน นะ ...ถ้าเมื่อไร ดอกประดู่บานไม่พร้อมกัน....นั่นหมายความว่า...ประดู่ต้นนั้น  กำลังใกล้ตายแล้วนะ...น้องรัก” .....จำพี่ไว้ก็แล้วกัน...ว่าทำอะไรต้องว่าตามกัน.....ขัดกันเมื่อไร ตายทั้งลำ...แน่นอนที่สุด ที่....ทะเลไม่เคยปราณีใคร ...ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมด....คือ รอด กับไม่รอด คือ อยู่หรือตาย    เท่านั้น ...แต่ถ้าเมื่อไร...ประดู่บานไม่พร้อมกัน...มีทางเดียวให้เลือก คือ ตายแน่นอน..."

“นึกถึง ท่านทหารหาญของชาติ ในวันนั้นให้มาก แล้ว ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปไห้ท่านบ้างก็แล้วกัน ...เราทำอะไรไม่ได้ ดีไปกว่านี้ ...เราไม่ใช่...”คุณทักษิณ”...ที่ท่านค้าขาย(ค้าขายนะ)จนมีเงิน มีทองมากมาย”

“ถ้ามีเงินมากมายอย่างคุณทักษิณ แล้วจะทำไม

“จะอั้วจะ....ปั้นรูปหุ่นทหารของเรา ...เล็ก ...ที่เสียชีวิตในครั้งนั้นเก็นไว้ในอนุสาวรีย์เป็นที่ระลึก ของเรา เป็นการส่วนตัว....ทำอย่างที่ ...”จินซีฮ่องเต้”...เคยทำในอดีตนั่นละ”

“ศัย...ว่า ต่อไปซิ”  

“แล้วจะตั้งต้นตรงใหนดีละ  เรื่องมันมากเหลือเกิน  ตั้งต้นไม่ดี จะไม่เข้าใจนะ .......เอาอย่างนี้ ...ว่ากันตั้งแต่ ก่อนวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ว่าพวกกบฏมีการก่อตัว ขึ้นอย่างไร ที่ใหนบ้าง...ใครเป็นหัวหน้า ดำเนินการกันที่ใหน อย่างไร ดีใหมละ ?  และ มีแนวคิดมาจากใหนบ้าง ตั้งแต่เมื่อไร เลยนะ...เคยมีเพื่อนเราถามอั้วว่า...รู้จัก... “ท่าน ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษตัวจริงของไทยใหม...เราก็จะเลยเล่าให้ฟังกันตรงนี้เสียเลย...ดีใหม ? .”

        “ดีมาก  ...ว่าไปเลยเพื่อน....แต่...เดี๋ยวก่อน ...ทำไม ? ....เพื่อนจึงถามนายถึง ท่านปรีดี พนมยงค์ ผู้เป็น “รัฐบุรุษ” ตัวจริง ด้วยละ....ถ้ามีตัวจริงก็ต้องมีตัวปลอมด้วยซิ...ว่าอย่างไร เพื่อน ? ”

        “ตัวปลอมไม่มี แต่อาจจะ...อาจจะนะ ...อย่าคิดมากนะ....อย่าคิดเองนะ ...เดี๋ยวจะเสียทาง “

        “อาจจะอะไร ของนายละ...ศัย”

        “อาจจะมี... “ตัวฟรุก”...แล้วก็ตกกระใด พลอยโจนกันใหญ่ ก็ได้นะ ใครจะไปรู้...เหมือนกับ ... “หางหมาไทย”...บางตัว  มันไม่ยกขึ้นเหมือนดาบ ...แต่งอเข้า หรือที่เราเรียกว่า หมาหางตก...หางมันห้อยลงมา ..เหมือนคนปากหมานั่นละ...ถ้ามีมีใครไปยกขึ้น...ยกกันนาน   ...นานเข้า ...จนคนเห็นจำไม่ได้ ว่าหางมันยกขึ้นเองโดยธรรมชาติ หรือ มีคนไปยกหางหมาตัวนั้นขึ้น... ก็เลยคิดว่า เป็นหมาไทยแท้... “พันธุ์หางดาบ”  เป็นของมีค่า...มีราคา ไปเลยก็ได้นะเพื่อน ... ใครจะไปรู้...จริงใหม ?...เข้าใจนะเพื่อน”

        “เข้าใจ....ว่าต่อไป....กำลังสนุก” 

        “ฟังนะ........

