ReadyPlanet.com
dot dot
bulletHome
bulletกระดาน คำถาม-คำตอบ
bulletAdisai's Facebook
dot
Twitter To:-
dot
bulletกัปตันอดิศัย พะลายานนท์
bulletบารัค โอบาม่า
bulletทักษิณ ชินวัตร
bulletอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
bulletจาตุรนต์ ฉายแสง
bulletกรณ์ จาติกวนิช
bulletสุระนันท์ เวชชาชีวะ
bulletสาทิตย์ วงค์หนองเตย
bulletจุรินทร์ ลักษณวิสิทธิ์
bulletกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
bulletคุณปลื้ม ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล
dot
ข่าวประจำวัน
dot
bulletกระแสหุ้น
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletไทยโพสต์
bulletผู้จัดการ
bulletมติชน
bulletThe Nation
bulletBangkok Post
bulletกรุงเทพธุระกิจ
bulletข่าวไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bullet Thai Red News
bulletVoice Of Taksin
dot
โทรทัศน์
dot
bulletสถานีโทรทัศน์ ITV
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 9
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 7
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 5
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
bulletSub Menu 3
bulletSub Menu 4
dot
LES & INMARSAT INFO
dot
bulletNERA Satcom
bulletSTCW
bulletGMDSS 2
bulletGMDSS
bulletเพลงสุนทราภรณ์
dot
หน่วยงานราชการกองทัพเรือ
dot
bulletกองทัพเรือ
bulletโรงเรียนนายเรือ
bulletเพลงราชนาวี - ไทยสากลเก่า ๆ.. ฯลฯ
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0001-0296
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0297-0580
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0581-0862
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0863-1162
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1163-1464
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1465-1766
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1767-2062
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2063-2352
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2353-2639
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2640-2931
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2932-3225
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3226-3522
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3523-3824
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3825-4125
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4126-4426
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4427-4732
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4733-5030
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 5031-5334
dot
บทความใน Website ; Adisai.com
dot
bulletความจริงก็คือความจริง 1
bulletความจริงก็คือความจริง 2
bulletความจริงก็คือความจริง 3
bulletตอนที่ 1 ความจริงวันนี้
bulletตอนที่ 2 เอกราชของชาติ
bulletตอนที่ 3 มโนธรรม
bulletตอนที่ 4 ระบอบประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 5 ที่มาของประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 6 อารยธรรมและวัฒนธรรม
bulletตอนที่ 7 การก่อกบฏในอังกฤษ
bulletตอนที่ 8 กฏหมายโมเสส
bulletตอนที่ 9 ราชวงค์บูร์บองของฝรั่งเศส
bulletตอนที่ 11 กฏหมายต่างตอบแทน
bulletตอนที่ 10 ดูตรงนี้เป็นตัวอย่าง
bulletตอนที่ 12 เก่งกับ เก่ง
bulletตอนที่ 13 โจราธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550
bulletตอนที่ 14 เรื่องที่เราไม่รู้
bulletตอนที่ 15 หาไม่ได้อีกแล้ว
bulletตอนที่ 16 แม่กับลูก
bulletตอนที่ 17 คนดีก็คือคนดี
bulletตอนที่ 18 รัฐสภาน่าคิด
bulletตอนที่ 19 เพื่อชาติ และ ราชนาวี
bulletตอนที่ 20 คนดีที่ต้องเสียเปลียบคนชั่ว
bulletตอนที่ 21 เมื่อต้องตายเพราะทำดี
bulletตอนที่ 22 เหตุที่ต้องเดินทางไปในทะเล
bulletตอนที่ 23 ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะอยู่ได้อย่างไร ?
bulletตอนที่ 24 ผิดเป็นครู
bulletตอนที่ 25 แม่สอนลูกให้ฆ่าพ่อ
bulletตอนที่ 26 กบฏ 2475
bulletตอนที่ 27 ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
bulletตอนที่ 28 ไม่เหี้ยมไม่ได้เป็นฮ่องเต้
bulletตอนที่ 29 กบเลือกนาย
bulletPage1 จดหมาย พล.ต.มนูญกฤต
bulletมังกรดำ
bulletความจริงก็คือความจริง 1-1
bulletความจริงก็คือความจริง 2-1
bulletความจริงก็คือความจริง3-1
bulletความจริงก็คือความจริง 4
bulletชอบสุรยุทธ จุทานนท์
bulletเรื่องที่เพื่อนอยากรู้
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletPage1 3-2
bulletPage1 5-2
bulletPage1 6-2
bulletยกย่องนายพลในกองทัพบก
bulletสดุดี "กองทัพเรือ"
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ ตอน 2
bulletยกเลิกกฏหมายความมั่นคง
bulletสุภาพบุรุษ "กองทัพเรือ"
bulletพล.ร.อ.สงัด และ พล.อ. กฤต
bulletมันชั่ว หรือ ขายชาติ กันแน่ ?
bulletการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletผังประกอบการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletโจรครองเมือง 1
bulletโจรครองเมือง 2
bulletโจรครองเมือง 3
bulletโจรครองเมือง 4
bulletโจรครองเมือง 5
bulletหน้าแรก ย้ายมาเมื่อ 5/07/54
bulletตอนที่ 1 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 2 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 3 หวามหวังใหม่
bulletตอนที่ 4 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 5 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 6 ความหวังใหม่




เรื่องเก่ามาเล่าใหม่




เรื่องเก่ามาเล่าใหม่

*************

By Capt.Adisai Balayananda M.Mnr.

เขียนครั้งแรก ปี 2544

ปรับปรุงแก้ใขปี 2547                                                                                                                                                              

 

มันเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ที่มนุษย์เกิดมาในโลกนี้ทุกชาติ ทุกศาสนา เหมือนกันหมดที่ต้องมี โลภ มีโกรธ  และมี หลง  เมื่อมีโลภ อยากได้ของ ๆ คนอื่น เมื่อขอเจ้าของเขา ๆ ไม่ให้   ซื้อก็ไม่ขาย   ก็ต้อง “ขโมย” …ขโมยไม่ได้เพราะเจ้าของเขามีการป้องกันที่แข็งแรง….ทีนี้ก็ต้องใช้กำลังบังคับกันละ เช่น พระเจ้ากรุงหงสาวดี ต้องการช้างเผือกของไทย ไทยไม่ไห้จึงส่งกองทัพมารบไทย แต่บางทีก็ไม่พูดตรง ๆ หาทางบ่ายเบี่ยงไปทางอื่น ยกแม่น้ำทั้งห้า ว่าอย่างนั้นอย่างนี้ไปต่าง ๆ นา ๆ ในที่สุดก็ถึงขั้นต้องทำสงครามกัน เหมือนกับ  “นาย”     นายอยากได้น้ำมันของเขา แต่ก็ไม่พูดว่า ฉันต้องการน้ำมันของท่านนะ ถ้าไม่ยอมให้แต่โดยดี เราจะยกกองทัพมาเหยียบท่าน … ท่านอย่าลืมนะว่า  “เราได้การครองทะเลโดยสมบูรณ์แล้วขณะนี้ และการได้การครองทะเลของเรา นั่นก็หมายความว่าเราได้ครองโลกนี้ด้วย” ในขณะนี้ เราจะยกกองทัพเรือของเราไปถล่มใครก็ได้ในโลกนี้  เรามีกองทัพเรือที่เข้มแข็งที่สุดในโลก ไม่มีใครหรือประเทศใดที่จะหยุยั้งกองทัพเรืออันทรงอานุภาพที่ยิ่งใหญ่ของเราได้ ถ้าท่านไม่ให้เรา เราจะกรีฑาทัพมายึดประเทศของท่าน…อะไรทำนองนั้น …เหมือนกันหมด…หรือเมื่อมีความโกรธ ๆ เพราะเกิดหลงผิดในผู้หนึ่งผู้ใดเข้า โดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีเสียก่อน กลับกระโดกเข้าชกต่อยกันอุดตรุดไปหมด  เช่นนี้ ก็ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก ก่อนจะทำอะไรลงไปก็ต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดีเสียก่อน ไม่ใช่ว่าเที่ยวทำซ่า โกรธใคร ไม่พอใจ ก็ชักปืนขึ้นมายิงเขา ยิงเพราะคิดว่า “พ่อใหญ่” เช่นนี้ก็ไม่ถูกต้อง


            นี่ละคือชีวิตของ “มนุษย์” ในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ชีวิตที่ต้องต่อสู้ ท่านจึงบอกว่า “ชีวิตคือการต่อสู้ สัตรูคือยากำลัง”  มันเป็นเช่นนี้ไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันปีมาแล้ว ผู้มีพลังเข้มแข็งเท่านั้นคือผู้ชนะ ผู้ชนะเท่านั้นคือผู้ทำถูก ผู้แพ้คือผู้ทำผิด  “ยุติธรรม” …หรือท่านฯ  “ความยุติธรรม”  …ไม่มีในโลก….”ความยุติธรรม คือ ความพอใจ” ….นั่นคือ   ความยุติธรรม “ผู้ชนะ” เป็นผู้ตัดสินชี้ขาดแต่ผู้เดียว ผู้แพ้ หรือผู้อ่อนแอ ไม่มีสิทธออกความเห็น …เมื่อความยุติธรรมนั้นไม่มีในโลก เมื่อความยุติธรรมคือความพอใจ…เช่นนี้แล้ว  ….จึงทำให้เกิดการ …เบียดเบียนแย่งชิงตำแหน่งหน้าที่กันในวงราชการขึ้นซึ่งมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ทุกกรม ทุกกอง…. ผู้กระทำการได้สำเร็จ คือผู้ชนะ ผู้ชนะก็จะโฆษณาตัวเองว่า ฉันนั้นคือผู้หวังดีกับประเทศชาติ และเรียกตัวเองว่า “คณะปฎิวัติ” ไม่เรียกตัวเองว่า คณะกบฎต่อแผ่นดิน ในทางกลับกับ ถ้าฝ่ายที่ชนะนั้นกลับเป็นฝ่ายพ้ายแพ้บ้าง แทนที่จะพูดว่า คณะปฎิวัติเป็นฝ่ายพ้ายแพ้ กลับพูดว่า  ฝ่ายกบฎเป็นฝ่ายพ้ายแพ้ …. เมื่อมันเป็นเช่นนี้ทำให้เราเห็นว่า การพูด การเขียน การอ่าน การเล่า(เรียน) สิ่ง ต่าง ๆ เหล่านี้มักจะไม่ค่องจะตรงตามความเป็นจริงเท่าไรนัก ทุกเรื่องราวมักจะเขียนไปในรูปที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายขนะ เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองมากกว่าที่จะคำนึงถึงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ที่อนุชนรุ่นหลังต้องศึกษา ดังนั้นเราจึงเห็นว่าจะมีประวัติศาสตร์บางตอนอ่านแล้วจะเกิดข้อโต้ขึ้นเองในแนวคิดของผู้อ่าน … เรื่องของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นผู้เขียนหรือผู้อ่าน จะต้องมี จริยธรรมในการเขียน หรือการอ่าน ต้องแยกแยะว่า อะไรคือเรื่องของเรา อะไรคือเรื่องของเขา ผมหมายความว่าเราเขียน หรือเขาเขียน แล้วก็เปลียบเทียบดูว่า ในเหตุการเดียวกันนี้ ถ้าเราเขียนจะเขียนอย่างไร ถ้าเขาเขียน เขาจะเขียนอย่างไร ต้องแบ่งให้ถูก เหมือนกับที่เราเคยรู้ว่า บุญคุณกับความแค้น ต้องแยกจากกัน หรือบุญก็อยู่ส่วนบุญ  บาปก็อยู่ส่วนบาป  เรื่องของประวัติศาสตร์กับเรื่องของประเทศชาติ  คนละเรื่องกัน… หรือ / คือ เรื่องของประวัติศาสตร์ก็คือประวัติศาสตร์ เรื่องส่วนตัว ญาติสนิดมิตรสหายก็ต้องแยกออกจากกันเช่นกัน ผู้อ่านจึงจะอ่านเรื่องของประวัติศาสตร์ได้อย่างถึงรสถึงชาด  

เมื่อพูดถึงเรื่องเก่า ๆ ก็คงจะไม่พ้นเรื่องของไทยรบกับพม่านะครับ ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้นานแล้ว ตอนนี้มี Website ของตัวเองแลัว เลยกลับไปค้นเอาสำเนามาแก้ใขปรับปรุงให้สอดคล้องกับกาลเวลาที่ผ่ายไป แล้วเล่าสู่กันฟังใหม่อีกครั้ง โดยตั้งหัวเรื่องว่า “เรื่องเก่ามาเล่าใหม่” ซึ่งอาจจะมีประโยชน์บ้างสำหรับบางท่าน เรื่องการรบกันระหว่างไทยกับพม่านั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาที่รู้ ๆ กันอยู่โดยทั่ว ๆ ไปมานามแล้ว แต่ก็มีสิ่งที่น่าสังเกตุว่า  เมื่อไรที่คนไทยเราแตกแยกกัน ไม่สามัคคีกัน เห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม หรือเมื่อไรที่ผู้นำประเทศไม่สนใจกับบ้านเมือง หาแต่ความสุขความสบายใส่ตัว จนลืมนึกถึงชาติบ้านเมือง ฯล เมื่อนั้นข้าศึกก็จะยกกองทัพมารุกรานเราทันที ตรงนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องที่น่าศึกษา ศึกษาแล้วต้องพิจารณาด้วยความเป็นธรรมว่า จริงๆ แล้วตอนนั้น(ตอนที่กรุงแตกทุกครั้ง)มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ..ถ้าต้องเป็นอย่างนั้นจริง  เรื่องมันก็ต้องยาว ต้องคุยกันนานแน่ ๆ นะครับท่านฯ

 

 

 


เรื่องยาบ้า ….เรื่องการตัดไม้ทำลายป่า ….เรื่องการประมง….เรื่องอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ซึ่งยังต้องพูดกันอีกมาก ….มันเกิดขึ้นจากคนของเรา หรือ คนของเขา หรือ ร่วนมือกันทั้ง “เขาและเรา”  ต้องดูให้ดี …ผมมีเพื่อนพม่าหลายคน แต่ละคนก็เป็นผู้ที่มีตำแหน่งการงานในวงราชการพม่าที่น่าเชื่อถือได้ทั้งนั้น เราค่อนข้างสนิดสนมกันมากด้วย บางครั้งเราก็คุยกันถึงเรื่องเก่า ๆ เขาได้บอกว่า กรุงศรีอยุธยาที่พังพินาจเช่นนั้นไม่ใช่ฝีมือทหารพม่า ผมจึงถามว่าทำไมละ เขาตอบว่า พม่าก็เป็นชาติที่นับถือพุทธศาสนาเช่นกันจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ผมจึงแย้งว่าถ้าเช่นนั้นเป็นใคร เขาอธิบายว่า นั่นเป็นฝีมือของคนนอกศาสนา ที่ไม่ได้นับถือพุทธศาสนา เป็นฝีมือของทหารต่างชาติจากยุโรปที่เข้ามาช่วยกองทัพพม่ารบกับกองทัพไทย นั่นส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากฝีมือของคนไทยที่เอาใจออกห่างด้วยความจำยอมไปเข้ากับพม่ามารบไทยด้วยกันเอง  หรือร่วมมือกับพม่าเข้าติกรุงศรีอยุธยาด้วย  เมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกไม่มีใครดูแลรักษา คนพวกนี้ทราบอย่างเลื่อนลอย ทราบตามคำบอกเล่าที่พูดกันต่อ ๆ มาว่า ใครฝังอะไรไว้ตรงใหน ถูกบ้างผิดบ้าง จริงบ้าง เท็จบ้าง เมื่อได้ข่าวมาเข่นนั้น ต่างก็พากันไปขุดหาทรัพย์สมบัติที่ถูกฝังไว้ตามวัดต่าง ๆ และสถานที่ ๆ สำคัญ ๆ จึงทำให้กรุงศรีอยุธยาพังพินาจหมดดังที่เห็นกันอยู่ … ผมไม่ออกความเห็น….แต่ก็คิดว่านั่นมันก็น่าจะเป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง

ผมเคยได้ยินเขาบอกว่าคนไทยโง่กว่าเขามานานแล้ว  เขาบอกว่าคนไทยเป็นคนที่ขาดจิตสำนึกในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติอย่างจริง ๆ จัง ๆ และ เสมอต้นเสมอปลาย คนไทยส่วนใหญ่เห็นประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำประเทศ คนไทยเป็นคนที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริสยา ในหมู่คนไทยด้วนกันเอง ไม่ต้องการให้ใครดีกว่าตน พูดง่าย ๆ คือ “ไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา”  ถึงแม้ว่าใครจะมีความสามารถขนาดใหน จะมีแนวคิดที่ดีเพียงไร ก็จะไม่มีการยอมรับผลของการกระทำความดีนั้น ๆ ….นอกจากจะไม่ยอมรับ และก็ไม่สร้างสรรคงานต่อแล้ว…..ยังคิดทำลายอีกด้วย.. ฯล ผมฟังดูแล้วก็รู้สึกว่าเห็นด้วย แต่ก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร อยู่เฉย ๆ ดีกว่า… เขา ไม่ใช่เรา …“พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง”

มาคิด ๆ ดูจึงรู้ว่า น่าจะจริงของเขาในบางส่วน เช่น กรณีย์ “สมเด็จพระนารายมหาราช”  กับ “ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง”   ในประวัติศาสตร์จากในหนังสือบางเล่มก็ว่า พระเพทราชากับหลวงสรศักดิ์ (ลูกพระนารายที่เกิดกับนางสนม ฝากพระเพทราชาเลื้องไว้) สองคนพ่อลูก ที่ต้องปฏิวัติใหม่นั้น เพราะเกรงว่าถ้าไม่ทำเช่นนั้น กรุงศรีอยุธยาอาจจะตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส หรือ ศาสนาพุทธอาจจะไม่เจริญรุ่งเรืองอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หรือ อาจจะไม่มีพุทธศาสนาอยู่ในเมืองไทย เช่น ทุกวันนี้ก็ได้ถ้าให้ พระอนุชาของ สมเด็จพระนารายมหาราช คือ”เจ้าฟ้าอภัยทศ” ขึ้นครองราช   แต่ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะคนที่ รักชาติบ้านเมืองจริง ๆ แล้ว จะไม่ทำตัวอย่างนั้น …ทำตัวอย่างไร? …..คงจะต้องว่ากันทีหลังนะครับ