...........แนวคิดในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ไปเป็น ระบอบประชาธิปไตย นั้นมีมานาน ตั้งแต่ปลายรัชสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ัชกาลที่4  แล้ว ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากว่า ระยะนั้นทางรัฐบาลส่งเด็กหมุ่มไปศึกษาวิชาการสมัยใหม่ทั้งจากต่างประเทศโดยตรง  และจากในราชสำนักด้วย .

        การที่คนรุ่นใหม่ในสมัยนั้นไปศึกษายังต่างประเทศจึงได้เห็นความแตกต่างระหว่างประเทศไทย กับต่างประเทศในทุก ด้าน จึงเป็นที่ปรารถนาที่จะให้ประเทศไทยมีคามเจริญรุ่งเรือง ดังเช่นชาติต่าง ในยุโรปบ้าง  ดังนั้นเมื่อ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นครองราชได้ประมาณ 18 ปี คือ .. 2429  จึงได้มีขุนนางคณะหนึ่ง ประมาณ 11-12 คน ซึ่งล้วนเป็นนักเรียนต่างประเทศมาทั้งนั้น  ได้ทำหนังสือเสนอ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีความพอสังเขปดังนี้ .-

        “อำนาจบริหารทั้งหมดตกอยู่กับพระเจ้าอยู่หัวเพียงพระองค์เดียวที่จะปกครองประเทศ ย่อมเท่ากับมีทางสายเดียวที่จะปกครองประเทศ เป็นของจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ไทยเรามีระบอบรัฐธรรมนูญ  ถ้าเราหวังความอิสระ มิให้ชาติตะวันตกเอาเราเป็นเมืองขึ้น”

        พระองค์ไม่ได้ทรงเอาโทษข้าราชการกลุ่มนี้ แต่กลับมีหนังสือตอบกลับไปว่า .-

        “พระองค์ไม่เคยคิดจะหวงแหนอำนาจไว้เลย แต่ติดขัดสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่เหมาะสม เพราะขาดคนมีความรู้ความสามารถ และ ความกล้าหาญที่จะทำหน้าที่กลุ่มนิติบัญญัติ เพื่อถ่วงดุลอำนาจ กับอำนาจบริหารที่พระองค์ใช้อยู่”

          ข้อสังเกตุ.-

                ตามที่ .5 ทรงตรัส ว่า   “เพราะขาดคนที่มีความรู้ความสามารถ และ ความกล้าหาญที่จะทำหน้าที่ กลุ่มนิติบัญญัติ”.... (คำว่ากล้าหาญ ของพระองค์ท่าน ที่นี้ น่าจะหมายความถึงความซื่อสัตย์สุจจริตต่อาชีพของตน)นั้น....เป็นเพราะพระองค์ท่านได้ทรงเล็งเห็นว่า ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองจะเกิดขึ้นได้ .... “กลุ่มนิติบัญญัติ” ....ต้องเข้มแข็ง ...ซื่อสัตย์และซื่อตรงต่ออาชีพของตนเอง และ/หรือ ต่อคำปฏิญาณที่ให้ไว้ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ....ถ้าเมื่อไร ฝ่ายนิติบัญญัติ ยังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจ แต่ทำเป็นไม่เข้าใจหน้าที่ของตัวเอง ความสำคัญของหน้าที่ของตนเองและกฏหมายและ...  “ทำตัวเลว”...โดยทำระเบียบแบบแผน กฏหมายที่ใช้ปกครองบ้านเมืองให้เป็นสองมาตราฐาน ....สองมาตราฐาน......ที่นี้หมายความว่า ....พวกของรัฐบาลที่ทำผิดกฏหมาย จะตัดสินคดีไปอย่างหนึ่ง ....พวกที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล....จะตัดสินคดีไปอีกอย่างหนึ่ง ในข้อหาหรือความผิดที่เหมือน กัน เช่นการจัดรายการชิมไปบ่นไปของคุณสมัคร...การแต่งเติม เสริมต่อข้อกฏหมาย... การลงโทษให้รุนแรงกว่าความเป็นจริงก็ถือว่าเป็นกฏหมายสองมาตราฐานเช่นกัน....เรื่องนี้ .... “ผู้ชี้ถูก-ชี้ผิด”....จะต้องรับผิดชอบ

Note ….นักประวัติศาตร์จดซื่อไว้นะครับ จะได้เอาคนพวกนี้มาตัดหัวได้ถูก....เหมือนที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระองค์ท่านทรงทำตัวอย่างไว้แล้ว เพื่อให้ชนรุ่นหลังดูเป็นตัวอย่างการลงโทษคนเลว ที่ทำกฏหมายให้เป็นสองมาตราฐาน  คือ การลงโทษประหารชีวิต  กรมหลวงรักษรณเรศร์ (ญาติกันด้วยนะ)ด้วยท่อนจันทน์ โดยก่อนประหารให้ทรงถอดยศจาก กรมหลวง   ให้เรียกเพียงว่า   “หม่อมไกรสร”   แล้วจึงให้ลงพระอาญาประหารชีวิต สำเร็จโทษเสียด้วยท่อนจันทน์ ที่วัดปทุมคงคา ในกรุงเทพ   พร้อม ๆ กับให้เอาตัว...ขุนวุทธามาตย์ ...เจ้าพนักงานศาล...หรือจ่าศาล และ ลูกน้องอีก 3 คน ไปประหารชีวิตในวันเดียวกันนั้น พร้อม ๆ กัน ....เป็นชุด เลย ......ความผิดหรือครับท่าน....ก็..... “ฐานตัดสินความไม่ยุติธรรม คือ ทำกฏหมายให้เป็นสองมาตราฐาน”....นั่นละครับท่าน  ...

 

การทำกฏหมายให้เป็นสองมาตราฐาน นั้น   “คนชี้ผิด-ชี้ถูก”  ทุกคนต้องรับผิดชอบ ในเหตุและผลที่เกิดขึ้นของมันที่ตามมาในขบวนการยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรมทั้งหมด เมื่อถึงเวลาอันสมควร โดยจะไม่มีการ ยกเว้น ....  ปล่อยว่าง ...หรือทิ้งใว้ให้เรื่องเงียบไปเฉย ...เพราะคนพวกนี้ หรือ กลุ่มนิติบัญญัติ พวกนี้เมื่อทำ กฏหมายให้เป็นสองมาตราฐานแล้ว ประชาชนพลเมืองที่ประกอบสัมมาอาชีพก็จะเดือดร้อนมาก กลัว และหวาดผวา อยู่ตลอดเวลากับภัยมือ ...กินไม่ได้...นอนก็ไม่หลับ เดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า....โจรผู้ร้าย...หรืออันพาลจะเต็มบ้านเต็มเมือง (ที่เคยเห็น อยู่)...เหมือนกับสมัย หนึ่งที่เราเรียกว่า... “ยุคอันตพาลผยอง” ....ซึ่งเป็นสมัยปลายของรัฐบาล หลวงพิบูลฯ ปกครองประเทศครั้งที่สอง ก่อนที่จอมพลสฤทธิ์ จะขับไล่รัฐบาลชุดนั้นออกนอกประเทศไป...(มีรายละเอียดจะเล่าให้ฟัง)

       

ครั้น...ล่วงเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้มีหนังสือภาษาไทย และภาษาอังกฤษในประเทศไทยหลายฉะบับ ได้แสดงทัศนะ ความเป็นประเทศที่ปกครองตามระบอบรัฐธรรมนูญไว้อย่างกล้าหาญ ถึงแม้ว่าการกระทำนั้นจะเป็นอันตรายมากสำหรับผู้คิดอย่างนั้นในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช    และด้วยข้ออ้างและเหตุผลต่าง จึงมีกลุ่มคนที่คิดร้ายหมายโค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชขึ้น อย่างรุนแรงถึงขั้นมีการวางแผนที่จะปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวเลย เริ่มตั้งแต่ปี ..2452

        บุคคลที่เป็นหัวหน้าในการจะก่อกบฏในครั้งนั้น  คือ ..ขุนทวยหาญพิทักษ์ (เหล็ง  ศรีจันทร์)   ..เหรียญ  ศรีจันทร์   ..เนตร์  พูนวิวัฒน์   ..จรูญ  ษตะเมษ  ..จรูญ  บางช้าง   ..เจือ  ศิลาอาสน์   และมีนายทหารหนุ่ม จากกองทัพบกอีกหลายคนเข้าร่วม นอกจากนี้ยังมีพลเรือนอีกจำนวนหนึ่งเข้าร่วมมือด้วย   รวมผู้คิดก่อการทั้งสิ้น 91 คน