นั่นนะซิครับท่าน การที่บ้านเมืองไม่เจริญถึงขีดสูงสุดสักที มันก็เนื่องมาจากความอิจฉาริสยาของคนไทยด้วยเอง กันอย่างที่เขาว่านั่นละครับ “เลิกเสีย…ลืมมันเสีย” แล้วเรามาตั้งต้นชีวิตกันใหม่…..ตั้งต้นใหม่ได้ครับ…ไม่มีอะไรที่จะสายเกินแก้ … ท่านต้องไม่ลือว่า “งานใหญ่ จะทำเสร็จได้ภายในวันเดียว ….เดือนเดียว …. ปีเดียว…หรือชั่วอายุคน ๆ เดียว”  ไม่ได้ ทุกอย่างต้องใช้เวลา ต้องใช้ประสบการณ์  การทำงานที่ใหญ่ ๆ ทุกอย่าง ต้องมีข้อบกพร่อง ผิดพลาดบ้าง เวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องให้  เพื่อให้ ผู้ทรงคุณวุฒิได้ปรับปรุงแก้ใขสิ่งประดิษฐ์ที่ด้อยคุณภาพ หรือมีประสิทธภาพต่ำ ให้ดีขึ้นเลื่อย ๆ จากหนึ่งเป็นสอง …จากสองเป็นสี่…จากสี่เป็นแปด ….ไปเลื่อย ๆ …เป็นร้อย  เป็นพันชั่วอายุคน .. เช่นการก่อสร้างงานทางอุตสาหกรรมหนักของชาติ งานทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี่ เช่นการ สร้างเครื่องจักร เครื่องยนต์ เครื่องกลขนาดหนักที่จะมาประกอบกันเป็น รถยนต์ ยานยนต์ ยานหุ้มเกราะ รถเกราะ รถถัง ฯล ….หรือ เป็นเครื่องบิน เครื่องบินโดยสาร เครื่องบินรบ …หรือ เป็นเรือ  เรือบรรทุกสินค้า ต่าง ๆ เรือรบประเภทต่าง ๆ  ปืน ต่าง ๆ เครื่องกระสุนดินดำ อาวุธนำวิถี ประเภทต่าง ๆ  ฯล  หรือแม้กระทั่ง ๆ  เป็นยานอวกาศของเรา ขึ้นมาเองโอยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยี่จากภายนอก อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ….มีอีกมากมายที่เราจะต้องทำ…คิดเอาเองก็แล้วกัน….วางแผนงานกันเองนะครับท่านที่มีหน้าที่…ทำกันให้ต่อเนื่องก็แล้วกัน….ไม่ใช่ว่าเมื่อรัฐบาลชุดนี้ลงมือทำไว้แล้ว… พอรัฐบาลชุดนี้ล้มไปชุดใหม่ขึ้นมา ก็ล้มเลิกของเก่าทำใหม่ ตั้งต้นกันใหม่อีก แล้วเมื่อไรจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้สักทีว่า  “ เราประเทศไทย หรือคนไทยทั้งชาติจะต้องสร้าง และ ส่งยานอวกาศของเราขึ้นไปสร้าง สถานีอวกาศของเราบ้าง”  ….เราทำได้แน่ ๆ ผมเชื่อความสามารถ และมันสมองของคนไทยว่า “ทำได้”  ….แต่บรรดาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในประเทศไทย ต้องเลิกระบบการเมืองน้ำเน่า เก่า ๆ  ทั้งหมดไห้ได้ก่อน…ระบบที่ทำงานเพื่อพรรคของตัวเอง  … หรือเพื่อตัวเองอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงประเทศชาติ  ที่ว่าระบบการเมืองน้ำเน่า แบบเก่า ๆ ก็คือ ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะด่าฝ่ายตรงข้ามอยู่อย่างเดียว ไม่เห็นทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเลย … เมื่อไม่ทำงานให้เป็นชิ้นเป็นอันตามที่ว่านั้น ผมว่าเงินเดือนที่ต่างก็รับไปจากภาษีอากรของประชาชน ควรนำมาคืนประชาชนเสีย เพื่อเอาไปชื้อ…ซื้ออะไรดีนะ….ซื้อแล้วจะไปให้ใครกินอีกละ ? ….เอาอย่างนี้ ….ผมออกความเห็นบ้าง ..ไปชื้อขนมปังให้ปลาที่เลี้ยงไว้ตามหน้าวัดต่าง ๆ กินดีกว่า…คนไม่ทำประโยชน์ให้บ้านเมือง  ไม่สร้างสรรค์ให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อย่างมีศักดิ์ศรี… ไม่ต้องกิน…

ท่านฯ ครับ  …สมัยนี้ประชาชนเขาไม่โง่แล้ว…ไม่เหมือนสมัยก่อน…เมื่อสมัยที่ผมยังเป็นเด็กอยู่ …คือ 50 – 60 กว่าปีก่อนนี้ ผมไปดูปาฮี่ที่สมานหลวง…ตอนนั้น..ชอบมากเพราะผมก็ยังเด็กอยู่ ยังโง่อยู่ ไปดูปาฮี่ ดูแล้วก็ชอบใจ ชอบใจนิยมชมชอบในตัวผู้แสดง ..ผมว่าผู้ใหญ่สมัยนั้นก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าผมซึ่งเป็นเด็กเท่าไรนัก….จึงนึกถึงสภาพที่ผู้ใหญ่ ต่างก็นิยมชมชอบมากเช่นเดียวกับผม  …โง่มาก..เมื่อผมมาทบทวนเหตุการณ์เก่า ๆ ดู…แต่เดียวนี้หลอกประชาชนไม่ได้อีกแล้วครับท่านฯ……ไปถาม ท่านฯผู้ใหญ่ที่อายุมากกว่า 70 ปีขี้นไปถามท่านว่า ท่าน เคยได้ยินวลีที่ว่า “เหล็กวิลาส หรือ จะสู้ตะปูควง” ได้หรือไม่ ทุกท่าน จะต้องตอบว่า..จำได้  ๆ… ดีไม่ดีท่านอาจจะไม่ยอมหยุดอยู่แค่นั้นเสียด้วยซ้ำไป…ท่านอาจจะเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรให้ฟังต่ออีกมากมาย….(เอาไว้ว่ากันทีหลัง)  จริง ๆ นะครับท่าน.

 เรื่องของความรุนแรงในการทำสงครามเป็นเรื่องธรรมดาที่นักเรียนทหารรู้และเข้าใจเป็นอย่างดี ซึ่งนั่นเราหมายความว่าจะ  “ไม่มีความเมตตาในการทำสงคราม” สงครามจะทำไม่ได้หากจะให้มีความเมตตากรุณาปะปนอยู่ในนั้น ด้วยเหตุนี้จึงมีวลีหนึ่งของจีนกล่าวว่า “ถ้าต้องการเป็นฮ่องเต้ต้องเหี้ยม ถ้าไม่เหี้ยมจะไม่ได้เป็นฮ่องเต้  หรือ/คือเป็นฮ่องเต้ไม่ได้ –การเป็นฮ่องเต้ไม่ได้คือการปกครองบ้าน ปกครองเมืองไม่ได้นั่นเอง ที่ผมพูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร ผมหมายความว่าประเทศไทยต้องปกครองด้วยคน ๆ เดียว ถ้าปกครองด้วยคนหลายคน ปกครองด้วยคนหลายกลุ่ม บ้านเมืองจะไปไม่รอด การไปไม่รอดคือไม่เดินหน้า แต่จะกลับถอยหลังเข้าคลอง แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะให้ท่านกลับไปใช้ระบบเผด็จการอีกนะครับ แต่จะต้องหาิ่งที่เหนือไปกว่านั้นมาทำ อย่าลืมนะครับว่า “ เหนือฟ้ายังมีฟ้า    เหนือคนยังมีคน ”

เรื่องในอดิตเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะทำให้เราเห็นอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายที่เราจะเลือกเอามาทำแต่สิ่งที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์  ..สิ่งใดที่ไม่เป็นประโยชน์ก็ทิ้งมันไป หรือลืมมันเสีย ก็เท่านั้นเองครับท่าน

                             ความผิดพลาดในอดีต คือหนทางสู่อนาคต

ยังมีเรื่องที่จะต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำอีกมากมายเหลือเกินครับ น่าเป็นห่วงมาก ผมอายุมากแล้ว เหลือเวลาที่จะทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองอีกไม่มาก จึงอยากฝากคนไทยรุ่นใหม่ ๆ ทุก ๆ คนให้ช่วยกันดูแลอย่าให้ประเทศไทยถูกลบชื่อออกจากแผนที่โลกเท่านี้ผมก็จะนอนตายตาหลับแล้วครับ

 

ยังมีเรื่องอีกยาววันนี้เอาเท่านี้ก่อน

สวัสดีครับ                                                                                

อดิศัย

4/6/2001  4.30.33 AM

 

   

“ประโยชน์ของชาติย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด”

นี่คือข้อหนึ่งในหลาย ๆ ข้อของปรัชญาทางการเมือง ซึ่งใคร ๆ ก็รู้และทราบกันทั่วทั้งโลกเท่า ๆ กัน และถ้าผู้นำของชาติใดไม่สนใจทำ ไม่สนใจที่จะเสาะแสวงหาผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติแล้ว จะทำให้เราอยู่อย่างเป็นสุขได้อย่างไร คนไทยทุกคนต้องเห็นคนไทยด้วยกัน เป็น หรือ เปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน  ไม่คิดทำลายร้างซึ่งกันและกัน ไม่แก่งแย่งชิงดี ชิงเด่นซึ่งกันและกัน เพื่อหวังจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินโดยไม่คำนึงถึงประเทศชาติ เห็นผิดเป็นชอบ เห็นแก่อมิตรสินจ้างจากคนต่างชาติ ร่วมมือกับสัตรูของชาติ เปิดประตูเมืองให้คนชาติอื่นเข้ามาในบ้านเมือง ทำร้ายเพื่อนร่วมชาติ ของตัวเองด้วยความที่เห็นแก่ลาภ ยศ เฉพาะตัว ….มันช่างน่าละอายเป็นอย่างยิ่ง .


            การแสวงหาผลประโยชน์ของบุเรงนอง จนได้กรุงศรีอยุธยาราชธานีของไทยไปเป็นเมืองขึ้น เมื่อปี พ.. 2112  จึงไม่ใช่ของแปลก แต่ที่มันแปลก คือ คนของเราบางคนไปช่วยเขานี่ซิมันแปลก และแปลกมากจริง ๆ ด้วย  คนพวกนี้มีความคิดเหมือนเด็กเลว ๆ ที่ คอยสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันจนชาวบ้านแถวนั้น ต่างก็ออกปากไปตาม ๆ กัน  บางคนถึงกับตำหนิไปถึง บิดา มารดา เป็นภาษาชาวบ้านว่า

            “ เด็กพ่อ แม่ไม่สั่งสอนเกิดมาหนักผืนแผ่นดินไทย เป็นเสนียดจังไรแก่บ้านเมือง จะทำให้บ้านเมืองฉิบหาย ล่มจม ฯล “

แต่ก็โชคดีอยู่บ้างที่ในครั้งนั้นบุเรงนองยกมาอย่างกองทัพกษัตริย์ ไม่ได้  ปล้นและทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ด้วยความสนุกสนาน คึกคนอง ชุดคร่า อนาจาร  แต่จะอย่างไรก็ตาม มันก็ได้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนคนเดินถนนไม่น้อย แต่เมืองไทยก็ไม่สิ้นคนดี …เมื่อฟ้าส่ง

“ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช “

มาขับไล่สัตรูออกไปจากผืนแผ่นดินไทย ได้เป็นผลสำเร็จเมื่อปี พ..2127.

            เป็นอย่างไรบ้างครับท่าน ฯ…การที่มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ชั่ว ๆ จนทำให้บ้านเมืองล่มจมนั้น ดีไหมละท่าน..ถ้าท่านอยู่ในเหตุการณ์ขณะนั้นท่านจะรู้สึกอย่างไร จะเอาหน้าไปไว้ไหน ?

“ไม่เป็นไร …..  ไม่เป็นไร …. (ท่านว่า) … มันนิดหน่อย เดี๋ยว เดียว คนไทยก็ลืมหมดแล้ว ..เรามันเพื่อนกันทั้งนั้น” (พูดออกมาหน้าตาเฉย)

 

พอแค่นี้ก่อนนะครับ

สวัสดีครับ

อดิศัย

4/10/2001   12:06:51:AM

 

 

เนื่องจากใน ศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่ของไทย หรือ วันสงกรานต์ปี 2544 นี้  ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ตลอดจนเดชะพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ  ได้โปรดดลบันดาลพระราชทานพรให้ท่านที่เปิด Web site นี้อ่านทุกท่าน และครอบครัว ประสพแต่ความสุข ความเจริญ ถึงพร้อมด้วย จตุรพิธพรชัย และสัมฤทธิ์ผลในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ.

อดิศัย พะลายานนท์

4/13/2001   11:43:55  PM

 

 

 

เมื่อเราเสียเอกราชแก่ข้าศึกสัตรู ด้วยความคิดคดทรยศต่อชาติบ้านเมืองของผู้ใหญ่ในวงราชการ ในคณะรัฐบาลเช่นนั้น  มันจึงไม่ใช่ของง่ายที่จะกอบกู้เอกราชของชาติให้กลับคืนมาได้เหมือนเดิม  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้เวลานานถึง 21 ปี จึงได้กระทำการสำเร็จ คือตั้งแต่ ปี พ.. 2112 ถึง ปี พ.. 2133 ซึ่งเป็นปีที่พระองค์ท่านขึ้นครองราชสมบัติ 


            ความจริงแล้วการที่กองทัพไทยพ่ายแพ้แก่ข้าศึกในครั้งกระนั้น ไม่ใช่ว่า กองทัพไทยจะอ่อนแอก็หาไม่ แต่เป็นเพราะคนไทยของเราเองที่ทรยศต่อชาติ เอาใจออกห่าง ไปเข้าข้าง สวามิพัก กับข้าศึกสัตรูเพื่อเห็นแก่ลาภยศ แต่ครั้นเมื่อข้าศึกเข้าเมืองได้ แทนที่เขาจะให้เป็นใหญ่เป็นโตตามสัญญาที่ว่าไว้ เขากลับเอาคน ๆ นั้นไปตัดหัวเสียบประจานไว้ข้างถนน โดยให้ เหตุผล….เหตุผลของเขาหรือครับ..ท่าน ..เขาบอกว่า …”คน ๆ นี้ เลี้ยงไม่ได้ ชาติบ้านเมืองของตัวเอง ยังไม่รัก   แล้วจะไปรักชาติบ้านเมืองของคนอื่นได้อย่างไร สมควรตัดหัวเสีย

เป็นอย่างไรบ้างครับท่าน..รู้สึกเป็นอย่างไร กับสันดารที่ไม่ดีของรัฐมนตรีของเราบางคน …จริงอย่างที่เขาพูดหรือเปล่าว่า คนไทยโง่กว่าเขามานานแล้ว…ถูกเขาหลอกอยู่ตลอดเวลา…..

ยัง…ครับ ..ยังมีเรื่องอีกมาก  ยังมีตัวอย่างที่จำเป็นจะต้องหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอีกมาก เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาตีความว่า “เราคนไทย” โง่กว่าเขา เป็นอย่างที่เขาว่าจริงหรือเปล่า?   ซึ่งเราจะศึกษาได้จากการปกครองประเทศ ตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตอนปลายรัชกาล ซึ่งตอนนั้นมันก็เป็นหัวเลี้ยว หัวต่อที่สำคัญตอนหนี่งของประวัติศาสตร์ชาติไทย ว่าความเจริญของประเทศในขณะนั้น ๆ มันเป็นการนำไปสู่ความเป็นทาษของฝรั่งเศษหรือเปล่า  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์ท่านรู้ทันเจ้าพระยาวิชาเยนช์(ฟอรนคอน)หรือไม่? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…จนทำให้เราต้องเสียข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่มีคุณค่า ..ที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อชาติบ้านเมืองไปท่านหนี่ง คือ ท่าน “โกษาเหล็ก”  …..จนถึงซึ่งการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยาราชธานีของไทยในปี พ.. 2310.

            ในทางส่วนตัวของผมการที่ ท่าน โกษาเหล็ก ต้องถูกพระอาญาโบย และ ทรมานจนเสียชีวิตนั้น ผมถือว่าเป็นการเสียหายต่อผม และวงค์สกุลของผมอย่างหนึ่งเหมือนกัน และนี่มันก็เป็นความคิด และ ความรู้สึกของผมคนเดียว …คนอื่นไม่เกี่ยว ….ท่าน ฯ อย่าคิดว่าผม “ประสาท” นะครับ ใจเย็น ๆ ไว้ก่อน …แล้วจะเล่าให้ฟังเมื่อถึงตอนนั้น …มีหลักฐานแน่นอนตามประวัติศาสตร์ ที่ว่าไว้ในพงศาวดารไทย … ถ้ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นก็ไม่ใข่ผมครับท่าน … ต้องเป็นคนที่เขียนประวัติศาสตร์….ที่ท่านกล่าวว่า “ท่านโกษาเหล็ก เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของท่านโกษาปาน” ….. คิดแล้วมันน่าเจ็บใจมากนะครับ… แต่สำหรับวันนี้ขอแค่นี้ก่อนครับ

สวัสดีครับ

อดิศัย

4/14/2001   12:52:09  AM ____________________________________________________________________________________ 

 

            เมื่อพูดถึงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นราชโอรสของสมเด็จพระสรรเพชร ที่ 5  หรือที่เราเรียกกันโดยทั่วไปว่า“ สมเด็จพระเจ้าประสาททอง” ต้นราชวงศ์  “ประสาททอง”  ทรงประสูตรเมื่อปีวอก จุลศักราช 945 ตรงกับ พ.. 2175   ในขณะที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชประสูติ มีเรื่องเล่าอันอัศจรรย์ว่า ขณะที่เหล่าพระญาติพระวงศ์ทั้งหลาย ซึ่งประทับอยู่ ณ ห้องบรรทมของพระราชเทวี ได้เห็นพระนารายณ์มีสี่กร การที่เห็นเช่นนั้นเป็นไปเพียงชั่วขณะ   ในขณะที่ประสูติเท่านั้น  เมื่อสมเด็จพระเจ้าประสาททองทรงทราบเรื่องมหัศจรรย์นี้เข้า จึงได้พระราชทานนามว่า

            “ พระนารายณ์ราชกุมาร “

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงขึ้นครองราชสมบัติในปี พ.. 2199 ถึง ปี พ.. 2231 ในระหว่างที่ครองราชสมบัติอยู่ 32 ปี นั้นได้สร้างความเจริญให้ประเทศไทยอย่างสูงสุดในทุก ๆ ด้าน … โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

“ ด้านการเดินเรือค้าต่างประเทศ “

เรื่องราวก็มีอยู่ว่า……

สมเด็จพระนารายณ์ฯ ทรงเห็นการไกล ได้ทรงติดต่อกับชาวยุโรป มีฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่  ทรงส่งทูตไปมากับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส  ต่างฝ่ายต่างปรารถนาไปคนละอย่าง  ทางฝรั่งเศสต้องการเผยแพร่คริสต์ศาสนา พยายามจะให้สมเด็จพระนารายณ์ฯ เข้ารีตนับถือคริสต์ส่วนสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้พยายามที่จะแสวงหาผลประโยชน์ทางอื่น  กล่าวคือ  เรียนเอาความรู้ และแบบแผนสมัยใหม่ เข้ามาบำรุงประเทศไทย ได้ทรงมองเห็นว่า

ประเทศไทยจะยิ่งใหญ่ได้จะต้องมีการติดต่อค้าขายทางเรือกับต่างประเทศ

จึงทรงส่งกองทหารไปสร้างป้อมและต่อเรือที่เมืองมะริด เพื่อทำเมืองมะริดให้เป็นท่าเรือใหญ่ในทะเลตะวันตก คือ มหาสมุทรอินเดีย  ทรงรับสั่งว่า

“ไทยจะมีเรือเดินทะเลค้าขาย มากกว่าชาติใด ๆ ในแถบนี้ กองทัพไทยจะสามารถมากกว่าชาติใด ๆ ในแถบนี้ เมืองไทยจะแวดล้อมไปด้วยป้อมปราการแบบใหม่ซึ่งข้าศึก

สัตรูไม่อาจเหยียบย่ำเข้ามาได้ คนไทยจะมีความรู้เท่าเทียมคนชาติอื่นทั้งหลาย อย่าว่าแต่พม่าจะกลับมาทำร้ายเรา  ดีกว่าพม่าอีกสิบเท่าก็จะทำอะไรเราอีกไม่ได้  กรุงศรีอยุธยาราชธานีของราชอาณาจักรไทย จะเจริญยิ่งใหญ่ และจะดำรงค์อยู่ชั่วกัลปาวสาน “

นี่คือพระราชปณิธานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ผู้ได้ประกอบการทุกอย่างเพื่ออนาคตของชาติไทย ทรงเป็นพระมหากษัติย์ไทยพระองค์แรกที่ได้ทรงรับสั่งว่า…..


“ ประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองได้ จะต้องมีการเดินเรือค้าขายติดต่อกับต่างประเทศอย่างยิ่งใหญ่ กว้างขวางและมั่นคง ”

แต่พระราชปณิธานและแผนการทั้งหลายนี้ ได้ถูกทำลายลงด้วยบุคคลสองคน คือ พระเพทราชา และ หลวงสรศักดิ์ ซึ่งได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ตั้งราชวงศ์ เรียกว่า “วงศ์บ้านพลูหลวง“ ทั้งสองคนนี้ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเรียกว่า “อ้ายกบฏสองพ่อลูก”  และทั้งสองคนนี้เป็นกบฏจริง ๆ   พระเพทราชา กับ หลวงสรศักดิ์ได้แย่งราชสมบัติ ซึ่งควรจะได้แก่  “ เจ้าฟ้าอภัยทศ “ พระอนุชาของสมเด็จพระนารายณ์ฯไป และแต่งตั้งตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแทน  ทั้งพระเพทราชา และ หลวงสรศักดิ์ ได้ทำลายแผนการณ์ต่าง ๆ ของสมเด็จพระนารายณ์ฯ ลงจนหมดสิ้น จนทำให้ประเทศไทยต้องล้มลุกคลุกคลานมาจนทุกวันนี้

มีข้อหน้าสังเกตุว่า.-

·       เมืองมะริด ทวาย ตะนาวศรี  และ ดินแดนฝั่งตะวันออกของขวานทองของไทยเรา หรือ ดินแดนแถบฝั่งทะเลอะดามัน ที่เป็นของพม่าอยู่ขณะนี้นั้น เดิมทีเป็นของไทยเรา มาเสียให้พม่าไปเมื่อไม่นานมานี้เอง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก

·       อุสาหกรรมการเดินเรือค้าต่างประเทศ  กระทรวงการทหารเรือ หรือ กองทัพเรือที่เข็มแข็ง ตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่ถูกทำลายลง ทำให้อะไร ๆ อีกหลาย ๆ อย่างต่อมาเปลี่ยนไปในทางเสื่อมลงอย่างมากมาย ดังจะเห็นได้จากกิจการ การเดินเรือค้าระหว่างประเทศยังไม่มีใคร..ไม่ว่ารัฐบาลยุคใดสมัยใด ก็ไม่สามารถทำให้เจริญรุ่งเรืองจนแข่งขันกับต่างประเทศได้ตราบจนทุกวันนี้

 

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากนะครับ….ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ น่าเสียดายจริง ๆ ….สำหรับวันนี้เอาแค่นี้ก่อนนะครับ  คราวหน้าค่อยว่ากันต่อนะครับ

สวัสดีครับ

อดิศัย

4/17/2001  5:21:02  AM

 

            ครั้งสุดท้ายที่ฟังข่าวจากสื่อต่าง ๆ ว่า ในระหว่าง 4-5 วัน ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันหยุดราชการเนื่องในวันสงกรานต์ มีผู้เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึง 709 คน บาดเจ็บ ทั้งสาหัสและไม่สาหัสอีกหลายหมื่นคน หลายต่อหลายคนรู้แล้วก็ผ่านไปไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากเกิดความสลดใจด้วยความสงสาร ทั้งผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ ฯล แล้วทุกอย่างก็จะเงียบหายไป เหมือน ๆ กับที่พม่ายิงปืนเข้ามาในฝั่งไทย ทำให้คนไทยตายไป 3 คน ทีแรกก็คึกคักดี ทั้งภาครัฐและเอกชน ทุกฝ่ายรู้สึกว่าจะต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อตอบแทนคนไทยที่เสียชีวิต   แต่ที่ไหนได้ไม่กี่วันทุกอย่าง ทุก ๆ ฝ่ายต่างก็เงียบหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  คนไทยที่ตายเลยตายเปล่า ไม่ได้อะไรเลย (ได้หรือเปล่าผมไม่ทราบ อาจจะตกข่าวก็ได้ ต้องขออภัยด้วย)

            ไม่ทราบว่าดวงของประเทศไทยเป็นอย่างไร …  200 ปี (โดยประมาณ) ที จะต้องเสียเอกราชให้กับอริราชสัตรูหนึ่งครั้ง กล่าวคือ เมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)ได้ย้ายราชธานีจากกรุงสุโขทัย ไปตั้งที่กรุงศรีอยุธยา
สร้างเสร็จเรียบร้อย และขึ้นครองราชสมบัติ เป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกของกรุงศรีอยุธยา ต้นราชวงศ์ “ อู่ทอง” ในปี พ.. 1893 และอีก 219 ปีต่อมา เราก็เสียกรุงศรีอยุธยาให้แก่พม่าเป็นครั้งแรก ประเทศไทยต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า หรือเป็นทาสของพม่าด้วยการทรยศต่อชาติของคนไทยด้วยกันเองเป็นเวลานานถึง 21 ปี  ต่อมาในวันอังคาร ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 5 ปีกุน  .. 2310 ซึ่งวันนั้นเป็นวันเนาสงกรานต์ กรุงศรีอยุธยาก็ถึงซึ่งการอวสาน ด้วยน้ำมือของ “ราชวงศ์บ้านพลูหลวง” รวมเวลาที่เป็นเอกราชอยู่ได้แค่ 177 ปี แต่ก็มากพอที่จะทำให้คนไทย “ลือตัวเหมือนวัวลืมตีน” ….หลงระเริง มัวเมาอยู่แต่ในเรื่องของอบายมุข… สุรา… นารี…. ภาชี ….กีฬาบัตร   ทุกคนต่างฝ่าย ต่างแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง ญาติพี่น้อง และพรรคพวก เพื่อนฝูงโดยไม่ลืมหูลืมตาดูสัตรูรอบ ๆ บ้าน ว่าเขากำลังทำอะไรกันอยู่  มัวแต่ด่ากัน ใส่ร้านป้ายสีกัน  เพื่อหลอกลวงประชาชนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ให้เกิดความนิยมชมชอบเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองในภายภาคหน้า เพื่อตนเองและพรรคพวกจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีก ฯลฯ  .

นักการเมืองพวกนี้นับว่าได้สร้างความแตกแยกไว้ให้ชาติบ้านเมืองเป็นอย่างมาก ชาติไทยต้องกลายเป็นประเทศที่อ่อนแอในทุก ๆ ด้าน จนในที่สุดเมืองไทยก็ถึงซึ่งความฉิบหายล่มจมก็เพราะ “นักการเมืองไทย”  พวกนี้  

มันอะไรกันนักกันหนา …ก็ไม่ทราบได้ … มันเลวร้ายอย่างไร…ใครคือผู้ทำลายชาติไทยกันแน่ ?  … เขาหรือเรา กันแน่ ?...เราทำตัวของตัวเองหรือเปล่า ? ….หน้าสงสารตาสีตาสาที่ไม่รู้เรื่องมากนะครับ..เมื่อกรุงแตก.  

หน้าสงสาร จริง ๆ …หน้าสงสารอย่างไร  ดูตรงนี้ครับ….เรื่องก็มีอยู่ว่า  “ วันสงกรานต์” เป็นวันที่เราคนไทยซึ่งลืมอะไรง่าย ๆ ถึงวันนี้ไม่ควรจะลืมนะครับ  .-

“ วันนี้ แท้ที่จริงแล้ว มันก็คือวันที่ระลึกอันโหดร้ายทารุนสำหรับชนชาติไทยทั้งชาติมาในอดีต เป็นวันที่ชนชาติไทยต้องได้รับความเสียหายอย่างยับเยิน จนหาชิ้นดีไม่ได้ ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ถูกกระทำการทารุณต่าง ๆ นา ๆ … ต่างก็ได้รับความเดือดร้อน เจ็บปวดรวดร้าวไปตามกันทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิง ทั้งสาว และ ไม่สาว ทั้งสวย และ ไม่สวย ทั้งที่ ตั้งครรณ์และ ไม่ตั้งครรณ์  ผู้หญิงทุกคนจะตกเป็นเครื่องเล่นในกามเกมต่าง ๆ ของกองทัพผู้รุกรานนั้นแทบทุกคน สำหรับผู้ชายก็เช่นกัน ได้มีคำสั่งจากแม่ทัพผู้รุกราน ว่า ให้ฆ่าให้ตาย ให้หมดทั้งเมือง “

เป็นอย่างไรบ้างครับ…นึกถึงภาพตอนนั้น (ตอนกรุงแตก) เอาเองก็แล้วกัน แล้วคิดดูซิว่า มันจะสยดสยองเพียงไร…และเจ็บช้ำเพียงไรเมื่อ กำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยาถูกกองทัพพม่าเข้ายึดทำลายลง พม่ายกเข้าเมือง   ขุนนางผู้ใหญ่และคนสำคัญในราชสำนักต่างก็หนีตายกันจ้าระหวั่น บ้างก็ถูกฆ่า  บ้างกูกจับกุมกวาดต้องไปพม่า พม่าได้เก็บรวบรวมสิ่งของและทรัพย์สมบัติอันมีค่าแล้วก็สั่งให้ทำการเผาพระนครและปราสาททั้งสามองค์เสีย รวมทั้งให้เผาพระอารามและวิหารเสียให้หมด กำแพงเมืองก็ถูกพังทลายเช่นเดียวกับป้อมปราการก็ถูกรื้อ ทำลายลงจนย่อยยับ บรรดาสิ่งของที่มีคุณค่า ที่มีอยู่ในกรุงศรีอยุธยา เช่น พระไตรปิฎก พระธรรมวินัย ตำหรับตำราต่าง ๆ ก็ถูกสั่งให้ทำลายเสีย แล้วจึงให้ยกกำลังกลับไปพม่า ดังนั้นความย่อยยับอัปยศจึงเหลือที่จะพรรณาถึงสภาพความหายนะครั้งสำคัญ ที่ถือว่าเป็นการล่มสลายของเมืองหลวงที่ยากจะฟื้นฟูได้ 

การทำลายล้างกรุงศรีอยุธยาให้ย่อยยับเช่นนี้ เพราะพม่าไม่ต้องการให้กรุงศรีอยุธยาเป็นราขอาณาจักรที่มั่นคง และมีกำลังที่จะให้หัวเมืองพม่าพากันมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ดังนั้นศูนย์กลางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา  เช่น พระพุทธรูปองค์ใหญ่ เจดีย์ และวัดวาอาราม จึงถูกเผาทำลายอย่างไม่เหลืออะไรไว้ในแผ่นดิน .

พระวันรัตน์ ได้เล่าไว้ในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเป็นภาษามคธและคำแปลออกมาได้ความ ว่า :-

“ในการคราวนั้น มนุษย์นิกรทั้งหลายในกรุงศรีอยุธยามีความโศรกปริเทวทุกข์ โทมมัสคับแค้นใจมาก  ทั้งมรความหิวอดอยากจนมีกำลังทุพพลภาพมาก ลางเหล่าก็พลัดพรากจากญาติและมิตร บุตรภรรยา มารดาบิดา ต่างคนต่างวินาศจากเครืองอุปโภคบริโภค ธนธัญหิรัญสุวรรรัตน์ เป็นคนอนาถาทุคตะกำพร้า อังคนจัณฑาล ไม่มีอาหารจะบริโภคและปราศจากเครื่องอาภรณ์ผ้านุ่งห่มและที่อยู่ มีรูปกายอันซูบผอมผิวพรรณวิปริด อาศัยเลี้ยงชีพด้วยผลไม้ และ ใบไม้และเคลือลดาวัลย์ เหง่าบัว รากมัน รากไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ ดอกไม้ เป็นต้น เป็นคนกำพร้าอนาถาเที่ยวไปในราวป่า เที่ยวไปในนานาประเทศ เลี้ยงชีวิตได้ด้วยลำบากยิ่งนัก

ก็แหละมนุษย์นิกรเหล้านั้นคุมกันอยู่เป็นพวก ๆ อยู่เรียงราย ไปในที่ต่าง ๆ ต่างพวกต่างก็ประหารแย่งชิงปล้นซึ่งกันและกัน แย่งขิงซึ่งข้าวเปลือก ข้าวสาร เกลือ เป็นต้น คนเหล่านั้นบางคนก็ไม่มีอาหาร บางคนก็มีอาหารน้อยถึงแก่ความตายบ้างไม่ตายบ้าง ต่างคนต่างปราศจากเมตตาจิตรต่อกัน เพราะภัยคือความหิว ความอยาก เบียดเบียนอยู่เป็นนิตย์ ทั้งไม่มีความเอี้อเฟื้อต่อพระพุทธรูป พระธรรม พระภิกษุสงฆ์ …”

กรุงศริอยุธยาแตกในครั้งนั้น พระยาทัศดาจตุรงค์ ได้แต่งคำฉันท์ไว่ในหนังสือลำดับกรุงเก่า คำฉันท์ว่า

บ้านเมืองเคืองขุดทุกข์ทน ทุกแห่งตำบล

ต่างเบียดต่างเบียนเฆี่ยนกัน

ด้วยจิตกล้ากาญชายฉกรรจ์ ยอยกศักดิ์

ตั้งตนขึ้นเป็นเจ้านาย

เป็นอย่างไรบ้างครับท่านฯ …….มองภาพข้างหลังให้ออก ..แล้วท่านก็จะเห็นว่านั่นละ คือ ผลของการกระทำของนักการเมืองที่เลว ๆ ตามที่กล่าวมาแล้วละครับ


แต่ . …ก็ยังมีโชคดีอยู่บ้าง ที่ผู้ชายยังไม่ตายหมดทั้งเมือง…นะครับท่าน  …ยังมีหลุด เล็ดรอดมาได้บ้าง และ สืบเชื้อสายมาจนถึงเรา ๆ ท่าน ๆ ในทุกวันนี้……เมื่อมันเป็นเช่นนี้….ท่าน..จะให้เราลืมมันเสียง่าย ๆ เช่นนั้นหรือ ?  …  มันไม่ ง่ายไปหน่อยหรือครับท่าน…. ท่านผู้หวังประโยชน์ส่วนตนมากว่าประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติ ….  ทำไมท่านจึงเห็นและคิดว่า   “ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นชาติไทย “  น้อยกว่า  “ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคน ของท่าน” ….. ท่านจึงเอาผืนแผ่นดินไทย เอาชีวิตและเลือดเนื้อของพี่น้องร่วมชาติของท่านไป “ ขาย “  ให้สัตรูของชาติ …ไปขายให้ผู้ที่ท่านรู้ ๆ อยู่แล้วว่า เขามาเพื่อล้างผลาญ  และทำลายชนเผ่าไทย มาฆ่าฟันพี่น้องร่วมชาติของท่าน…ท่านเอาความทุกข์เวทนาของคนทั้งชาติไปแลกเพื่อให้ได้มาซึ่ง  “เงิน-ทอง”  ลาภยศ สรรเสริญ เพื่อตัวท่าน เพื่อครอบครัวของท่าน เพื่อพรรค..เล็ก ๆ ของท่าน ….มันถูกแล้วหรือ …ท่าน ?..คิดดูให้ดี ๆ นะครับ ก่อนที่จะทำอะไรลงไป (ป่าไม้กำลังจะหมดแล้วครับ …ท่าน ฯ ….คิดก่อนทำ ….คิดก่อนตัด…สำหรับท่านที่ ตัดไม้ไปนุ่งโสร่ง นั่นละครับ)

 

สำหรับวันนี้…

สวัสดีครับ

อดิศัย

4/19/2001     9:59:48  AM

 

 

            เมื่อสองสามวันก่อน มีข่าวเกลียวกราว เรื่องการประหารชีวิตนักโทษคดีค้ายาเสพติด ทางรายการตั้งประเด็นถามความคิดเห็นจากประชาชน ว่ามีความคิดเห็นเป็นอย่างไร  บางคนก็เห็นด้วน บางคนก็ไม่เห็นด้วย เท่าที่ฟังพอจะสรุปได้ว่า ผู้ที่ไม่เห็นด้วย มีจำนวนน้อยกว่าผู้ที่เห็นด้วย ฟังเหตุผลของทั้งสองฝ่ายแล้ว จึงสรุปเอาง่าย ๆ ว่า ผู้ที่เห็นด้วนส่วนใหญ่ มีเหตุผลในทางเป็นห่วงสังคม เป็นห่วงบ้านห่วงเมือง ส่วนมากเป็นเหคตุผลที่ส่อแสดงให้เห็นว่ามีวิสัยทัศกว้างไกลไปในทางความมั่นคงของประเทศชาติ ส่วนผู้ไม่เห็นด้วยกับการประหารชีวิตนั้นฝังดูแล้วรู้สึกว่า เหตุผลอ่อนไป เมื่อเปรียบเทียบกับความอยู่รอดของประเทศชาติที่ฝากไว้กับคนรุ่นใหม่ หรือ ฝากไว้กับเยาว์ชนของชาติ ถ้าเยาว์ชนของชาติเหล่านั้นต่างก็ติดยาเสพติด แล้วใครจะรักษาชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดจากสัตรูที่มาในรูปแบบใหม่ ๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจหรือเปล่าไม่ทราบว่า การรุกรานรูปแบบใหม่  คือ .-

            “  การเข้ามาควบคุมเศรษฐกิจของชาติ  “

การรบกันในรูปแบบใหม่ คือ.-

            “  การทำสงครามเศรษฐกิจ  “

ถ้ารัฐไม่ไห้การศึกษากับประชาชนพลเมืองของตน ให้มีความรู้อย่างกว้างขวาง ให้เข้าใจ “หลักเศรษฐศาสตร์ “  ไว้บ้างแล้ว เราจะไปรบกับเขาได้อย่างไร …….ถ้ามีประชาชนพลเมืองคนหนึ่งคนใดพูดว่า .-

            “  ผมจะทราบได้อย่างไร ? ในเมื่อผมเป็นประชาชนคนธรรมดา ๆ เป็นชาวไร่ ชาวนา ในเมื่อคนที่เขามีหน้าที่สอน ผม เพื่อให้ผมมีความรู้ในตำหรับพิชัยสงคราม (วิชาเศรษฐศาสตร์)เขาไม่สอนให้ผม เขาไม่บอกผม …ผมก็ไม่รู้ เมื่อผมไม่รู้แล้ว ท่านนายกฯ จะให้ผมไปร่วมรบกับท่านได้อย่างไร …ในเมื่อขณะนี้ ผมไม่มีความรู้เรื่อง เศรษฐศาสตร์ เลย…”

            ท่าน ฯ ครับ  ขณะนี้ชาติบ้านเมืองของเรายังไม่ถึงซึ่งความล่มจม คนหลาย ๆ คนจึงไม่รู้สึกว่าการที่ทำตัวเป็นสมุนรับใช้จักรวรรดินิยมสมัยใหม่…” เป็นคนขายชาติในรูปแบบใหม่ “ คนพวกนี้จะใช้  .-

“สิทธิมนุษย์ชน”

เป็นข้ออ้างในการที่จะบ่อนทำลายชาติ ตามคำสั่งของ “ นาย “  คนกลุ่มนี้อาจทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการก็ได้ หรือว่ารู้ แต่ทำเป็นไม่รู้ เมื่อรู้แล้วยังทำ ย่อมแสดงให้เห็นว่า เขาเหล่านั้นเป็นคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ขาดจิตสำนึกที่ดีในการที่จะพูด จะทำ  และทำทุกอย่างเพื่อเป็นการสนับสนุนให้ชาติบ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย ดังจะเห็นจากสื่อต่าง ๆ ที่จะพยายามชักชวน และชักนำด้วยวิธีการที่จะให้มีการ ฆ่ากัน  ยิงกัน  วางระเบิด ในที่ต่าง ๆ ด้วยการออกแบบการแสดง    ท่าว่าเป็นมือปืน หรืออันธพาล ทั้งนี้เพราะคนพวกนี้ได้รับการสนับสนุนมาจากข้างนอกเพื่อมอมเมาเยาชน ที่จะเป็นผู้ใหญ่ต่อไปในภายภาคหน้าให้กลายสภาพจากผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ …..เป็นผู้ใหญ่ที่ไร้คุณภาพ ในเมื่อประเทศไทยขาดคนดีที่มีคุณภาพอย่างท่าน นายกฯ เสียแล้ว …..  ใครจะปกครองประเทศ….ใครจะดูแลชาติบ้านเมือง …หน้าเป็นห่วงมากนะครับ ท่านฯ…รู้สึกผิดหวังอยู่บ้างกับคนกลุ่มนี้ที่ไม่รู้จัก.-