        ผู้ก่อการได้กำหนดเอาวันที่  1  มีนาคม  ..2454 (.. 130)  เป็นวันกระทำการ ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จกลับจาการซ้อมรบจากพระราชวังสนามจันทร์  จังหวัดนครปฐม

        กลุ่มก่อการวางแผนถึงขั้นปรงพระชนม์พระเจ้าอยู่หัว   โดยมอบหมายให้   ..หลวงสินาท โยธารักษ์ (ยุทธ  คงอยู่)  เป็นผู้เสี่ยงชีวิตเข้าปรงพระชนม์ด้วยอาวุธปืน  ส่วนกำลังอีกส่วนหนึ่งจะเข้าจับกุมตัวพระบรมวงค์ศานุวงค์ และ ข้าราชการผู้ใหญ่ รวมทั้งเสนาบดี ปลัดทูลฉลอง ใว้เป็นตัวประกัน

นับเป็นเรื่องที่ร้ายแรงของคณะผู้ก่อการคิดกบฏที่จะทำ และได้มีการพูดกันว่า การคิดการกบฏในครั้งนี้เรียนแบบมาจาก การกบฏในฝรั่งเศส และรัสเซีย  เป็นการกบฏที่ก้าวไกลไปกว่าที่ประชาชนชาวไทยจะรับได้ในช่วงเวลานั้น

จุดประสงค์ของผู้ก่อการซึ่ง ได้เขียนขึ้นไว้ และต่อมาภายหลังได้มีการตีพิมพ์ออกเผยแผ่ในหนังสือพิมพ์ในขณะนั้นว่า

“พวกฝ่ายทหาร คิดกันว่าจะทูลเชิญพระราชวงค์พระองค์หนึ่งขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่พวกพลเรือนบางคนคิดไปไกลจนถึงกับจะเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐเสียเลย”

 แต่ยังโชคดีที่ประเทศไทยยังไม่เกิดเหตุร้ายแรง หรือ กลียุคขึ้น  เมื่อสมาชิกของกลุ่มก่อการมีการหักหลังกันขึ้นเสียก่อน กล่าวคือ

..หลวงสินาดโยธารักษ์  ผู้เป็นมือปืน ที่จะทำการปรงพระชนม์ ได้นำความลับ และ แผนการทั้งหมดเข้ากราบทูล....สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ .....และโดยพลันทันที สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอฯ  ได้สั่งเตรียมพร้อม  แล้วรีบเสด็จไปกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ ที่พระราชวังสนามจันทร์....ในเวลาต่อมากองกำลังทหารได้เข้าจับกุมผู้ก่อการได้ทั้งหมด....(ตรงนี้เป็นตัวอย่างที่ดี  ที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ  ทรงไม่ประมาท เชื่อตามที่ คุณหลวงสินาดฯ กราบทูล และดำเนินการตามขั้นตอนจนมีการจับกลุ่มกบฏได้ทั้งหมด .....แต่ เมื่อปี ..2475 ....สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ....ไม่ได้ทำอย่างนี้ จึงเกิดเรื่องราวรุกรามกันไปใหญ่โต ....จนหลายต่อหลายพระองค์ในราชวงค์จักกรี เดือดร้อนกันไปตาม กัน รวมทั้งพระองค์ท่าน คือ ทูลกระหม่อม กรมพระนครสวรรคฯ ด้วย....นี่คือ ความประมาท....ความประมาท คือ หนทางแห่งความตาย....รายละเอียดว่ากันทีหลัง)  

ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีพระบรมราชโองการให้ตั้งคณะตุลาการศาลทหารขึ้นเพื่อตัดสินและวินิจฉัยตีความการล้มล้างระบอบการปกครองของกลุ่มกบฏขึ้น 7 คน คณะตุลาการศาลทหารพิพากษาตัดสินแล้ว มีผลการลงโทษดังนี้  

ให้ประหารชีวิต 3 คนคือ ..เหล็ง สรีจันทร์  ..จรูญ  บางช้าง  ..เจือ  ศิลาอาสน์ นอกจากนั้นไห้ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต 20 คน จำคุกมีกำหมด 10 ปี  32 คน   จำคุก 5 ปีมี 30 คน

เมื่อคณะตุลาการศาลทหารส่งคำพิพากษาฉบับนี้ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยอีกครั้ง  พระองค์ไม่ทรงเห็นชอบด้วย  กลับมีพระบรมราชโองการฯ เสียใหม่ดังนี้ .-

“...ด้วยได้ตรวจดูคำพิพากษาของตุลาการศาลทหาร   ซึ่งได้พิจารณาปรึกษาโทษผู้ต้องคดีมีขื่อ 91 คน  ก่อการกำเริบ ลงวันที่ 3 พฤษภาคม นั้นตลอดแล้ว   เห็นว่าตุลาการพิพากษาลงโทษผู้เหล่านี้ ชอบด้วยพระราชกำหนดกฏหมาย ทุกประการ แล้วแต่ความผิดของพวกเหล่านี้ มีข้อสำคัญอยู่ที่กระทำร้ายต่อตัวเรา  ซึ่งเรามิได้มีจิตพยาบาทคาดร้ายต่อพวกนี้  เห็นควรจะลดหย่อนผ่อนโทษฐานกรุณา  อันเป็นพระราชอำนาจพระเจ้าแผ่นดินจะยกให้ได้

เพราะฉะนั้นบรรดาผู้มีชื่อ 3 คน  ซึ่งวางโทษไว้ในคำพิพากษาของกรรมการว่า โทษชั้นที่หนึ่งให้ประหารชีวิตนั้นให้ลดโทษเป็นชั้นที่สองคือจำคุกตลอดชีวิต

บรรดาผู้มีชื่อ 20 คน ซึ่งลงโทษว้าว่า เป็นชั้นที่สองให้จำคุกตลอดชีวิตนั้น ให้ลดโทษลงมาเป็นชั้นที่ สาม คือ จำคุก 20 ปี นับตั้งแต่วันนี้สืบไป

แต่บรรดาผู้มีชื่ออีก 68 คน ซึ่งวางโทษไว้ที่ชั้นสาม คือ ให้จำคุก 20 ปี มีจำนวน 32 คน วางโทษชั้น สี่ ให้จำคุคุก 15 ปี จำนวน 6คน และวางโทษชั้น ห้า ให้จำคุกสิบสองปี มีจำนวน 31คน นั้น ให้รอลงอาญาไว้  ทำนองอย่างเช่นที่กล่าวในกฏหมายลักษณะอาญามาตรา 41 และ 42 ซึ่งว่าด้วยการลงอาญา  ให้โทษอย่างน้อยนั้น  และอย่าเพิ่งให้ออกจากตำแหน่งยศ

แต่ฝ่ายผู้มีชื่อ 3 คน ที่ให้ลงโทษชั้นที่ สอง กับผู้มีชื่อ 20 คน ให้ลงโทษชั้นที่สาม รวมทั้งสิ้น 23 คนด้วยกันดังกล่าวข้างต้นนั้น ให้ถอดออกจากตำแหน่ง ยศ บรรดาศักดิ์ ตามอย่างธรรมเนียมซึ่งเคยมีมากับโทษเช่นนั้น...”

ดังนั้น ผู้ที่ต้องรับพระราชอาญา จำคุกมีทั้งสิ้น 23 คนเป็นพลเรือนคนหนึ่งคือ นายอุทัย  เทพหัสดิน อยุธยา อยู่กองล่าม กระทรวงยุติธรรม ส่วนนอกนั้นเป็นทหารบก 22 คน ซึ่งจะต้องถูกถอดยศบรรดาศักดิ์   

เพราะเหตุที่ พวกก่อการคิดกบฏ ตรงกับ ..130   จึงพากันเรียกว่า   “กบฏ ..130”  ในที่สุดพวกก่อการกบฏต่อราชบัลลังก์ก็ได้รับโทษานุโทษ  แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้า แทนที่จะทำการประหารชีวิต กลุ่มกบฏเหล่านี้ พระองค์กลับทรงเลือกใช้พระเมตตาให้ได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษลงมาเป็นเพียงจำคุกตลอดชีวิตเท่านั้น…ตรงข้ามกับ เจ้าคุณพหลฯ และ หลวงพิบูล ฯทำ

“หลวงพิบูลฯ....ทำได้อย่างไร

“หลวงพิบูลฯ ทำ โดย ท่านเจ้าคุณพหลฯ เปิดไฟเขียวให้ มันก็เหมือนกับท่านทำเองนั่นละ จริงใหม ?....แต่ไม่มีใครคิดถึงเรื่องเหล่านี้ มันเลยแก้ปัญหาของบ้านเมืองไม่ได้”

“ทำใม

“ ก็แก้ไม่ถูกจุดนะซิ”