  “บุญคุณของแผ่นดินเกิด”

รู้สึกผิดหวังอยู่บ้างกับคนกลุ่มนี้…กับนักวิชาการกลุ่มนี้ ที่ไม่รู้จักนำวิชาความรู้ที่ร้ำเรียนมาบนผืนแผ่นดินไทย เอามาทำประโยชน์ให้ประเทศไทย มันเป็นการนำเอาวิชาการ “การละลายพฤติกรรม”  มาใช้ในหมู่เด็กไทย เพื่อให้เด็กไทยขาดการเคารพ พ่อ-แม่ ครู-อาจารย์ และผู้ใหญ่ เด็กที่ไม่รักพ่อ รักแม่ คือเด็กที่ไม่รักครอบครัว เด็กที่ไม่รักครองครัว คือเด็กที่ไม่รักประเทศชาติ ว่ายาก สอนยาก ทำให้สังคมยุ่งยาก สรุปแล้ว  “เพื่อต้องการให้ ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของไทนหมดไปจากแผ่นดินไทน” การที่นักวิชาการกลุ่มนี้นำเอา  “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” มาใช้ในทางที่ผิด  มันเป็นการนำเอา “พฤติกรรมการเรียนแบบ”  เหมือนกับที่โบราณท่านเรียกว่า “ชี้โพรงให้กระรอก” มาใช้ในทางทำลายประเทศชาติ และตัวเองในที่สุด เหมือน ๆ กับ เจ้าพระยาจักรี ที่เปิดประตูเมืองให้พม่าเข้ามาฆ่าฟันเพื่อนร่วมชาติด้วยหวังผลประโยชน์อย่าง ลม ๆ แล้ง ๆ  สร้างวิมารในอากาศ ในที่สุดเลยตกนรกเมื่อพม่านำไปตัดหัว… เมื่อถึงตอนนั้นถึงแม้ว่าจะสำนึกได้  มันก็สายไปเสียแล้วละ..ครับ..ท่าน ฯ

ข้อต่อรอง ข้อเรียกร้อง การขออภัย  การให้อภัย  ฯลฯ ต่าง ๆ สำหรับผู้กระทำความผิด หรือนักโทษ จะไม่ได้เห็นในประเทศที่ปกครองในระบบอื่นที่ไม่ใช่ “ประชาธิปไตย” เช่นในประเทศจีน  วันนี้ประกาศประหารชีวิตนักโทษครั้งเดียว 30 คน ไม่เห็นมีใครมาแสงความคิดเห็นคัดค้านให้เสียเวลาการไปสู่ที่ชอบ ๆ ของนักโทษเหล่านั้นเลย ไม่เห็นพวก  “มือไม่พาย แต่ชอบเอาเท้าลาน้ำ” เลยสักคนเดียว  เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดมีคำถามขึ้นว่า .-

 

            “ ระบอบประชาธิปไตรนั้นเป็นระบอบการปกครองที่ดีที่สุดแล้ว จริงหรือ ?”

         

 ท่านฯ ครับ….พอมาถึงตรงนี้ ผมจึงขอตัดตอนหันกลับไปดูประเทศเพื่อนบ้าน ที่อยู่รอบ ๆ เรา เช่น  “ลาว”(Lao) “กำพูชา”(Cambodia) และ “เมียนม่า” (Myanmar) “หรือ ประเทศพม่า” (Burmar) ในอดีต ประเทศเหล่านี้มีระบบการปกครองใกล้เคียงกับประเทศจีน….ใกล้เคียงเท่านั้นนะครับ ไม่เหมือนเลยทีเดียว……ผมว่า ถ้าต้องการจะพัฒนาประเทศให้เจริญเท่าทันโลกละก็  น่าจะเอาจีนเป็นต้อนแบบ จะง่ายขึ้น และมีความยุ่งยากน้อยกว่าประเทศที่มีการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่ใข่ สังคมนิยมก็ไม่เชิง ครี่ง ๆ กลาง ๆ เลยไม่รู้ว่าจะไปทางใหน ซึ่งเป็นประโยชน์กับพวกมือไม่พาย แต่คอยเอาเท้าลาน้ำไว้ มาก  ซึ่งผมก็ได้กรุยเรื่องไว้ตั้งแต่ต้นบ้างแล้ว ว่าคนพวกนี้ร้ายกาจอย่างไร  เมื่อสรุปแล้วการปกครองในแนวคิดที่น่าจะเป็นคือ “จีน” ในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ๆ  ๆ ……”

“ อ้าว…ถ้าเช่นนั้น..ก็หมายความคุฌเห็นด้วยกับการปกครองของเขาหล่านั้น.. ใช่หรือไม่ ?”

“ ผมตอบได้เลยครับ ท่าน ฯ …ว่า.. ใช่ ..” 

“ ที่คุณบอกว่าใช่นั้นก็แสดงว่าคุณเห็นด้วยกับรัฐบาลของประเทศเหล่านั้น..ใช่หรือไม่?”

“ ผมก้ต้องตอบว่า ..ใช่ ..อีกเช่นกับ …ครับ..ท่าน ฯ  และ ถ้าท่าน ฯ จะถามต่อไปอีกว่า… นั่นก็หมายความว่า ..ผมก็โหดร้ายต่อคนของประเทศเหล่านั้นด้วย … ต้องการกดขี่ขมเหงประชาชน …ปล่อยให้ยากจนลง ยากจนลงทุก ๆ วัน..ใข่หรือไม่ ?…. ถ้าท่าน ฯ ถาม อย่างนี้ …ผม..ก็ต้องตอบว่า …ไม่ใช่”

“ คุณมีเหตุผลอะไร … ทำไมถึงคิดเช่นนั้น ?”

“ เหตุผลหรือครับ ผมได้เรียน ให้ท่านฯทราบไปแล้วว่า ….เพื่อชาติ และประชาชน คนไทย ผมต้องการให้ประเทศไทยปกครองด้วยคน ๆ เดียว หรือพรรค ๆ เดียว  เพราะผมไม่ชอบพวกมือไม่พาย แต่คอยเอาเท้าลาน้ำ …ไม่ชอบให้คนพวกนี้มาทำคล้าย ๆ กับ ว่ารัก บ้านเมือง รักประชาชน เห็นอกเห็นใจประชาชน … แท้ที่จริง.. หลอกรวงประชาชนทั้งนั้น ….ทำท่าจะเข้ามาร่วมบริการบ้านเมืองกับท่านด้วย   …..คนพวกนี้ต้องการถ่วงความเจริญของชาติ…เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของนายเหนือหัวของเขาเท่านั้น”

“ นั่นละประชาธิปไตย ถ้าทำอย่างนั้นไม่ได้ ก็ไม่ไช่ประชาธิปไตย ซิคุณ..”

“ ผมว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้…. นี่ละไม่ใช่ประชาธิปไตย  แต่มันเป็นระบบใหม่ที่เกิดขี้นใหม่ ๆ โดยแอบแฝงมากับประชาธิปไตย  โดยการจัดทำของ  นาย เพื่อวัตถุประสงค์ชองนาย “

“ทำไมคิดอย่างนั้น?…มีเหตุผลอย่างไร? “

“ ทึ่คิดอย่างนั้นเพราะ ประชาธิปไตย ที่เป็นประชาธิปไตยจริง ๆ ต้องมีขอบเขต….นี่มันไม่มีขอบเขตแล้วจะเป็นประขาธิปไตยได้อย่างไร ….. คุณมาเดินขบวนกันในท้องถนน รถติดกันอีรุงตุงนังไปหมด …คุณได้ประโยชน์ แต่คนอื่นเขาเสียประโยชน์  เขาจะไปทำธุระของเขาก็ไปไม่ได้เพราะรถติด… เขาเสียประโยชน์ ต้องเสียเงินเสียทองไปกับคุณด้วย….มันเรื่องอะไร? ละครับท่าน ..ก็รถมันติดเพราะคุณพาลูกเด็กเล็กแดงมาเดินกันเต็มถนนไปหมด ผมจะไปทำธุระก็ไปไม่ได้ ….รถติดเป็นชั่งโมงเผา น้ำมันไปเปล่า ๆ เงินก็ไม่ค่อยมี เงินเดือนก็น้อย ชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินเดือนที่ได้ใช้ก็ยังไม่ขนหัวเดือนท้ายเดือนเลย..จะทำอย่างสมัยก่อน เที่ยวรีด เที่ยวไถประชาชน เหมือนเมื่อก่อนก็ทำไม่ได้แล้ว….เดี๋ยวนี้ที่ทำไม่ได้เพราะเจ้านายเพ่งเล็งอยู่ ….แล้วยังจะต้องฟักกระเป๋าเอาเงินมาซึ้อน้ำมันรถอีก แล้วนันเรื่องอะไรของผมด้วยละ …ครับท่าน….ท่านว่าจริงของเขาหรือไม่ละครับ?”

“ก็จริงอยู่…..แล้วในแนวความคิดของคุณ….จะให้เขาทำอย่างไร”

“ง่ายมาก…เมื่อคนพวกนั้น ต้องการอย่างไร มีแนวคิดอย่างไร ก็ไปหาผู้แทนของเขา…ให้ผู้แทนของเขาเอาเรื่อง นั้นไปพูดกันในสภาซิครับ….เรามีสภาไว้แก้ปัญญาแล้วไม่ใช่หรือ ?  สภาไม่ได้มีใว้ให้ด่ารัฐบาลลูกเดียวอย่างที่ฝ่ายค้านทำอยู่นะครับ สถาไม่ใช่เวทีที่มีไว้เพื่อ  “แสดงฝึปาก” (Talk Show) ครับ วัตถุประสงค์หลักของสภาที่มีไว้ก็เพื่อ “แก้ปัญหาชาติบ้านเมือง”

“คุณเคยได้ยิน…นักการเมืองบางคนมาพูดว่า …ทำได้..ทำได้…ใหมละ?”

“ เคยครับ ..ที่ท่านพูด ..อย่างนั้นท่านต้องการให้ผู้ฟังส่วนใหญ่รู้สึกว่าท่าน  เป็นนักประชาธิปไตยเต็มตัว…. จริง ๆ แล้วไม่ใช่.. เป็นเพราะกลัวนายต่างหาก… และเพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้คนของนายที่ก่อตั้ง Mob รับจ้างนั้น ๆ ทราบด้วยว่า “มีนักการเมือง ให้การสบับ สนุนอยู่ ..ทำไปเถิด…..แล้วอย่าลืมไปบอกนายให้ส่งเงินมาช่วยพรรคด้วยก็แล้วกันนะครับ…ก็เท่านั้นเอง ”

“นีหรือการเมือง? …ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่าก็น่าเป็นห่วงนะ….การเมือง ฯ…//  //  //”

“ ครับท่าน…..การเมือง(ในระบอบประชาธิปไตยครึ่ง ๆ กลาง)เป็นเรื่องสกปรก… และนี่ก็คือเหตุผลหนึ่งที่ผมไม่ชอบระบอบนี้ แต่หันไปนิยมชมชอบกับวิธีการของจีน”

“ทีนี้ ..ถ้าจะแก้…จะแก้อย่างไร?”

“ผมไม่ทราบ….เพราะผมไม่ได้อยู่ในคณะรัฐบาลด้วย จึงไม่รู้เบื้องหน้า เบื้องหลัง ไม่ทราบว่าพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลมีนโนบายที่ไม่เปิดเผยของพรรคที่เก็บไว้เป็นความลับฉะเพาะของพรรคว่าอย่างไร…..ที่สำคัญมันยากตรงนี้ละครับ…นักการเมืองจึงไม่พูดความจริงกับประชาชนผู้โง่เขลา….ประชาชนผู้โง่เชลาจะถูกนักการเมืองพวกนี้หลอกอยู่ตลอดเวลา”

 “ เอาละ…สมมุติว่าคุณ เป็นหนึ่งในคณะรัฐบาล ก็แล้วกัน….ผมอยากจะทราบว่าคุณ มีแนวคิดอย่างไรกับการที่คุณจะพัฒนาประเทศ และประชาชนให้เจริญ รุ่งเรืองกว่านี้ ประชาชมมีการกินดีอยู่ดีกว่า ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ “

“ จะดีหรือครับ?…. ท่าน ฯ เพราะเรื่องการที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญ..ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ๆ ภายในวันสองวัน…มันต้องใช้เวลา อย่างน้องก็ต้อง สิบ หรือยี่สิบปีขึ้นไป …จึงจะเริ่มเห็นผลบ้าง  …บางทีอาจจะถึง สามสิบ หรือ สี่ปีเสียด้วย  ถ้าเป็นประเทศประชาธิปไตย .. เพราะประชาธิปไตยอย่างของเรานั้นมีพวกมือไม่พายแต่คอยเอาเท้าราน้ำ มาก…ซึ่งผมหมายความว่า พวก  “MOB” รับจ้าง และพวก “สิทธิมนุษย์ชน ของ นาย” นั่นละครับ “

“คุณอย่างลืมนะ ..สิทธิมนุษย์ชน นั้นก็เป็นหน่วยงานหนี่งขององค์การสหประชาชาติ เหมือนกัน”

“ ครับ ท่าน ฯ …ถ้าจะพูดกันตรง ๆ แล้วละก็ ..องค์การสหประชาชาติก็คือ องค์การที่ “นาย” ตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้แนวคิดของ “นาย”บรรลุเป๋าหมายนั่นเอง….เงินทุนที่ใช้บริหารงานในองค์การสหประชาชาติอยู่ในขณะนี้ ส่วยใหญ่ก็เป็นเงินของ “นาย” ทั้งนั้น….ประเทศอื่น ๆ ออกเงินสนับสนุนให้บ้าง แต่ก็เพียงส่วนน้อยเท่านั้น  ..และเนื่องจากมีองค์การสหประชาชาติหนุนหลังอยู่นี่เองจึงทำให้ ฝ่ายตะวันตก เป็นฝ่ายมีชัยต่อฝ่ายตะวันออก ในสงครามเย็นที่ผ่านมา”

“ทำไรละ?”

“ ท่านฯ ครับ ….สงครามเย็นที่ผ่านมา ทางค่ายตะวันตกก็มี “สิทธิ์มนุษย์ชน” นี่ละเป็นเครื่องมือ โฆษณาชวนเชื่อให้พลโลกเกิดความนิยมชมชอบ ..และเป็นอาวุธก่อกวน บ่อนทำลายประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือ … ส่วนทางค่ายตะวันออกก็ใช้ “ความเสมอภาค ความเท่าเทียม และชนชั้น” เป็นเครื่องมือ แต่ก็สู้กับทางค่ายตะวันตกไม่ได้  ที่สู้ไม่ได้ และต้องยอมยุติสงครามเย็นลง….พูดง่าย ๆ  ฝ่ายตะวันออกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ….สาเหตุสำคัญที่ต้องพ่ายแพ้ ฝ่ายตะวันตกก็เพราะ ไม่เข้าใจหลักการทางเศรษฐศาสตร์ และการตลาดเพื่อหาเงินเข้าประเทศ  พูดง่าย ๆ ไม่มีความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ และ การตลาดนั่นละที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ต้องพ่ายแพ้….นอกจากนี้ประเทศในค่ายตะวันออกยังทำผิดอย่างมากในการที่กีดกันไม่ให้เงินตราต่างประเทศไหลเข้าประเทศ  ทำไห้ไม่มีเงินทุนสำรองที่จะค้าขายหาผลกำไรเข้าประเทศ เพื่อมาพัฒนาชาติบ้านเมือง …ด้วยเหตุนี้ ประเทศในเครือตะวันออกจึงเป็นประเทศที่ยากจน…ตรงนี้ผมว่าเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประเทศไทย  สำหรับนักธุระกิจไทย….ที่เขาลือกันว่า..”โกงเก่ง”...เป็นอันดับต้น ๆ ในโลกเลยก็ว่าได้ที่ว่าเป็นตัวอย่างที่ดี…นั้น …คือถ้าจะโกงกัน…เพราะคิดว่า “ถ้าโกงเขาได้จะรวยเร็ว “ละก็ … ให้ไปโกงคนต่างขาติ…เอาเงินเข้าประเทศดีกว่านะครับ ….อย่างโกงคนชาติเดียวกัน ….การโกงคนในชาติ หรือชาติเดียว กันผลสุดท้ายจะทำให้ไม่เกิดพลังร่วม ..ทำบางส่วนในระบบเศรษฐกิจของชาติเสียหาย ….หรือ ..ถ้าคิดว่าไม่มีทางเลือกจะต้องถูกเขาโกง (เอเย่นต์ในต่างประเทศ หรือ คนต่างชาติ)..โกงแน่ ก็น่าจะใ้คนชาติเดียวกันโกงดีกว่า เงินจะได้ไม่รั้วไหลออกนอกประเทศ ….ตรงนี้ผมหมายความว่า  ในกิจการของท่าน..เมื่อท่านคิด (เพียงแต่แค่คิด) ว่าลูกโกงท่าน ๆ โกรธมาก ไล่ลูกออกจากงาน  แล้วไปจ้างพนักงานอื่นเข้ามาร่วนบริหารงานแทน  แล้วถ้า พนักงานคนนั้นโกงท่านบ้างละท่านจะทำอย่างไร?   ตรงนี้จึงมีคำถามว่า  “ ให้ลูกโกง กับให้คนอื่นโกง หรือ ให้คนชาติเดียวโกง กับ กับให้คนชาติอื่นโกง อะไรจะดี และถูกต้องมากกว่ากัน”   ทุก ๆ คน รวมทั้งผมด้วยต้องพูดว่า หรือ คิดอยู่ในใจว่า  หรือตั้งเป๋าไว้ในใจว่า  “ให้ลูกของเรา…หรือคนไทยด้วยกันโกงดีกว่า”…จริงหรือไม่ครับท่าน ? ……..ประเทศตะวันออกก็มีอะไรดี ๆ มากมาย ที่เราน่าจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เหมือนกัน  นั่นก็คือ  “การรักษาความมั่นคง ….ความปลอดภัย ตลอดจนการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี ๆ ของชาติ “  เอาไว้นั้น..ดี มาก…. ดังนั้นเราจะเห็นว่าประเทศเหล่านี้จะไม่ค่อยมีใครเข้าไปทำรุ่มร่าม.. วุ่นวาย มากนัก “

“แล้วจะทำอย่างไร?”

“เมื่อเรารู้ข้อดี ข้อเสียแล้ว….เราก็ต้องตัดข้อเสียทิ้งไป  เหลือแต่ข้อดีไว้ …..  ปรับปรุงแก้ใขกฎหมายใหม่ทั้งหมด ยกเลิกกฎหมายที่จะเป็นอุปสรรค์ขัดขวางการเปิดตลาดออกสู่โลกภายนอกทั้งหมด สร้างกฎหยายที่จะอำนวยความสดวกและเป็นธรรมกับผู้ที่จะมาลงทุนในประเทศ รัฐต้องให้การรับรองการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเป็นการระดมทุนจากต่างประเทศ  รัฐต้องเขาเป็นภาคีในอนุสํญญาต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติทั้งหมด แล้วออกกฏหมายมารองรับเพื่อให้ปฏิบัติได้จริง …เพื่อความเป็นธรรมกับผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่จะช่วยรัฐพัฒนาประเทศ เช่น “ ILO” (Internaional Labour Organization) และอื่น ๆ อีกมากมาย ยกเลิกกฏหมายบางฉบับที่ขัดแย้งกับ อนุสัญญานั้น ๆ ให้หมด เช่น กฏหมายแรงงานที่ขักแย้งกับ ILO เป็นตัน  ฯล”

“ที่ว่านี้คุณหมายความถึง ประเทศไทย ใช่ใหม?”