“จุดมันอยู่ตรงใหนละ

“อยู่ตรงที่ “ใครก่อกบฏ จะทำการอภัยโทษ ไม่ได้ ...ใครยัดข้อหา เพื่อฆ่าคน ...คนนั้นต้องตายตกไปตามกัน....ใครทำอะไรกับใคร ต้องได้รับผลตอบแทนอย่างนั้น”...ไม่ว่าคนนั้น จะอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้วนานเท่าไรก็ตาม  ก็ต้องเอาขึ้นมาพิจารณากันใหม่ เมื่อญาติพี่น้องของเขาร้องเรียนขึ้นมา....แต่นั่นไม่สำคัญ...เท่ากับ ต้องยกเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่โดยตรงของอัยยการแผ่นดิน เพราะเป็นคดีอาญาของแผ่นดิน...ผู้กระทำผิด กระทำผิดต่อแผ่นดิน เพื่อผลประโยชน์ของตนเองและกลุ่ม ทำให้รัฐ และประชาชนเดือดร้อนเสียหาย อย่างไม่มีวันสิ้นสุด ....ถ้าไม่มีคนดำเนินคดีโดยตรงกัยผู้กระทำผิด...ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ...เรื่องไม่มีจบ”

“แล้ว...ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรืออัยยการแผ่นดินไม่ทำสำนวนฟ้องศาล  ละ”

“นั่ยหมายความว่า อัยยการแผ่นดินกลุ่มนั้นทั้งหมด รู้เห็นเป็นใจกับ ผู้กระทำผิด ....จึงต้องจับและ ถอดถอนออกจากการเป็นอัยยการ และเปลี่ยน ฐานะเป็น จำเลยแผ่นดิน ถอดยศ ไม่มีเบี้ยหวัด เบี้ยบำนาญ คือนเครื่องราช ทั้งหมด ฯลฯ.....แล้วให้มีฐานะเป็น   “นักโทษ”    คนหนึ่งของแผ่นดิน ...เหมือน กับที่ เจ้าคุณพหลฯ และหลวงพิบูลฯ ขู่บัคับ ให้ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งมี พระองค์เจ้าอาทิตย์ฯ เป็นประธาน ...ถอดพระอิสริยยศ ของกรมขุนชัยนาถฯ ออกแล้วให้เรียกว่า “นักโทษชายรังสิต”  นั่นละ....อัยยการที่ว่าต้องมีความผิด  ร่วมกับผู้กระทำความผิดไปด้วย”

“จริง แล้ว....เขามี กฏหมายเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รองรับอยู่แล้วนี่”

“กฏหมายเรื่องละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เป็นอีกกระทงหนึ่งที่ต้องบวกเพิ่มเข้าไปด้วย....ข่าง...นะ เรื่องของบ้านเมืองทำ อ่อนปวกเปียก เหมือนมะเขือเผาไม่ได้นะ....เรื่องนี้ สำคัญ ดูตัวอย่าง เช่นสมัย คุณสมัคร หรือ คุณสมชาย ....บ้านเมืองพังหมด ....ยกตัวอย่าง คุณสมชาย ถ้าท่านทำตามแนวของเราที่เราเรียนไปไห้ท่านทราบแล้ว คือ จัดการขั้นเด็ดขาดกับ “โจรที่เข้ายึดทำเนียบ” แล้ว....การยึดสนามบินก็จะไม่เกิดขึ้น”

“คงกลัว สื่อ โจมตี”

“จะไปกลัวอะไรกับพวก ...”ป๋าฯ” (ป๋าฯ = ป๋าหมาก = ปากหมา)...”

“คุณสมชาติ คุมกองทัพไม่ได้ด้วย...นิ”

“คุมไม่ได้ก็ไม่ต้องตั้งให้เป็นผู้รักษาความสงบ...ซิ....ตั้งกองทัพอื่นก็ได้นิ....”

“มันไม่ง่ายนะ  ศัย..”