“ครับท่าน ผมไม่มีสิทธิไปพูดถึงประเทศอื่น เพราะผมเป็นคนไทยโดยสายเลือด คือเชื้อขาติไทย และสัญขาติไทย จะพูดได้ก็แต่ภายในขอบเขต “พระราชอาณาจักรไทย” เท่านั้นครับท่าน  …ไปยุ่งเกี่ยวกับประเทศอื่นเขาไม่ได้ …แต่ถ้าเขาอ่านภาษาไทยออก และเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดีจะนำไปดัดแปลงแก้ใขใช้ให้เหมาะสมกับสถานการของบ้านเมืองของเขาแล้วก็ย่อมทำได้ เราไม่ว่ากัน …..ถ้าจับจุดให้ถูก จะทำได้ดีกว่า และจะได้ผลทันตาเห็นเร็วกว่าในประเทศไทยเสียด้วยซ้ำไป”

“คุณ..ต้องการให้ประเทศบางประเทศที่ปิดตัวอยู่ขณะนี้ เปิดประเทศออกสู่โลกภายนอกหรือไม่?”

“ท่านฯ ..ครับ การเปิด หรือ ปิด นั้นเป็นเรื่องที่สื่อมวลชนพูดกันเอง…จริง ๆ แล้ว ไม่มีใครเขาปิดประเทศของเขาสักประเทศเดียว เพียงแต่มีบางประเทศเข้าไปทำรุ่มร่าม ยุกยากต่อเขามากเท่านั้น เพราะเขาต้องการรักษาสิ่งที่ดีของเราไว้ตามที่กล่าว  ….ไม่ใจง่าย…ใจดีเหมือนเรา…ที่กล่าวมานั้น เพื่อวัตถุประสงค์…ที่ต้องการจะให้นักธุระกิจทั้งภายใน และ ภายนอกมองเห็นช่องทางที่จะเข้ามา หรือ ออกไปประกอบธุระกิจได้อย่างสดวกและปลอดภัย โดยไม่เสี่ยงกับความไม่แน่นอนทางการเมือง …. อย่างเช่นที่นักธุระกิจมีความรู้สึกกับประเทศทางค่ายตะวันออกอย่างนั้นจริง ๆ “

“เอาละ…แล้วต่อไปละ”

“ต่อไปก็ถึง ขั้นตอนที่จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยที่สำคัญในการผลิดที่มีอยู่ไนประเทศ…ว่ามีเพียงพอหรือไม่….ปัจจัยการผลิดที่สำคัญที่จะก่อให้เกิดผลผลิดสูงสุด คือ “ทรัพยากรมนุษย์ และ เทคโนโลยี่ในการผลิต”  ทั้งสองอย่างนี้ …ต้องเข้าใจด้วยว่า “ทรัพยากรมนุษย์” นั้น สำคัญที่สุด เพราะ ทรัพยากรมนุษย์เป็นผู้นำเอาเทคโนโลยี่ไปใช้ จึงจำเป็นต้องรู้จักจัดการ รักษา และปฏิบัติต่อคนงาน พนักงาน ผู้ควบคุมงาน หัวหน้าผู้ควบคุมงาน พนักงานระดับบริการ หรือ ทรัพยากรบุคคลด้วยการเอาใจใส่ที่ดี… มีคุณภาพ…เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำงาน  ให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเรียนให้ท่านทราบไปแล้วว่ารัฐต้องไป Sign เป็นภาคีอนุสัญญา ILO และ ออกกฏหมายมารองรับให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เสียก่อน “

“ฟังดูแล้ว  รู้สึกว่ามันกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน จนไม่ทราบว่าจะไปตั้งต้นกันตรงใหน”

“การตั้งต้นนั้น ไม่ยากครับ ท่านฯ ครับ..ถ้าเราเข้าใจหลักการของเศรษฐศาสตร์….ที่ผมเรียนให้ท่านทราบนั้นเป็นเพียงนโยบายขั้นพื้นฐาน ที่ต้องทำและรักษาไว้อย่างมั่นคง อย่าอ่อนไหวรวนเร เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก็แล้วกัน ถ้าเราไม่พูดถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์เสียแล้ว…. เราก็จะไม่รู้จักสร้าง ….รู้จักใช้…..รู้จักรักษาไว้ซึ่ง กำลังแรงงานที่ดี ที่มีคุณภาพ มาช่วยเราพัฒนาประเทศ…”

“จะต้องทำอย่างไร”

“ต้องทำพร้อม ๆ กันทุก ๆ ด้าน..ครับ ท่านนายกฯ ครับ… จึงจะเกิดผลทันตาเห็น”

“รองว่าไปซิ… สมมติว่า คุณ เป็นบุคคลหนึ่งในคณะรัฐบาล ก็แล้วกัน ”

“จริง ๆ แล้ว….. อย่างที่ ท่าน ฯ ว่านั่นแหละครับ … มันกว้างขวางและใหญ่โตมาก เราจึงต้องตะล่อมมันให้เล็กลงจนเราสามารถสัมผัสได้…สัมผัสได้เพราะเรารู้ว่า “เศรษฐศาสตร์” คือวิชาที่ว่าด้วยการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติ ที่มีอยู่อย่างจำกัดมาจัดสรรค์ดัดแปลง แก้ใข ปรับปรุง ตบแต่ง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับมวลมนุษย์ชาติที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก…แหล่งทรัพยากรธรรมชาติมันไม่ได้มีอยู่ในบ้านเรา…มันมีอยู่ในป่าในเขา…เราก็ต้องเตรียมคนเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือเพื่อไปขุดมันขึ้นมา เตรียมรถไปขนมันออกมา….เอามาเข้าโรงงาน แปลรูปออกมาเป็นผลผลิด หรือที่เรียกว่าสินค้า….ตอนนี้เราก็ต้องเตรียมโรงงานคนงานเพื่อการผลิดสินค้าที่ได้จากทรัพยากรธรรมชาติที่เราไปนำมา ….เมื่อผลิดออกมาเป็นรูปของสินค้าแล้ว…ก็ต้องนำออกสู่ตลาดเพื่อการขาย หรือที่เราเรียกว่าการจัดจำหน่าย…..คนงานที่อยู่ในเหมือง…ในป่า ฯลฯ… .คนงานในโรงงานทำงานแล้วก็ได้ค้าจ้างแรงงาน…..เมื่อจะกลับบ้านก็ต้องไปตามห้างร้านต่าง ๆ หรือเราเรียกว่า “ตลาด” เพื่อเอาเงินค่าแรงที่ได้มาไปซื้อเครื่องอุปโภค บริโภค เท่าที่จำเป็น กลับบ้าน….เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็จะเห็นว่าจะเกิดการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจ…จาก…ครัวเรือน …..ออกไปหาทรัพยากรในเหมือง…..จากในเหมือง….จะไปเข้าโรงงาน…….จากโรงงานจะออกไปสู่ตลาด …..จากตลาดจะกลับเข้าสู่ครัวเรืออีก ครั้ง…. จากนี้.. เมื่อเราพิจารณาแล้วก็จะเห็นว่า ในระบบเศษรฐกิจนั้นมีอยู่สองอย่างที่สำคัญ คือ สินค้า และ บริการ เรื่องของสินค้า ท่านฯ ก็เห็นอยู่แล้ว ว่ามีตั้งแต่ไม้จิ้มฟัน ยันเรือรบ ส่วนการบริการนั้นมีตั้งแต่ เด็กยกกาแฟมาให้ท่านฯ จนถึงการจัดเตรียมยานอวกาศไว้เพื่อให้ท่านฯ ได้ไปเที่ยวพักผ่อนในอวกาศกัน …. อะไรทำนองนั้น..ครับท่าน

“ฟังดูดีเหมือนกันนะ….แต่ก็นั่นละ…มันมากเสียจนไม่ทราบว่าอะไรควรทำก่อน อะไรควรทำทีหลัง …ดูมันสับสนไปหมด”

“ที่สำคัญที่สุดคืองานทางด้าน “บริการ” …คือ “บริการ การขนส่ง”

“ทำไมคุณพูดอย่างนั้นละ?”

“เพราะ การบริการ ๆ ขนส่งเป็นจุดเริ่มของการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ…ครับท่าน กล่าวคือ เมื่อคนออกจากบ้านจะไปเหมือง ก็ต้องขึ้นรถไป ถ้าไม่ขึ้นรถไป ก็ไม่ทราบเหมื่อนกันว่าจะ เข้าไปในเหมือง เข้าไปในป่า เพื่อหาทรัพยากรธรรมชาติมาป้อนโรงงานได้อย่างไร เมื่อไม่ไป หรือไปหาแหล่งธรรมชาติไม่ได้ทุกอย่างก็จะสดุดหยุดลงทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ผมจึงเสนอแนะให้ท่านฯดำเนินการทางด้านบริการ การขนส่งก่อน.”

“มีเหตุผล…..มีเหตุผล…ต่อไปซิ”

“จริง ๆ แล้ว ทรัพยากรธรรมชาติทุกอย่างไม่ใช่ว่าจะมีอยู่ในประเทศไทย ทั้งหมดก็หาไม่ บางอย่าง หรือหลายอย่างต้องหาจากข้างนอก เช่นพวกสินแร่ ต่าง ๆ ทั้ง แร่เหล็ก ทองแดง สังกะสี ถ่านหิน น้ำมันดิบ ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อต้องนำเข้าก็ต้องมีพาหนะที่จะบรรทุกเข้ามาในประเทศ ท่านจะเอาอะไรบรรทุกสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เข้าประเทศ เราก็ต้องมีพาหนะที่จะขนของต่าง ๆ เหล่านี้ของเราเอง ……ท่านฯ จะเอาเครื่องบินบรรทุก น้ำนันดิบ สินแร่ต่าง ๆ เหล่านั้นหรือ?……….คิดผิดแล้ว  ถ้าคิดเช่นนั้น  เมื่อประเทศไทยต้องติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ …แน่นอนย่อมต้องมีนักธุระกิจเดินทางเข้าออกมากขึ้นเครื่องบินจึงเหมาะที่จะขนส่งผู้โดยสารที่เป็นนักธุระกิจ และนักท่องเที่ยว …ส่วนสินแร่ต่างๆ หรือสินค้าการเกษตร และอุตสาหกรรมหนักทั้งออกและเข้าประเทศไทย ต้องใช้ เรือขน….หรือขนด้วยเรือ“

“เข้าใจ..ๆ …ว่าต่อ”

“ครับท่าน ฯ … ทุกอย่างที่ผมจะว่าต่อนั้น ประเทศไทยต้องทำเองทั้งหมด เพราะการทำเองนองจากจะเป็นการสร้างงานให้กับประชากรของประเทศแล้วยังจะประหยัดกว่าที่จะไปซื้อเขา นอกจากนี้เมื่อทำไปนาน ๆ เกิดความชำนาญ ผลิดได้มากเข้ายังจะขายได้ ได้เงินเข้าประเทศอีกด้วย …สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ …จะ.. ดีและ ดีกว่าที่จะให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานผลิตสินค้าออกสู่ตลาดทั้งภายในและภายนอก ให้เขาเข้ามาตั้งโรงงามทำให้คนในประเทศมีงานทำก็จริง มันก็ดีไปอย่างหนึ่ง แต่ที่ไม่ดีก็คือเขาก็จะขนเงินทองที่เป็นผลของการผลิดจากฝีมือแรงงานของเรากลับบ้านเขา ทำให้เงินทุนสำรองของเราลดน้อยลง….ที่เลวร้ายกว่านั้นเมื่อเขาเข้ามาผลิดรถในบ้านเรา…..ขายให้คนของเราขายได้เอาผลกำไรหลับบ้านเขายังไม่พอ ยังพยายามทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ระบบขนส่งมวลชนเกิด เพราะถ้ามีระบบขนส่งมวลชนเกิดขึ้นเขาก็จะขายรถยนต์นั่งของเขาไม่ออก ทำอย่างไรละจึงจะให้ระบบขนส่งมวลชนไม่เกิด วิธีการก็คือ “ให้เงินช่วยเหลือพรรคการเมือง” แล้วก็ขอร้องให้ระงับเรื่องนั้นเรื่องนี้ไว่ก่อนทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่เขาวางแผนไว้ ….ที่เลวร้ายกว่านั้นประชาชนพลเมืองในบางประเทศเป็นหนี้เป็นสินกันทั้งเมืองตั้งแต่ข้าราชการ คนงานตัวเล็ก ๆ ขึ้นไปทุกชั้น…ทุกเพศ …ทุกวัย ต่างก็เป็นหนี้เขาทั้งนั้น แทบทุกคน และจากหนี้สินของระบบเงินผ่อนนี้เอง เป็นที่มาและต้นเหตุแห่ง การคอรัปชั่น….เมื่อเกิดหนี้สินขึ้นในคนหมู่มาก…เป็นจำนวนมาก การเกิดคอรัปชั่น ก็มีโอกาศง่ายและเป็นจำนวนมาก…เมื่อมีการคอร์รัปชั่นมาก….โอกาศที่จะปราบให้หมดไปก็มีน้อย และไม่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการจะคิดปราบปรามเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศชาติ…ด้วยเหตุนี้ผมจึงคิดว่า เราผลิดของเอง ใช้ของเราเอง เงินทองไม่รั่วไหล……ถ้าเราเป็นประเทศที่ไม่มีอะไรเลย นั้นหนึ่ง กับเป็นประเทศที่ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยในระบบ  “ตามใจฉัน” อีกหนึ่ง การพัฒนาจะทำได้รวดเร็ว เห็นผลทันตา……… เมี่อเริ่มจากการสร้าง :-

1.      รถไฟฟ้าระบบขนส่งมวลชน รางคู่ ที่วิ่งสวนกันในลักษณะเป็นวงกลม หรือที่เรียกว่า Loop Lineที่จะใช้ในเมืองใหญ่ ๆ (เพื่อให้ประชาชนเลิกใช้รถยนนั่งส่วนตัว เพราะการใช้รถยนต์นั่งส่วนตัว คิดแล้วมีค้าใช้จ่ายสูงมาก ทำให้เงินตราต่างประเทศไหลออกมากจากการที่ต้องไปสั่งเข้าน้ำมัน ฯล)

2.      รถไฟดิเซล รางคู่ทีจะติดต่อระหว่าง เมืองต่อเมื่องที่จะวางเคลือข่ายเป็นลักษณะใยแมลงมุนโดยมี กรุงเทพฯ เป็นจุดศูนย์กลาง เพื่อการขนส่งสินค้าเป็นรถไฟดิเซล ความเร็วปานกลาง ประมาณ 60-80 กม/ชม ..(เพื่อประหยัดค่าขนส่งสินค้าที่จะส่งออกต่างจังหวัด เมื่อเปลียบเทียบกับการขนด้วยรถสิบล้อ ) …. รถไฟดิเซล ขนส่งมวลชนรางคู่ความเร็วธรรมดา ๆ ประมาณ 100-130 กม/ชม  รถไฟขนส่งมวลชนความเร็วสูง รางคู่ วิ่งรวดเดียวตั้งแต่เหมือสุด ถึง ใต้สุดของประเทศ ความเร็วประมาณ 200-300 กม/ชม..(การใช้ระบบขนส่งมวลชลด้วยรถไฟความเร็วปานกลางและความเร็วสูง นอกจากจะประหยัด ..ตรงต่อเวลา…แล้ว  ที่สำคัญที่สุดคือทำให้ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดไกล ๆ สามารถเข้ามาทำงานใน กทม.ได้โดยไม่ต้องแยกจากครอบครัว เข้ามาเช่าบ้านอยู่ใน กทม. เพื่อทำงาน…เมืองกรุงที่เต็มไปด้วย หาบเร่ แผงลอยบนทางเดิน ก็จะไม่มี หรือมีน้อยลง เพราะคนงานต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานใจกรุงเทพฯ ไม่ต้องพาครองครัวมาตั้งรกรากอยู่ใน กทม.  ครองครัวคนงานที่มาหางานทำในกทม. เมื่อสามีไปทำงาน ภรรยากับลูกก็จะออกจากบ้านไปตั้งแผงลอย บนทางเท้าขายของ…เมื่อคนงานไม่พาครองครัวมาอยู่ใน กทม.  กรุงเทพฯก็จะเป็น กรุงเทพฯเมืองสวรรค์ที่สอาดขึ้น

3.      อู่ต่อเรือที่สามารถต่อเรือได้ตั้งแต่ขนาน ระวางบรรทุก 300,000 ตัน (Dead Weight Tons :DW) ลงมาจนถึงเรือเดินชายฝั่งขนาดเล็ก ระวางบรรทุก 2000-3000 ตัน   ซึ่งจะสามารถต่อเรือบรรทุกนน้ำมันได้ทุกขนานตั้งแต่ใหญ่สุดลงมา จนถึงขนาดเล็ก ๆ ที่วิ่งชายฝั่ง …เรือบรรทุกแร่ขนาดกลาง และขนาดใหญ่…… เรือคอนเทลเนอร์ ขนาด 4000 – 5000 ตู้ ลงมาจนถึงขนาด 500 ตู้ หรือเล็กกว่านี้ … เรือโดยสารและเรือทุกประเภทที่ต้องการใช้ รวมทั้งเรือรบประเภทต่าง ๆ ด้วย (เรือเป็นพาหนะที่ใช้ขนส่งสินค้าออกสู้ตลาดโลก และขนหรัพยากรธรรมชาติทีเป็นวัตถุดิบ และ ต้นกำเหนิดของพลังงานในการผลิตได้เป็นจำนวนมาก ๆ ต้นทุนต่ำ )

4.      โรงงานสร้างเครื่องบินโดยสาร และเครื่องบินขนส่งขนาดใหญ่  เครื่องบินรบ ฯล (เครื่องบินเป็นพาหนะที่ใช้ขนส่งมวลชนข้ามประเทศ และสินค้ามีค่ามีราคา สินค้าที่เสีย แห้ง เฉา เน่า เปลื่อยง่ายที่มีจำนวนไม่มากได้อย่างมีประสิทธภาพ )

5.      โรงงานสร้างรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถบรรทุก รถทุกชนิดทุกประเภทรวมไปถึงรถรบต่าง ๆ ด้วย

6.      โรงงานอาวุธยุทธปัจจัยที่ใช้ในการทหารทั้ง กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ หอทดลองอาวุธปล่อยนำวิถี และยานอวกาศ ต่าง ๆ (ที่ต้องนำข้อนี้มากล่าวไว้ด้วยนั้น เพราะวิชาการทางด้านนี้ ขณะนี้เจริญรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก ถ้าไม่เริ่มตอนนี้ จะตามชาวบ้านเขาไม่ทัน จะส่งทหารเข้าสนามรบไม่ได้ )….

7.      โรงงานอุสาหกรรม และผลิตพันธุ์อีเล็กโทรนิคที่จะมาประกอบกันเป็นชิ้นงามที่สมบูรณ์อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ เช่น โรงงานถลุงเหล็ก โรงงานเครื่องจักรกลหนักที่ใช้ผลิดเครื่องจักรที่ขับเคลื่อนเรือ เครื่องไฟฟ้า เครื่องจักรช่วยต่าง ๆ Pump และประตูลิ้นกั้นน้ำ หม้อน้ำ เครื่องเคมีที่ใช้ในเรือ   โรงงานผลิดเครื่องมืออีเลกโทรนิค เช่น อย่างที่รู้ ๆ กันก็มี เครื่องหยั่งน้ำ หรือ ECHO SOUNDING , RADAR , GPS , ARPA , AIS , อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบ GMDSS ทั้งหมด การผลิตสีทาเรือ   สายไฟ  ปรักไฟ สวิสไฟ  ตู้ไฟ แผงสวิสไฟ  เครื่องมือเครื่องใช้ในการดัดเพลิง ฯลฯ  ที่มีคุณภาพได้มาตราฐานตาม SOLAS  กำหมดเพื่อใช้ติดตั้งบนเรือ และ เครื่องบิน (การมีเรือ และ ต่อเรือได้เอง จะเป็นการสร้างงานให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี เพาะฉะนั้นจะเห็นว่า ประเทศใดก็ตามที่มีการพานิฃย์นาวีที่เจริญ..ประเทศนั้นจะเจริญทุกประเทศทั้งในยุโรปและเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีเป็นต้น)

8.      การก่อสร้างจักสร้างแหล่งพลังงานที่ประหยัด และสำคัญที่สุดสำหรับปัจจุบันและอนาคต คือ โรงงานพลังงานนิวเคลีย ที่แปลงรูปได้ (จำเป็นมาก ๆ

 

ขั้นตอนต่อไปเป็นขั้นตอนที่ 3 คือการคัดเลือก บุคคลที่เหมาะสมเข้าศึกษาในวิชาการแขนงต่าง ๆ ตามข้อ 1-7ในต่างประเทศเพื่อให้กลับมาทำงานรับใช้ประเทศชาติต่อไป (ต้องคัดคนที่ได้ฝึกอบรมมาแล้ว และพิสูตรแล้วว่ามีความรักชาติบ้านเมืองอย่างแน่วแน่มั่นคงเต็มร้อย มีสุขภาพ และ หัวสมองดีพร้อมที่จะทำงานให้ประเทศชาติอย่างเอาชีวิตและเลือดเนี้อเป็นเดิมพันธ์ ที่ต้องหาคนประเภทนี้เพราะ เมื่อส่งไปเรียนเมืองนอกแล้วมักจะถูก “นาย” เอาเงินล่อหรือซื้อตัวไว้ ไม่กลับมาบ้านเกิดเมืองนอนของตน …..ควรส่งไปเรียนเป็นกลุ่ม ๆ 10-20 คน ในแต่ละสาขาวิชา พอกลับมาแล้วก็ให้แยกกับไปทำงานเพื่อให้เกิดผลผลิดตามที่ได้เรัยนให้ทราบไปแล้ว เช่นคนที่ไปเรียน “ต่อเรือ” (Ship Construction) จำนวนหนึ่งให้ส่งไปตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มหาวิทยาลัยละหนึ่งคน เพื่อสอนเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมา  ที่เหลือให้ส่งไปที่อู่ต่อเรือที่สร้างไว้รองรับแล้ว การสร้างอู่ต่อเรือให้ได้มาตราฐานตามที่กล่าวเป็นเรี่องใหญ่มาก จำเป็นต้องได้ต้นแบบที่ดี (อาจจะต้องส่งคนไปดูงานการวางโคลงสร้างอู่ที่ญี่ปุ่น อเมริกา หรือในยุโรป เช่น เยอรมัน แล้วแต่ว่าเราต้องการที่จะใช้เครื่องมือ การประกอบตัวเรือ เครื่องจักร เครี่องกลที่ผลิดที่ใหนรวมทั้งเครื่องอะไหร่ที่จำเป็นจะต้องใช้กับเรือที่ต่อ ในประเทศไทย ระยะต้น ๆ อาจจะต้องใช้เครื่องจักรกลต่าง ๆ จากต่างประเทศไปก่อน รอจนกว่าเมื่อไรเราจะผลิดได้เอง ต่อไปในอนาคตด้วย) ….ครับท่าน ฯ ผมว่าเรา น่าจะทำได้ภายในระยะ 30-50 ปี นะครับ …และถ้าทำได้เราก็จะเป็นชาติที่เจริญมากชาติหนึ่งในเอเชีย….ผมเชื่ออย่างนั้น เละเชื่อว่าเมือถึงขั้นนั้น ประเทศต่าง ๆที่อยู่รอบ ๆ เราก็จะพลอยเจริญขึ้นตามเราไปด้วย …… การค้าขายกันระหว่างประเทศเรากับประเทศเพื่อบ้านจะราบรื่นขึ้น เมื่อเขาต้องการของที่ผลิด คือสินค้า และเทคโนโลยี่จากเรา…. ขอให้เป็นอย่างนั้น ….ขอให้เป็นอย่างนั้น …ในแนวความคิดของผม ๆ คิดว่าท่าน ฯ น่าจะเข้าไปช่วยเขาในเรื่องเหล่านนี้ด้วย    นะครับท่านฯ.

            “ลองดู”

“ควรจะลอง  ลองแล้ว อาจได้เงินใช้บ้าง…..นะครับท่านฯ”

“เห็นด้วย….ว่าควรทำ”

“ท่านนายกฯ ครับ….เรื่องของทรัพยากรบุคคลที่จะมาใช้ในระดับชาตินั้นจำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนระยะยาว ต้องทำการฝึกมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ อยู่ ให้คำว่า “ เพื่อชาติ …เพื่อไทย.”  ฝั่งแน่นในความรู้ของคนไทยรุ่นต่อไปตอลดเวลาด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทย….ท่านฯ ครับ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2535 ผมไปสิงค์โปรประจำ อยู่สิงค์โปรครั้งละ 3-4 เดือน ได้มีโอกาสพูดคุยกับคนสิงค์โปรมาก …มีอยู่ครั้งหนี่งผมถามเขาว่า เขาเป็นคนจีนใช่หรือไม่ เขาตอบว่า “ไม่ใช่ เขาเป็นคนสิงค์โปร”  ผมถามต่อไปอีกว่า “เชื้อสายจีนใช่ใหม” เขาตอบว่า “ไม่ใช่ คนที่อยู่ในสิงค์โปรคือคนเชื้อชาติสิงค์โปรทุกคน” ….ผมเคยไปถามคนที่น่าจะเป็นคนมุสลิมดูบ้างก็ได้คำตอบเช่นเดียวกัน …. ท่านฯ ครับ … พอมาถึงตรงนี้ผมจึงเข้าใจแล้วว่าทำไนบ้านเมืองของเขาเจริญกว่าเราในขณะนี้ …ทีนี้เราก็หันไปดู มนุษย์ที่อยู่บนแผ่นดินไทย ดูบ้าง  เราจะได้ยิน คำว่า “คนไทยเชื้อสายจีน” คนไทยเชื้อสายอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด…..นั่นหมายความว่าอย่างไร…ท่านคิดเอาเองก็แล้วกัน…ใครเป็นผู้ที่ทำให้เป็นเช่นนั้น …ใครเป็นผู้วางแผนในการแบ่งแยกคนไทย …ใครต้องการทำให้คนไทยแตกแยกความสามักคีกันด้วยนำเอาเชื้อชาติมาเป็นเครื่องมือ….เรื่องนี้ถ้า “สื่อ” ไม่เริ่ม …ไม่เรียก ไม่ออกข่าว …..ไม่สร้างลครให้เห็นเป็นเช่นนั้นแล้ว ..มันจะดูดีกว่านี้หรือไม่….ตลกมากเกินไปเสียแล้วครับคุณ ! ! ! ….แทนที่จะดูดีกลับกลายเป็นดูแล้วรู้สึกว่า “อ้ายหมอนี่ทะลึ่งมาก….ไม่รู้จักอะไรเป็นอะไร …ไม่รู้จักว่าใครเป็นใคร…. ไม่รู้จักให้เกียรติซึ่งและกัน เมื่อคนไทยด้วนกันไม่รู้จักให้เกียรติกัน แล้วอ้ายมนุษย์หน้าไหนในโลกนี้จะมาให้เกียรติผู้นำของเราอย่างจริงใจบ้าง …..ทะลึ่งเสียจนเกินขอบเขตแล้ว  ทะลึ่งจนไม่รู้ที่ต่ำที่สูงแล้ว “……

 

นี่ก็เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ผมไม่ชอบประชาธิปไตยละครับ…ผมไม่ชอบคนเดียวนะครับ ….ถ้ายังมีสี่งชั่วร้ายเหล่านี้แฝงตัวอยู่……..ท่าน..ครับ  เรื่องของประชาธิปไตยที่เกินขอบเขตนั้นเป็นเรื่องที่หน้าเป็นห่วงมาก เมื่อมันเกินขอบเขต คือไม่มีขอบเขตมันก็หมายความว่าเป็นความคิดทีเลื่อนลอยไปอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง อย่างไม่มีขีดจำกัด ไร้พรมแดน …ความคิดอย่างนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และมันก็ได้สร้างความล่มจมให้กับชาติบ้านเมืองมาแล้วด้วย การเห็นขาวเป็นดำ การเห็นดำเป็นขาว เห็นผิดเป็นถูก  ฯล และการเห็นผิดเป็นถูกนี้เอง มันได้ ทำให้คนบางกลุ่มเกิดความรู้สึกอยากเป็นสัตว์เดียรฉานขึ้น มาบ้าง  คือคิดว่าง่ายดี อยากทำอะไรก็ทำได้ ประชาธิปไตรเสียอย่าง…เพื่อสิทธิมนุษย์ชนเสียอย่าง ….เมื่อดีกรีมันแก่เข้า..ทีนี้ก็จะถึงขั้น…. อยากนุ่งผ้าก็นุ่ง  อยากจะแก้ผ้าเดินกลางถนนก็แก้ เหมือนสุนัขอย่างไรอย่างนั้น  … แน่นอนครับท่าน…เมื่อคนต้องการทำตัวให้เหมือนสุนัข .. .. และถ้าสื่อต่าง ๆ  และท่านที่ได้ชื่อว่าเป็นเสาหลักของบ้านเมืองไม่ช่วยกันดูแล ว่ากล่าว ตักเตือน หรือ ออกกฎหมายมาควบคุมเสียก่อน แต่กลับนิยมชอบกันเหลือเกิน … ให้การสนับสนุนกันครึกโครมไปหมด เช่นนี้แล้วอีกไม่นานละครับ ท่าน ฯ…คงได้เห็นคนผสมพันธุ์กันกลางถนนเหมือนสุนัขบ้างละครับ.  ท่านว่าเป็นอย่างไรดีไหมละ ครับ …แน่นอน…คนดี ต้องบอกว่า “ไม่ดี”  คนไม่ดี ก็ต้องบอก “ ดี “….คนที่บอกว่าดี ..คือคนที่มีความหวัง…เผื่อจะได้วิ่งเข้าไปร่วมวงกับเขาด้วย เป็น  “เซ็กหมู่ กลางถนน” เหมือนหมา…อย่าไรอย่างนั้น……เมื่อถึงขั้นนี้ ….บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร…คิดดูซิ..  คงจะมีการทะเลาะวิวาทกัน ฆ่ากันตาย ไม่เว้นแต่ละวัน เพราะแย่ง “ตัวเมีย”กัน จะไม่มีใครรู้จักกฎหมาย ไม่รู้ระเบียบแบบแผน … เรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่ต้องพูดถึง  หมดไปนานแล้ว เมื่อถึงขั้นออกจากบ้านมาผสมพันธ์กันกลางถนนแล้วจะต้องพูดกันอีกทำไมถึงเรื่อง  “ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของไทย” ไม่ต้องพูดกันอีกแล้ว หมดสมัยเพราะไม่มีใครกล้าห้าม ไม่มีใครกล้าปราม เพราะต่างฝ่ายต่างก็ต้องการเอาใจไวรุ่น เพื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไป… เพื่อการเลือกตั้งคราวหน้าจะได้เลือกให้เข้าไปตีฝีปาก เหมือนเช่นจำอวดให้ประชาชนชมในสภาอีก …และนี่ก็คือ  “ความสำเร็จที่ยี่งใหญ่ของนายทีสามารถละลายพฤติกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงานของไทยให้สลายหมดไปได้ภายในระยะไม่กี่ปี” 

“ผมฟังแล้วรู้สึกว่าจะทำยาก เพราะทั่วโลกไม่ยอมรับ เราต้องอยู่ร่วมโลกกับเขา จะไปทำขวางโลกไม่ได้”

“ผมต้องขออภัยท่าน เป็นอย่างมากที่จะเรียนให้ท่านทราบว่า ..ได้…และขอยืนยันเลยครับ….ว่าได้แน่ ๆ  …..  ถ้าประชาชนคนไทย ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ส่วนใหญ่เห็นด้วย  ที่ว่าเห็นด้วย คือเห็นด้วยกับแนวคิดที่ถือเอาผลประโยชน์ และ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติเป็นหลัก”

                        “คุณจะทำอะไรของคุณ? ที่พูดนั่นนะหมายความว่าอย่างไร?”

                        “จริง ๆ แล้วมันมีความหมายของมันอยู่ในตัวชัอเจนดีอยู่แล้ว”

                        “คุณมีวิธีการณ์ที่จะดำเนินการอย่างไร”

                        “ง่ายนิดเดียวครับท่าน…..ให้ประชาชาชน….พิจารณานโยบาย… ผลงาน…บุคคลากร…ฯล ของพรรค การเมืองที่เห็นว่า ดีที่สุด แล้วลงคะแนนให้พรรคนั้นได้เป็นรัฐบาลติดต่อกัน… 8 ปี ….12 ปี….16 ปี….20 ปี..ไปเลื่อย ๆ…. ทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปตามที่ผมเรียบให้ทราบ …ครับท่าน”

                        “ฟังตั้งนาน โลงอกไปที”

 

            เรื่องราวของราชวงศ์บ้านพลูหลวงเป็นเรื่องที่น่าจะนำมาเปรียบเทีนบดูความน่าจะเป็น ว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่ามันเหมือนกับเหตุที่เกิดในระยะนี้ในหลายเรื่องราว…….เรื่องของพระเจ้าเสือ (คนนี้แสป...เป็นลูกนอกคอก ผ่าเหล่าผ่ากอ จริง ๆ แล้ว เป็นพระโอรส ของพระนารายมหาราช ที่เกิดกับนางสนม แล้วไปฝาก พระเพทราชาเลี้ยงไว้เลยกลายเป็นอย่างนั้นไป) ก็น่าคิด…คนอย่างนี้หรือที่ รักชาติบ้านเมือง คนอย่างนี้หรือที่ รักประชาชน คนที่เขียนประวัติศาสตร์ เพื่อให้เห็นว่า..พระเจ้าเสือเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดี  รักชาติบ้านเมืองและประชาชน…น่าจะมีผลประโยชน์ร่วมกันมา ตั้งแต่ครั้งปู่ ย่า ตา ทวด ….โน้น..ๆ    มากกว่า  ในรัชการของพระเจ้าเสือนั้น สมัยนั้นในกรุงศรีอยุธยาคงจะเต็มไปด้วยพวก “ประจบสอพลอ”   พวก  “นายว่าขี้ข้าพลอย”  พวกขุนพลอยพยักเต็มเมืองไปหมด จึงปล่อยให้พระเจ้าเสือกระทำการอันไม่สมควร ….ที่ว่าไม่สมครวนั้นเพราะไม่อยู่ในทศพิศราชธรรม  นั่นก็ยังไม่น่ารังเกียจ… แต่ที่น่ารังเกียจคือ..ชอบข่มขืนกระทำชำเราเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีประจำเดือน ใครทนได้ก็รอดตัวไป ใครทนไม่ได้จะเอาพระบาทกระทืบจนตายแล้วนำศพออกทางประตูหลังวังที่เรียกว่า “ประตูผี”   นี่หรือคือคนที่รักชาติบ้านเมือง….รักประชาชน ….เขาทำกันอย่างนี้หรือ? …ไม่ใช่แล้ว..ท่าน

  พระเจ้าเสืออยู่ในราชสมบัติไม่นาน คงจะมีคนสาปแช่งมาก อายุจึงสั้น คืออยู่ในราชสมบัติเพียงแค่ 6 ปีก็สิ้นพระชนลง พระโอรสองค์ใหญ่ของพระองค์ได้ขึ้นครองราชสมบัติ เรียกพระนามหลายอย่าง เรียกว่า  สมเด็จพระศรีสรรเพ็ชญ หรือเรียก พระภูมินทราชา  หรือเรียก ขุนหลวงท้ายสระ หรือเรียก พระเจ้าอยู่หัวทรงปลา เพราะโปรดเสวยปลาตะเพียนมาก ถึงกับออกกฎหมายห้ามราษฎรทั้งประเทศจับปลาตะเพียนกิน ด้วยมีพระประสงค์ที่จะเก็บปลาตะเพียนทั่วทั่งประเทศไว้เสวยแต่พระองค์เดียว….(เป็นอย่างไร..คนนี้ก็ไม่เลวนะ…..จริง ๆ แล้วเลวทั้ง “โคตร” นั่นละ ….คนนี้ก็แสบเหมือนกัน …..แสบเหมือนพ่อนั่นละ)

พอพระมหากษัตริย์ พระองค์นี้สิ้นพระชนลงก็เกิดสงครามกลางเมือง สงครามแย่งราชสมบัติ เป็นสงครามที่ยิ่งใหญ่กว่าที่มีในประวัติศามตร์ของกรุงศรีอยุธยา เป็นการต่อสู้กันระหว่างน้องชายกับลูกชายของพระเจ้าอยู่หัวทรงปลา ซึ่งน้องชายเป็นฝ่ายมีชัย พระโอรสของพระเจ้าอยู่หัวทรงปลาสององค์ถูกฆ่าตาย และคนที่สงสัยว่าจะเป็นพวกน้องก็ถูกฆ่าตายตามไปเช่นกัน มีพวกขุนนางและเจ้านายบางองค์ถูกหาความเอาแหวนทองไปซ่อนไว้ใกล้ตำหนัก แล้วมาคันได้ หาว่าเป็นกบฏ ถูกจับไปประหารชีวิตเสียจำนวนมาก ข้าราชการเก่าแก่สองคนคือ พระยาพิไชยราชา และพระยายมราช หนีเรื่องยุ่งยากไปบวชอู่ที่สุพรรณบุรี ยังถูกไม่ไว้วางใจ เกรงจะไปซ่องสุมผู้คน มาแย่งราชสมบัติ สมเด็จพระอนุชาธิราช ส่งคนไปแทงตายคาผ้าเหลียง ทั้งสองท่าน และด้วยมือที่เปื้อนเลือดดังกล่าวนี้ สมเด็จพระอนุชาก็ได้ขึ้นครองราชสมบัติ เรียกว่า “ สมเด็จพระบรมโกศ “  ในระหว่างที่ครองราชสมบัติอยู่นี้ ฆ่าลูก ฆ่าเมีย  และนี่ละ คือผลของคำสาปของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ปรากฏให้เห็นอย่างรุนแรงขึ้นในครั้งนี้อีก …..