“มันยาก...ตรงใหน ?...ไม่ยาก...เพราะคุณสมชาย รู้อยู่แล้วนิ...ว่า คุณอนุพงษ์ นะเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกับ คุณทักษิณ....คือเป็น นตท.10 เหมือนกัน และเป็น ประธานรุ่นด้วยนะ....แต่คุณอนุพงษ์...ยึกยัก...ไม่ยอมปราบปราม พวกโจรที่เข้ายึดทำเนียบ  ตั้งแต่สมัยคุณสมัคร มาแล้ว...เขาเรียกว่า...”“โอ้เอ้ วิหารลาย”...อยู่นั่นละ...ไม่ยอมจัดการ ให้เด็ดขาดลงไป...ปล่อยมาเลื่อย จนรุกรามไปกันใหญ่โตถึงกับมีการยึกสนามบินสุวรรณภูมิเกิดขึ้น”

“นายว่าอย่างไร ละ เรื่องนี้

“คุณอนุพงษ์ น่าจะมีความผิดด้วย ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จนทำให้ ประเทศชาติได้รับความเสียหายจาการปิดสนามบิน”....”

“มันติดต่อกันเป็นลูกโซ่เลยนะ....แต่ไม่ยักมีใครพูดถึง ...เพื่อรัษาความเป็น....“นิติรัฐ”....ไว้”

“ไม่มีใครคิดถึงประเทศชาติหลอก...ศัย...สมัยนี้ ทุกคนคิดแต่ กระเป๋าของตัวเอง และตำแหน่งหน้าที่ต่อไปในอนาคตทั้งนั้น...พยายาม...แสวงหาอำนาจ...เพื่อ...เปลี่นอำนาจให้เป็นเงิน...อย่างเดียว...แม้แต่หักหลังเพื่อนก็ต้องทำ เพื่อความยิ่งใหญ่ของตัวเอง”

“หักหลังอย่างไร

“....เพื่อนเอ๋ย....บอกไปเดี๋ยวนี้เองว่า ...คุณอนุพงษ์ เป็นประธาน นตท.10 อยู่ แล้วนายไม่เห็นหรือว่า  คุณทักษิณก็ดี ...นตท.10 หลาย คน ที่คุมกำลังรบ..อยู่ในกองทัพบกขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง....อย่างนี้ไม่เรียกว่าหักหลังเพื่อนแล้วจะเรียกว่าอย่างไร”

“เขาไม่ได้เรียกว่า หักหลังเพื่อนนะ...อย่างนี้เขาเรียกว่า   “เหยียบหัวเพื่อน เพื่อหลังตำแหน่งในอนาคตต่อไป”….ต่างหาก....ไม่เหมือนกับนายเนวิน นะ”

“ใช่ ....เราไปนึกถึงนายเนวิน มากเกินไป ….แต่ที่นายเนวินต้องทำเพราะเขาดูถูกคนอิสาน คิดว่าคนอิสาน ที่มีบุญคุณกับเขา และ ตระกูลของเขามากมาย มาช้านาน ว่า ถ้าหักหลังคนอิสานในครั้งนี้แล้ว ก็ไม่มีปัญหา...เรื่องตั้งครั้งต่อไปก็ไม่มีปัญหา ไปกล่อมคนอิสารเสียหน่อยดี๋ยวก็ลงคะแนนให้อีก...กลับมานั่งในสภาได้อีก ....ทั้งนี้เพราะ..... “คนอิสานโง่”.....”

“ทำไม นายเนวิน ถึงหักหลังคนอิสารได้ลงคอ นะ”

“พ่อ...ใหญ่หรือเปล่า! !...แต่ก็ไม่น่าจะใช่นะ  ข่าง...คนอิสานเขาผิดหวังมากนะที่นายเนวิน ทำกับเขาอย่างนั้น ...จริง แล้ว คนอิสาน เขาเป็นคนธรรมมะ  ธรรมโม...เป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อพรรคพวก และเพื่อนฝูง ....คุณเนวินไม่น่าไปหักหลัง คนอิสานเลยนะ”

“เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไม ?...ศัย”

“มันน่าจะผลประโยชน์ ต่างตอบแทนกันละ....ของคุณเนวิน...ไม่รู้ว่าใช่หรือเปล่านะ”

“เช่นอะไรบ้างละ”

“เช่นกรณี กล้ายาง เป็นต้น”

“มีอย่างอื่นอีกใหม

“มี....เรื่องยนต์โดยสานอย่างไรละ...แต่ตอนนี้ยังตกลงกันไม่ได้ เลยจะพังกันไปตาม กัน”