 ท่านฯ ครับ เห็นหรือยังว่า…จริงอย่างที่สุภาษิตจีนกล่าวว่า “ถ้าไม่เหี้ยม ไม่ได้เป็นฮ่องเต้” (เหี้ยม กับ เหี้ย มันใกล้กันนะครับ)

สมเด็จพระบรมโกศ มีพระโอรส 7 พระองค์ คือ.-

·       องค์ที่ 1.   คือกรมขุนเสนาพิทักษ์ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือ เจ้าฟ้ากุ้ง เป็นโรคสำหรับบุรุษ และคุดทราด แล้วยังถูกหาว่าเป็นชู้กับพระชายาของพระชนก ถูกเคี่ยน และถูกเอาเหล็กเผาไฟแดงนาบจนตาย

·       องค์ที่ 2.   คือกรมขุนอนุรักษ์มนตรี ซึ่งมีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าเอกทัศ  เป็นโรคเรื้อน จนราษฎรเรียกว่า ขุนหลวงขี้เรื้อน

·       องค์ที่  3.   กรมขุนพรพินิต พระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าอุทุมพร เป็นคนดีกว่าคนอื่น ถูกพม่าจับไปขังไว้ที่เมืองพม่า เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง

·       องค์ที่  4.  กรมหมื่นเทพพินิธ  มีเรื่องน่าเกียจน่าชัง ภายหลังถูกสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชประหารชีวิต

·       องค์ที่  5 .  กรมหมื่นจิตรสุนทร

·       องค์ที่  6 .  กรมหมื่นสุนทรเทพ

·       องค์ที่  7 .  กรมหมื่นเสพภักดี

ทั้งสามองค์สุดท้ายนี้ถูกพี่น้องด้วยกันเองสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทร์

ทั้งสามองค์

ราชวงศ์ที่โหดร้าย ราชวงศ์ที่นองเลือด ได้นำมาซึ่งการอวสานของกรุงศรีอยุธยาในปี พ.. 2310 

 

ท่านฯ ครับ…นี่คือคำสาปแช่งของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งทำให้เราเห็นได้อย่างชัด ๆ ว่า พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เราคนไทยถวายพระนามมหาราชนั้น ย่อมทรงมีอนุภาพที่จะสาปแช่งคนที่ประพฤติชั่วร้าย ให้ได้รับผลอันน่าสยดสยองไปจนชั่วลูกชั่วเหลน ฉะนั้น เรื่องที่เกี่ยวกับผู้ได้ก่อคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ จึงเป็นเรื่องที่ใครจะทำเล่น ๆ ไม่ได้ ถ้าพระองค์มิได้เป็นเทวราชในพระองค์เอง ก็อาจมีเทวดาช่วยพยุงอานุภาพของพระองค์ คำที่พระราชพร หรือคำสาปแช่ง อาจจะเกิดผลได้จริง ๆ … จริง ๆ นะ..ท่านฯ ครับ  …ท่าน ฯ ทำแต่ความดี สร้างสรรค์บ้านเมือง และประเทศชาติ ผลแห่งความดีนี้จึงตกเป็นของท่านตามที่เห็น ๆ กันอยู่ ผมขอให้ท่านฯทำต่อไปนะครับ อย่าไปคิดมากกับคนที่ไม่พอใจท่าน  ว่า ท่าน เสียๆ หาย ๆ เป็นของธรรมดา แต่คนที่ชอบท่านก็มีมากนะครับ และมากกว่าคนที่ไม่ชอบเสียอีก มิฉะนั้นแล้วท่านฯ และ พรรคของท่านคงไม่ได้รับเสียงข้างมากหลอก..นะครับ ..ท่านฯ.

 

วันนี้เท่านี้ก่อนนะครับ วันหน้าว่ากันใหม่ 

สวัสดีครับ

อดิศัย

4/22/2001  12:43:40  AM

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

            จากเรื่องราวของราชวงศ์บ้านพลูหลวง ในสมัยที่ปกครองกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น  ในขณะที่ภายในราชสำนักกำลังมั่วสุมกันด้วยความสนุกสนานกันด้วยเรื่องตันหาราคะ  สกปรกโสมม จนเป็นโรคที่สังคมรังเกียจติดต่อกันหลายชั่วคน ทั้งชายและหญิง ฝ่ายหญิงก็ไม่เลวนะครับท่านฯ มีประวัติที่น่าทึ่ง น่าคิด และน่าศึกษาเหมือนกัน อำนาจของความรัก …จากผลของความงามของสตรีเพส …ความอ่อนหวาน ….ความนุ่มนวลทั้งกริยามารยาท.. การพูดการเจรจา และอีกหลาย ๆ อย่าง จนสุดท้ายก็จะต้องรวมทั้งการปรนนิบัติกับสามีในการครองเรือนด้วย ฯล ด้วยเหตุนี้ ท่านผู้ใหญ่สมัยโบราณ จึงสอนนักสอนหนาว่า..ให้ระวังนะ.. ระวังให้ดี อย่าหลงผู้หญิงจนไม่ลืมหูลืมตา จะเสียหายต่อชาติบ้านเมือง… ให้จำไว้ให้ดีก็แล้วกันว่า .-

 “มารยาหญิง สองพันห้าร้องเล่มเกวียนขนไม่หมด …ต้องระวัง…สิ่งที่ต้องระวังให้มาก คือ….ช้างศาล …. งูเห่า … ข้าเก่า … และเมียรัก”

ใครไปดูหนังเรื่อง “สุริโยทัย” คงเห็นแล้วนะครับว่า เมีนรักนั้น ฆ่าสามีได้แนบเนียบมาก สามีนั้นกว่าจะรู้ตัวก็สายเกินกว่าจะแก้แล้ว ในที่สุด ผลที่ได้รับจากความรักที่มีต่อภรรยา คือ “ความตาย” เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะหาว่าผู้ชายเป็นฝ่ายเลว ฝ่ายเดียวอย่างนั้นหรือ เห็นออกมาตีฝีปากฉอด ๆ  จะให้ออกกฎหมายมาควบคุมผู้ชาย โดยฉะเพาะ ผู้ชายเจ้าชู้มีภรรยาหลายคน ….อะไรกันก็ไม่ทราบได้ … ทำไมถึงไม่เข้าใจอะไรกันบ้างเลย คอยมองแต่ว่าผู้ชายนั้นจะรังแก แต่ผู้หญิงฝ่ายเดียว ทำไมถึงไม่มองว่าผู้หญิงที่รังแกผู้ชายก็มีถมไป …. ชอบอ้างกันนัก…อ้างความเสมอภาคตามกฎหมาย..อ้างว่า … ผู้ขายเข้าไปได้..”แล้วทำไม ฉันผู้หญิงจะเข้าไปไม่ได้” …ทำไมในเมื่อผู้หญิงนั้นมีสิทธิ์ทางกฎหมายเท่าผู้ชาย..น่าสงสาน….น่าสมเพทเวทนามาก…ทำไมถึงไม่รู้จักแยกแยะบ้าง ครับ…ครามเสมอภาคทางกฎหมายกับขนบธรรมเนียมประเภณีที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมาหลายชั่วคนนั้น มันคนละเรื่องกัน จะเอามาก้าวก่ายกันไม่ไดั ..ยิ่งระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายด้วยแล้วจะเอาความเสมอภาคที่ธรรมชาติกำหมดให้มี … ที่ธรรมชาติกำหมดให้เป็นหน้าที่ของแต่ละคนมาสับเปลี่ยนหรือแลกเปลี่ยนกันเพื่อให้เกิดความเสมอภาคกันตามกฎหมายไม่ได้  เช่นเป็นต้นว่า ผู้หญิงจะมาอ้างว่า เมื่อเวลาฉันตั้งท้องนั้นลำบากมาก เพื่อความเสมอภาคตามกฎหมาย ผู้ชายต้องเป็นผู้อุ้มท้องบ้างนะ…..คราวนี้ฉัน….คราวหน้าต้องเป็นเธอนะ…มันไม่ได้…มันไม่ได้จริง ๆ นะที่รัก  ….  ถ้าทำได้ทุกอย่างในร่างกายของทั้งหญิงและชายก็ต้องสลับสับเปลี่ยนกันใช้ได้ซินะที่รัก  ตานี้ฉันใช้ของฉันคราวหน้าฉันจะเอาของเธอมาให้บ้าง มาเป็นของฉัน แล้วเธอก็เอาของฉันไปใช้รองสลับสับเปลี่ยนกันบ้างนะ… ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้…ธรรมชาติได้กำหนดไว้ตายตัวอยู่แล้ว “ของใครของมัน”  และ “หน้าที่ใคร หน้าที่มัน” นั่นเป็นฟ้าลิขิต ใครก็ขัดขวางไม่ได้ …. ที่รักครับ…น้องต้องเข้าใจให้ดีนะ ขอให้เราเอาความจริงมาพูดกัน ขอความกรุณาอย่างคิดว่าเป็นเรื่องหยาบคาบนะครับ …พี่ไม่ใช่คนหยาบคายนะน้องรัก ….แต่ถ้าไม่พูดกันตรง ๆ ก็ยากที่จะเข้าใจได้ ….

หน้าที่หลักของผู้หญิง โดยธรรมชาติ หรือที่ธรรมชาติกำหมดให้คือการตั้งครรธ์ คือมีท้อง….แล้วก็คลอดลูก …แล้วก็เลี้ยงลูก ธรรมชาติจึงกำหนดให้ผู้หญิงต้องมี “เต้านม” เพื่อผลิดน้ำนมให้ลูกดูดกิน เมื่อยามลูกหิว … เต้านมของผู้หญิงไม่ได้มีใว้ใช้ในกิจการอื่นทำน้ำนมให้ลูกดื่ม…เมื่อยามหิว …พอแม่เลี้ยงลูกเติบโต แข็งแรงพอที่จะออกไปต่อสู้กับโลกภายนอกได้แล้ว แม่ก็จะปล่อยลูกไป….  ก็จะถือว่าหมดหน้าที่ของแม่ ….ส่วนหน้าที่ของผู้ชาย หรือ พ่อคือ ออกไปอาหารมาเลี้ยงภรรยาและบุตร …ออกจากถ้ำ เข้าป่าไปหาผลไม้ ..ไปจับสัตว์..ล่าสัตว์ ด้วยมือเปล่า ๆ (เมื่อมีมนุษย์เกิดขึ้นในโลกเป็นครั้งแรก) และมีอันตรายอยู่รอบด้าน ..เพราะฉะนั้นธรรมชาติจึงสร้างให้ผู้ชาย มีความแข็งแรงกว่าผู้หญิง ความแข็งแรง ความดุร้ายของผู้ชาย ที่ธรรมชาติมอบให้ เพื่อการดำรงค์อยู่ของขีวิตทั้งครอบครัว และของต้วเองด้วย การปกป้องดูแลครอบครัว เป็นหน้าที่ของฝ่ายชาย  และความแข็งแรงของผู้ชายจะหมดไปเมี่อเจอกับอาวุธที่ร้ายกาจของผู้หญิงที่ธรรมชาติหยิบยื่นให้ผู้หญิงมาตั่งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาในโลกนี้ตั้งแต่ตรั้งแรกแล้ว ไว้เพื่อสยบความ แข็งแรงและความดุร้ายของผู้ชาย คือ ความอ่อนหวาน อ่อนช้อย นุ่มนวน หน้ารัก ฯล  ผู้ขายทุกรายมักจะถูกผู้หญิงสยบด้วยความอ่อนหวาน หน้ารัก หน้าสำผัสเสมอ ทุกราย ….ถ้าผู้หญิงเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นแม่ศรีเรือนทีดี นั่นก็คือถ้าผู้หญิงดี ผู้ชายดีปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น ไม่จำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาบังคับผู้ชายอีกแล้ว ละ..แม่คุณ… เพราะกฎหมายเก่าก็มีแล้วเพียงพอแล้ว  แต่ในระหว่างสองสามี-ภรรยา นั้นถ้ามีคนหนึ่งคนไดไม่ดี …แน่นอนมันก็ต้องเกิดเป็นเรื่องขึ้นเท่านั้น มันก็อยู่ที่ว่าใครจะไปพบกับคนดีหรือคนชั่วเขา ก็ต้องดูกันเอง ….ใครตาดีได้ ตาร้ายเสีย …เพราะมันมีทั้งดีและชั่วปะปนกันอยู่ …..โบราญท่านจึงว่าไว้ว่า  “หญิงก็ร้าย ชายก็ชั่ว” เข่นนี้แล้วมันก็ขึ้นกับกรรมเก่าที่แต่ละคนสร้างกันมาแต่ชาติปางก่อนอีกนะครับ

เมื่อพูดถึงหน้าที่ของผู้หญิง โดยธรรมชาติจัดสรรค์ให้ว่าคือ  การตั้งท้อง คลอดลูก และ เลี้ยงลูก แล้ว   ทีนี้ก็ต้องพูดถึงหน้าที่ของผู้ชายที่ธรรมชาติมอบให้มาบ้าง…..หน้าที่ของผู้ชายที่ธรรมชาติมอบให้คือ การขยายเผ่าพันธุ์มนุษย์ หน้าที่นี้ธรรมชาติมอบให้เพื่อไม่ให้มนุษย์ศูนย์พันธ์ไปจากโลก …ทั้งมนุษย์ผู้หญิง และมนุษย์ผู้ชายก็คือสัตว์โลกชนิดหนึ่ง … ที่ธรรมชาติกำหนดให้การทำหน้าที่ขยายพันธุ์ไว้ในขอบเขตหนึ่ง เช่นผู้หญิง การตั้งครรธ์ การเลี้ยงลูกเป็นงานหนักจึงเห็นว่าผู้หญิงต้องพักผ่อนก่อนผู้ชาย  …ธรรมชาติจึงกำหนดให้ผู้หญิงไม่ต้องตั้งท้องมีลูก หรือ/คือไม่ต้องเลี้ยงลูกอีกเมื่ออายุสี่สิบกว่า ๆ …ส่วนผู้ชายธรรมชาติทราบว่าการทำหน้าสืบพันธุ์ไม่ใข่งามหนักอะไร  จึงให้ผู้ชายทำหน้าที่ขยายเผ่าพันธุ์ไปได้เลื่อย ๆ ตราบเท่าที่ร่างกายยังแข็งแรงสมบูรณ์ดีอยู่…ดู ๆ แล้วก็เหมือนกับว่าธรรมชาตินั้นไม่เป็นธรรม จริง ๆ แล้วมันเป็นความเป็นธรรมและเหมาะสมอยู่ในตัวของมันแล้ว.มันมีความเสมอภาคและเท่าเทียมกันโดยธรรมชาติในระหว่างผู้หญิงและผู้ชายอยู่แล้ว …..ที่แม่เจ้าปะคุณพูดออกมาว่าผู้ชายเจ้าชู้ชอบมีภรรยาน้อยหลายคนนั้นเป็นคนไม่ดี… ต้องลงโทษให้หนักนั้นนะผิดแล้ว ….จริง ๆ แล้วมีผู้ขายเป็นส่วนน้อยที่ชอบอย่างนั้น  ไม่ใช่ผู้ขายทุกคนจะเป็นอย่างนั้น …. คืออยากมีภรรยาหลายคน.. แต่สมัยโบราณ การแพทย์ ยังไม่เจริญ การคลอดลูกของผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงต้องเจ็บป่วยมาก ทั้งภายนอกและภายใน ไม่อาจจะตั้งท้องมีลูกได้อีก เมื่อเป็นเช่น โอกาศที่ผู้ขายจะทำหน้าที่ขยายเผ่าพันธุ์ก็ไม่มี …..และเพื่อความคงอยู่ของมวลมนุษย์ชาติ  ท่านศาสดา มะหะมัส ท่านจึงอนุญาติให้ผู้ชายมีภรรยาได้ 4 คน โดยทุกคนจะได้รับการดูแลจากฝ่ายสามีที่เท่าเทียมกันหมด….พี่ว่าน้องน่าจะเข้าใจนะ ….  ปัญหาจะไม่มีอีกเช่นกัน….ถ้าภรรยาหลวงหรือเมียหลวง เป็นกุลสตรีที่ดีเป็นแม่ศรีบ้าน แม่ศรีเรือนที่ดี รู้จักปรนนิบัติสามี อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ทำตัวให้เป็นที่น่าเบื่อหน่ายของสามี เรื่องมากเมื่อสามีจะหลับนอนด้วยต้องอย่างนั้นอย่างนี้..บางคนก็ข่มเหงสามี  ทำต้วเหมือน “แม่” ของสามี ฯล เช่นนี้แล้วมันย่อยเป็นของธรรมดาที่สามีจะไปหาคนที่เอาอกเอาใจกว่า ซึ่งมันจะก่อให้เกิดความรู้สึกทางเพศที่ดีกว่า เพื่อทำหน้าที่ ที่ธรรมมอบหมายให้มา  มันเป็นความกดดัดตามธรรมชาตินะน้องรัก…พี่ไม่ได้เข้าข้างผู้ชายหรือตัวเองนะครับ…แต่มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ …ต้องขออภัยด้วย…ถ้าไม่สุภาพ..ขออภัยครับ

น้องรัก น้องทราบหรือเปล่าว่า ผู้หญิงที่มีสามีมากก็มี แต่ไม่ค่อยจะมีใคร่ทราบ ในสังคมเรา ๆ เพียงแต่รู้กันว่า มีแต่ผู้ชายเท่านี้นั้นที่มีภรรยามาก จริง ๆ แล้วผู้หญิงที่มี สามมีมากก็มี นะครับ น้องทราบหรือเปล่าละ   ว่าเธอผู้นั้นเป็นใคร ถ้าไม่ทราบ พี่จะบอกให้ก็ได้ว่า เธอผู้นั้น คือ ...”มหาราชินีแห่งรัสเซีย หรือ/คือ พระนางคัธริน” พระองค์ มีสามี คิดแล้ว ประมาณ 800 คน เห็นจะได้ ...เป็นอย่างไรบ้างละน้องรัก ......ผู้ชายกับผู้หญิงใคร แสบกว่ากัน ...โบราญท่านพูดไว้ไม่ผิดดอกครับว่า “หญิงก็ร้าย  ชายก็ชั่ว”...มันพอ ๆ กันนั่นละ เพราะฉะนั้น ก็อย่าเรียกร้องร้องอะไรให้มากนักนะ ...น้องรัก...เอาพอดี ๆ  ดีกว่า นะครับ

เรื่องที่ผู้ชายชอบรังแกผู้หญิงนั้นมัน ก็มีเช่นกัน …ส่วนใหญ่จะมีในหมู่คนที่ไร้การศึกษา …(ในคนมีการศึกษาก็มี แต่น้อย เช่น กรณีย์ ของหมออะไรนั่นนะ)….คนที่ไม่ได้รับการอบรมมาดีเท่านั้น เหมื่อนกับที่คุณชายถนัดศรี ท่านบอกว่า

“ แม่คุณเอย บางกอกจะเจ้า ส่วนที่เขา คนดีก็มีถม 

เจ้าไปคุ้นคนพาลมารสังคนไม่อบรมในหมู่ของผู้ดี ………มั่นละครับมันถึงได้เกิดเป็นปัญหาขึ้น……..จริง ๆ แล้ว ..หลาย ๆ อย่างในตัวผู้หญิงนั้นเมื่อรวมกันแล้วจะมีอานุภาพร้ายแรงมาก อาจจะร้ายแรงกว่าระเบิดปรามนูเสียอีกไม่จำเป็นจะต้องไปเรียกร้องอะไรอีกให้มันยุ่งยากและมากไปกว่านี้อีกเลย ….ผู้หญิงถ้ารู้จักใช้สิ่งที่ธรรมชาติมอบไห้มาอย่างชาญฉลาด และมีประสิทธิ์ภาพแล้ว …ระเบิดปรามนูหรือจะสู้ได้ …. ลูกระเบิดปรามนูตกที่เมืองฮิโรชิม่า และ นางาซากิ เพียงแต่ทำให้เมืองนั้น ๆ พัง คนในเมืองตายทั้งเมือง ตาย แต่มารยาหญิงนั้นทำให้ประเทศชาติทั้งประเทศ พินาจยับเยินมาแล้ว … ทำให้ชาติไทยฉิบหายล่มจมทั้งชาติจนแทบจะไม่มีชิ้นดีเลยมาแล้วเมื่อปี 2310 …..ท่านฯ ก็คิดดู และเปรียบเทียบเอาเองก็แล้วกันนะครับ….ว่าอะไรมันจะร้ายแรงกว่ากัน ระหว่าง ปรามนู กับ มารยาหญิง…เดียวจะเล่าให้ฟัง…

คนสมัยนี้ ถ้าใครพูดถึงเรื่องชาติบ้านเมือง เขาก็บอกว่าเป็นคนไม่ทันสมัยบ้าง เป็นเรื่องตลกบ้าง อะไรต่อมิอะไรมากมายสุดแท้แต่เขาจะสันหาคำมาเยาะเย้ยถากถาง แต่ถ้าพูดถึงเรื่อง “การก่อสร้าง” โดรงการใหญ่ ๆ ละก็ เขาเหล่านั้นจะตั้งอกตั้งใจฟังแล้วก็คิดไปด้วยว่า “งานนี้จะได้เท่าไร” เขาจะฟัง …ฟัง …ฟังด้วยความตั้งใจ แล้วก็คิดไปด้วยว่า จะบวกกี่เปอร์เซ็นต์ จึงจะได้กันอย่างทั่วถึงทั้งกลุ่ม  เมื่อมันเป็นกลุ่ม และมีมากขึ้น มากขึ้นจากกลุ่มเป็น กอง จากกองเป็นกรม จาก กรม เป็นกระทรวง  พอเป็นการะทรวงที่นี้ก็เป็นระบบใหญ่ขึ้นไปอีก คือกลายเป็น “พรรค”  ทีนี้ถ้าหลาย ๆ พรรคละความพินาศล่มจมก็จะมาถึงชาติบ้านเมือง และประชาชนคนไทยจะเดือดร้อยไปทุกหย่อมหญ้า  ทั้งคนเดินถนนและนั่งรถยนต์ส่วนตัว เพราะรถติด ติดเพราะการขุดถนน  ขุดกันไม่รู้จักจบจักสิ้น  ขุดกันตั้งแต่ผมเพิ่งจะแตกเนื้อหนุ่ม  จนบัดนี้ ผมอายุ  65 ปี เข้าไปแล้วเขายังไม่เลิกขุดกันเลย  ไม่ทราบว่าอะไรกันนักกันหนา อยากจะฝากท่าน  ฯ ช่วยบอกพวกนักขุด นักทุบ นักตัด ..ฯล ทั้งหลายให้เพลา ๆ กันหน่อยเถิดครับ … ท่าน ….ท่านฯ ครับ ความจริงแล้ว การสร้างทางด่วน ก็ดี การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสายสำคัญ ๆ ก็ดี  การสร้างอาคารที่ทำการของหน่วยงานราชการก็ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้  ถ้ามันมีความจำเป็นจริง ๆ มันก็ดี ในเมื่อมันจำเป็นไปตามความเจริญของบ้านเมือง มันมีความจำเป็นตามประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งต้องทำ   แต่ที่ไม่จำเป็นและไม่ควรทำ  คือ  การทุบและทำลายอาคารที่เป็นของเก่าแก่ ที่จะแสดงให้เห็นถึงศิลปวัฒนธรรมของคนรุ่นก่อน ถ้าอาคารเหล่านั้นยังอยู่ในสภาพที่ดี ที่พอจะซ่อมแซมใช้ได้ ก็ควรจะอนุรักษ์เอาไว้ก่อน นะครับ…ท่านฯ …ผ่านไป ๆ .