“พังก็ดี...จะได้เอากันใหม่...คือเลือกตั้งกันใหม่ “

“ก็ต้องอย่างนั้นละ ....แต่ตอนนี้...ต้องรอให้ เปิดงบประมาณใหม่ก่อนจะได้เอาเงินของประชาชนออกมาแบ่งกันก่อน เป็นการถอนทุน ที่หลาย ฝ่ายได้ ลงทุนให้ โจร500จำพวกเข้ายึดทำเนียบไปแล้วยังไม่ได้ทุนคือนเลย...เงิน ที่แจกให้ประชาชนกลุ่มเล็ก คนละ 2000 บาทนั้นธนาคาร ก็ได้กลับมาไม่เท่าไร...นิดหน่อยเท่านั้น...จากค่า  ธรรมเนียม โอนเงินบ้าง...เบิกจ่ายเงินบ้าง...จากค่าพิมพ์เช็กบ้าง...มันน้อยนิด...ต้องรองบประมาณปีใหม่ ก้อนโต ก่อนค่อยยุบสภา...จริงหรือเปล่าละ

“น่าจะจริงนะ”

“ข่าง...นายไม่เห็นหรือ ....ทางฝ่าย  “มาเฟียรการเมือง”  ที่มีอำนาจล้นฟ้า ปกครองบ้านเมืองอยู่ขณะนี้ ....วางแผนใหม่แล้ว  สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไป   เพื่อ สืบทอดระบอบการปกครองในระบอบ   “ทรราชยาธิปไตย” (อ่านว่า ทอ-ระ-รา-ชะยา-ธิ-ปะไต) ที่มีมาตั้งแต่ สมัยเจ้าคุณพหลฯ และหลวงพิบูลฯ แล้ว   กันต่อไป”

“ทำไมละ

“เพราะระบอบนี้ เป็นการเปลี่ยนมือ ....จาก.....ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช อันมีพระมหากษัตริย์ อยู่เหนือกฏหมาย....มาเป็น ระบอบ “ทรราชธิปไตย หรือ อมาตยาธิปไตย” .....อันมี พรรคการเมือง ข้าราชการทั้งนอกราชการ และในราชการ ....พ่อค้าประชาชน  .....นักวิชาการ -สื่อมวลชน .....สส.-สว...กลุ่มเล็ก กลุ่มหนึ่ง.....อยู่เหนือกฏหมาย แทน.........สถาบันพระมหากษัตริย์ในราชวงค์จักรี (คนพวกนี้ หาตัวได้ง่าย จากรายซื่อผู้ให้การสนับสนุน โจร 500 ที่เข้ายึดทำเนียบ ...รายซื่อผู้ให้เงินสนับสนุน...ผู้ออกมาปกป้องพฤติกรรม และ การกระทำต่าง ของโจร500 จำพวกที่เข้ายึดธรรมเนียบ และสนามบินสุวรรณภูมิ ฯลฯ”

“รู้สึกว่า...นายเคยบอกไว้แล้ว  นิ  ว่า ให้ .....“นักประวัติศาสตร์ และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทำบรรทึกไว้แล้วในรูปแบบต่าง อย่างจริง โดยไม่มีการ แต่งเติมเสริมแต่งใด ทั้งสิน”...เพื่อหาตัวคนผิดมาลงโทษต่อไปในอนาคต ...นิ....ถ้ากฏหมายไม่อาจจะเอาโทษคนกลุ่มนี้ได้ในขณะนี้ เพราะ อิทธิพลของ มาเฟียรการเมือง นั่นอีก  อีกอย่างหมึ่ง  “เพราะไม่มีกฏหมายรองรับ”....”

“แล้วจะทำอย่างไร ...ในเมื่อไม่มีกฏหมายรองรับ เพราะนักฏหมายบางส่วนก็ไปเข้ากับ ทรราชธิปไตยเสียแล้ว”

“แต่นักกฏหมายดี ก็ยังมีอีกมากนะ  ที่เขารักเกียรติ และรักศักดิ์ศรีของเขา ถือและ ยึดมั่นตามคำปฏิญาณที่ให้ไว้ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ก็ยังมีอีก มาก .....หนึ่งในจำนวนนั้น   คือ ....อาจารย์ จรัส  จิตตจันทรกลับ...อย่างไรละ...เพื่อน...ก็นับว่า ยังไม่สายนัก สำหรับ อนาคตประเทศไทยที่จะทำให้เป็นประเทศที่ได้ชื่อว่า “นิติรัฐ” ที่มีเกียรติ ประเทศหนึ่งในโลก ที่องค์การระหว่าประเทศยอมรับได้...นะเพื่อน