 

            เมื่อตอนที่กรุงศรีอยุธยาใกล้จะแตก ใกล้จะเสียแก่พม่าผู้ชาญฉลาด ที่ว่าชาญฉลาดนั้นเพราะพม่ารู้ว่าทหารไทยหมกน้ำยาที่จะรักษาบ้านเมืองของตัวเองแล้ว จึงยังไม่ยกทัพกลับทั้งที่ฤดูฝนกำลังจะมา น้ำเหนือกำลังจะหลากลงมาท่วมกองทัพ …..

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 )

ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า .-

            “ เจ้านาย และผู้ดีก็พากันสวิงสวาย (สวิงสวาย คือ ดัดจริต) กลัวอะไรต่อมิอะไร ตั้งแต่ฟ้าร้องเป็นต้น  เรื่องที่จะเล่าต่อไปถึงเรื่องจะยิงปืนต้องบอกศาลา  มีในที่อื่นคล้ายกัน เช่น จดหมายเหตุหลวงอุดม และมีคำเล่าถึงเรื่อง หม่อมเพ็ง และ หม่อมแพน  ซึ่งเป็นคนขวัญอ่อนกลัวปืน ”

            (มีนักประวัติศาสตร์บางกลุ่นได้พยายามแก้ต่างให้กับเหตุการณ์ตอนนี้ว่า ที่ต้องให้บอกศาลานั้น เพราะกระสุนดินดำใกลจะหมด…….เป็นเรื่องแปลกนะท่านฯ … มันใกล้จะหมดไปได้อย่างไร ….ในเมื่อยังไม่ได้ยิงข้าศึกเลยสักนัดเดียว..แต่เราก็ต้องฟังไว้ แล้วก็พิจารณาเอาเอง… ขอเตือนไว้อย่างหนึ่งว่า อย่าโง่นะ….)

เรื่องนี้ ก็มี เรื่องเล่ากันว่า ทางฝ่ายทหารไทยหมดปัญญาที่จะรักษาอธิปไตยของชาติไว้ได้แล้ว ด้วยการรู้ความสามารถ ฝีไม้ลายมือ และความกล้าหาญแล้ว ก็ได้แต่หวังธรรมชาติช่วย  คือหวังให้น้ำเหนือหลาก พม่าจะได้ยกทัพกลับ แต่พม่าก็ไม่ยกทัพกลับ  พอดีมีข่าวเข้ามาในกรุงว่า มังมหานรธา  แม่ทัพฝ่ายใต้ของพม่า ได้ป่วยถึงแก่ความตายที่ค่าย ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านสีกุก  พวกบรรดาขุนนางสอพลอ ต่างก็สรรเสริญเยินยอขุนหลวงขี้เรื้อนกันเป็นการใหญ่ ว่าเป็นเพราะบุญญาภินิหารของขุนหลวงขี้เรื้อน จึงทำให้แม่ทัพพม่าตายไปหนึ่งแล้วโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ( น่าสมเพช…นะ )  เมื่อเป็นเช่นนี้ทางฝ่ายไทยเลยไม่ทำอะไรเลย  คอยแต่จะให้เทพเจ้าช่วยต่อไป  มิหนำซ้ำยังสั่งห้ามไม่ให้ทหารยิงปืนใหญ่ใส่ข้าศึกอีกด้วย  เหตุผลหรือท่าน  “ ง่ายนิดเดียว “  คือ  “ กลัวอีตัวตกใจ “  ง่ายไหมละครับท่าน  ถ้าเป็นสมัยนี้นะหรือ ก็เพื่อ “สิทธิมนุษย์ชน” (สิทธิในการร่วมประเวณีอย่างไรละครับท่าน) เพื่อความเมตตา.. เพื่ออะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ….แล้วในที่สุด ขุนหลวงขี้เรื้อน (มาเกิดใหม่) ก็จะสั่งว่า .-

            “  อย่าไปยิงเขา เพื่อเห็นแก่เพื่อนของเรา  เรามันเพื่อนกันทั้งนั้น …เรากำลังจะเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า…ฯล “

            ใช่เลย  ….  ใช่แล้วครับท่าน …ที่เรากำลังจะเปลี่ยน สนามรบให้เป็นสนามการค้า  เราไม่รบแล้ว … เราจะส่งผงชักฟอกไปขายพม่า ถุงละ 5 บาท  พม่าเขาก็ส่งมาขายให้เราเหมือนกัน  สินค้าของเขาเป็นเม็ด ๆ ละ 150 บาท เม็ดเล็กนิดเดียว มีคนที่เรียกตัวเองว่า “คนไทย”  หรือพูดว่า “ฉันนี่ละคือคนไทย มีบัตรประจำตัวที่รัฐบาลไทยออกให้ มีเมืองไทยเป็นบ้านเกิดเมืองนอน บางคนยังมี..สี…เสียด้วย เป็นตัวแทนจำหน่าย  .. เป็นอย่างไรบ้างละครับ  นโยบายเปลี่ยนสนามรบ ให้เป็นสนามการค้า  ทีนี้พอเปลี่ยนเสร็จเรียบร้อย ทุกคนต่างก็ลืม เรื่อง “ศักดิ์ศรีของชาติ “ … ลืมเรื่องศักดิ์ศรีของตัวเอง ลืมเรื่องความมั่นคงของชาติ  … ลืมเรื่องความอยู่รอดของชาติบ้านเมือง  …  ลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ลืมแม้กระทั่งสิ่งที่ตนเองเคยปฏิญาณไว้ต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายในโรงเรียน ลืมสิ่งที่ตนเคยปฏิญาณไว้ต่อหน้าแถวทหารทุก ๆ  วัน ก่อนที่จะเดินแถวไปรับประทานอาหาร หรือ เข้านอน ว่า .-

“ ตายเสียดีกว่าที่จะละทิ้งหน้าที่ “  

 หน้าที่..ที่สำคัญที่สุดของทหารคือ รักษาอธิปไตยของชาติ  ไม่ใช่คุมตลาดอย่างที่บางท่านเข้าใจกันนะครับท่าน…ที่สำคัญ นาย ต้องเอาใจใส่ต่อลูกน้อง หรือ ผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องให้ความสำคัญกับนายทหารประเภท ข. ให้เท่าเทียมกันกับประเภท ก. ในบางเรื่องราวในบางกรณีย์ นะครับท่านฯ ครับ ผมฝากเพื่อน ๆ มาด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงใจ

เมื่อลืมคำปฏืญาณ…ลืมเพลงชาติที่ตนเคยร้องอยู่ เสียแล้ว สิ่งที่จะเข้ามาแทนที่ก็คงจะไม่พ้นเรื่องของ “เงิน” และจะนึกอยู่อย่างเดียวว่าทำอย่างไรจึงจะขายของที่ไปรับเขาเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายให้ได้มาก ที่สุด เท่าที่จะมากได้ เพื่อให้ได้เงินมาก ๆ   เพื่อจะได้รวยเร็วขึ้น .. รวยแล้วจะได้เอาเงินไปชื้อรถยุโรป ราคาแพง ๆ ขี่ โก้ดี ทำให้คนยกย่องนับถือมากที่เห็นขี่รถยุโรป ราคาแพง ๆ เพระคนไทยส่วนใหญ่ถึงแม้ว่าจะฉลาดขึ้นมากแล้วแต่ก็มีบางส่วนที่ยังโง่อยู่ ไม่ได้พิจารณาว่า คนที่ได้ชื่อว่ารวยนั้นไปเอาเงินมาได้อย่างไร ได้มาจากการช่อราชบังหลวง …โกงกินชาติบ้านเมือง .. ได้มาจากการโกงเพื่อนร่วมชาติ .. ค้าทาส (ผู้หญิง) …โกงแรงงานเพื่อนร่วมชาติเยี่ยงทาส (ผู้ชาย และเด็ก) …ได้มาจากการขายยาบ้า .. ยาอี ..ฯล …หรือได้มาด้วยความสะอาดบริสุทธิ …

            “  สังคมและสื่อมวลชนไม่ควรให้ความสำคัญกับวัตถุนอกกาย  มากกว่าคุณงามความดีของคน “….

            “ สื่อมวลชน ควรลงข่าว ออกข่าว แนะข่าว ประโคมข่าว ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรม จารีดประเพณีที่ดี ข่าวการทำคุณงามความดีของคนในชาติให้มากหน่อย ข่าวการฆ่ากัน ยิงกัน  ควรลดลงให้น้อยกว่านี้หน่อย

การออกข่าวของสื่อมวลชนควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ๆ ที่จะปล่อยออกมาแล้วทำให้เสียหายต่อศักดิ์ศรีของประเทศชาติ ถ้าลืมไปไม่รู้ว่าอะไรคือศักดิ์ศรีชาติ และจำเป็นอย่างไรที่จะต้องรักษาศักดิ์ศรีของชาติไว้ ก็ให้ไปถาม “จีนแดง” หรือ “เวียตนาม”  …เองนะครับท่านฯ …

เมื่อคืนวันพุธที่ 25 เมษายน 2544 เวลาประมาณ 1900 ผมดูข่าวของ ITV ถึงตอนที่ท่านนายกทักษิณ ไปเยือนเวียตนาม ข่าวก็ว่าไปเลื่อย ๆ  ผมดูแล้วก็รู้สึกชื่นชอบท่านนายก ฯ มาก มากเพราะอะไรไว้ว่ากันทีหลัง… ตอนนี้มาดูตอนสุดท้ายของข่าวนี้ก่อน…..ท่าน ฯ ครับ  … ท่านเชื่อหรือไม่ว่ามีคนไทยเป็นล้าน ๆ คนที่เห็นภาพนี้  แต่จะมีความรู้สึกอย่างผมหรือเปล่าไม่ทราบ … หรือว่าผมตาฝาดไปเพระมีอายุแล้ว ตาคงฝ้ามัว จึงเห็น

“ ธงชาติไทยถูกชักขึ้นคู่กับธงชาติของเวียตนาม แต่อยู่ต่ำกว่า ธงชาติเวียตนาม “ 

นี่มันหมายความว่าอย่างไร ? …ใครรู้บ้างช่วยตอบที……ผู้ที่เคยเป็น นักเรียนทหาร คงทราบดี เพราะต้องเคย  ถูกอบรมสั่งสอนมาจากในโรงเรียนคนละ 5 ปี เป็นอย่างน้อยต้องรู้… ต้องรู้จักความหมายของธงชาติเป็นอย่างดี และจะต้องรู้จักวิธีที่จะปฎิบัติต่อธงชาติด้วย เช่น การชัก การพับธง การเชิญธงหรือการถือธงชาติเพื่อไปชัก ฯล  ท่านนายกทักษิณ ท่านเคยเป็นนักเรียนทหารมาท่านก็ทราบ ใครมีโอกาศคุยกับท่าน ฯ  ลองถามท่านดูก็ได้ (แต่อย่าถามเพื่อทำลายแบบฝ่ายค้านถามนะครับ ถามอะไรให้ประชาชนเข้าเห็นว่าเป็นการสร้างสรรค์หน่อย) ว่าธงชาติไทยนั้นมีความหมายกับชาติไทยอย่างไร และจะต้องปฎิบัติอย่างไรกับธงชาติ เช่น การชัก การพับ การเก็บรักษา การนำพา ฯล …

การที่สื่อมวลชนไทยไปถ่าย ธงชาติไทยที่ชักในพิธีสำคัญ ๆ ระดับชาติ ในต่างประเทศ แล้วมาเผยแพร่ให้คนทั้งโลกได้เห็น ทั้ง ๆ ที่ธงชาติของตัวเองชักอยู่ต่ำกว่าธงชาติของชาติอื่นนั้น…..มันหมายความว่าอย่างไร….จะไปตีความหมายเป็นอย่างอื่นคงจะไม่ได้ นอกจากจะบอกว่า “ไม่รู้เรื่อง” …. ในเมื่อสื่อมวลชนยังไม่รู้เรื่อง แล้วประชาชนธรรมดา ๆ  อย่างผมจะไปรู้เรื่องได้อย่างไร  สรุปแล้ว  ขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ของชาติ  ไม่รู้ความหมายของธงชาติ ของตัวเอง ก็เท่ากับไม่รู้จัก “ชาติ” ของตัวเอง เมื่อไม่รู้จักชาติ ก็ไม่รู้จักเพื่อนร่วนชาติ เมื่อไม่รู้จักเพื่อนร่วมชาติ  ความรัก ความสามัคคีกันในชาติจะมีได้อย่างไร เมื่อไม่มีความรักความสามัคคีกันในชาติ จะไปทำสงครามร่วมกันในสนามรบได้อย่างไร ผมหมายความทั้งสงครามที่ต่อสู้กันด้วยอาวุธ เพื่อการประหักประหารกัน เหมือนที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองยกมาตีเมืองไทย และยึดเมืองหลวงของประเทศไทย คือ กรุงศรีอยุธยาได้ และอภิเษก พระมหาธรรมราชาธิราช เป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ทรงพระนามว่า

“ สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช”

ครองราชบังลังก์เมื่อวันศุกร์ เดือน 12 ขึ้น 6 ค่ำ  ปีมะเส็ง พ.. 2112 ประเทศไทย ซึ่งมีกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จึงตกเป็นประเทศราชของพม่ายาวนานถึง 15 ปี

            ท่าน ฯ  การเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในครั้งแรกนั้น ไม่ได้เสียเพราะความอ่อนแอทางด้านการทหาร  แต่เสียเพราะการทรยศต่อชาติของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของไทยเอง โดยพระเจ้ากรุงหงสาวดีบุเรงนอง  หลังจากที่ได้พยายามตีกรุงศรีอยุธยา เท่าไร ก็ตีไม่ได้ พระเจ้าหงสาวดีฯ จึงทรงเล็งเห็นว่า ประเทศไทยนั้น ไม่ได้มีการอบรมสั่งสอนให้เยาวชนรุ่นหลัง ๆ  รักชาติบ้านเมืองอย่างจริง ๆ จัง ในทางตรงกันข้ามรัฐฯ ยังมุ่งเน้นการอบรมเยาว์ชนไปในรูปแบบ  “มอมเมาเยาว์ชนให้มัวสุมกันในเรื่องของอบายมุข ”เพื่อให้ง่ายแก่การหาเสียง,  การปกครอง  หรือให้ปกครองง่าย และ การหาเงิน การลงทุนที่เกี่ยวกับธุรกิจบันเทิง หรือขายธุรกิจบันเทิงให้กับเยาว์ชน  รวมสรุปเรียกว่า .-

            “ การมอมเมาเยาว์ชน”

พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง พระองค์ท่านทราบดีว่าในวงการข้าราชการไทยทั้งข้าราชการประจำ และข้าราชการการเมืองเต็มไปด้วย.

 “ การช่อราชบังหลวง (Corruption)”

ดังนั้นพระเจ้าหงสาวดีฯ จึงส่งสายเข้าไปในกรุงศรีอยุธยาเพื่อสร้างความอ่อนแอให้กับกองทัพไทย ผู้ที่พระองค์ท่าน ฯ ส่งเข้าไปนั้นเป็นข้าราชการไทยชั้นรัฐมนตรี มีบรรดาศักดิ์เป็น “เจ้าพระยา” …มีอำนาจในการสั่งการมากพอที่จะทำให้กองทัพไทยอ่อนกำลังลง จนไม่อาจต้านทานกำลังของฝ่ายพม่าได้ในที่สุด ….

ผู้ทรยศต่อชาติผู้นี้คือ “ เจ้าพระยาจักรี”  เจ้าพระยา(รัฐมนตรี)ผู้อกตัญญูต่อผืนแผ่นดินไทยที่เป็นที่อยู่ที่กิน มาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย….. รัฐมนตรี…ผู้ อกตัญญูต่อเชื้อชาติ สัญชาติ และเผ่าพันธ์ของตัวเอง… รัฐมนตรี…..ผู้อกตัญญูต่อ องค์พระมหากษัตริย์ที่ได้ชุบเลี้ยงมา… ให้ทั้งเหรียญตรา…ทั้งสายสะพายทั้งซ้ายและขวา ..จนเต็มหน้าอกไปหมด …จนแทบจะไม่มีที่ติดอยู่แล้ว…ยังไม่สำนึกถึงบุญคุณ …. ยังทำกับประเทศไทย …และชนชาติไทย..เพราะเห็นแก่  “ เงิน” ได้ถึงเพียงนี้….

เขาทำอย่าไรหรือท่านฯ …ครับ …….เจ้าพระยาจักรี เข้าไปในกรุงศรีอยุธยา ยุแหย่ (นักการเมืองไทยมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้มาก ประเทศเพื่อนบ้าน ใครอยากได้วิชานี้มาศึกษาได้จากนักการเมืองไทยนะครับ) ขุนนาง และนายทหารไทย จนปั่นป่วน แตกแยกกันทั้งกองทัพ  จนในที่สุดพม่าก็ตีกรุงศรีอยุธยาได้ ……..เมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ตีกรุงศรีอยุธยาได้แล้ว ก็ได้ปูมบำเหน็จรางวัล ให้  “เจ้าพระยาจักรี” อย่างสาสมเหมือนกัน  … คือให้เอาไปตัดหัวเสียบประจาน โดยให้เหตุผลง่าย ๆ ว่า.-

“  แม้แต่กับบ้านเมืองตัวเองยังทรยศได้ ! ”

ท่าน ฯ ครับ…..นั่นเป็นเรื่องของคนไทยที่ทรยศต่อชาติเมื่อ 432 ปี มาแล้ว …ตอนนั้น คนไทยทุกคนคงเจ็บปวดในเรื่องนี้มากนะครับ…แล้วก็พูดว่า  “ไม่เอาแล้ว…ไม่เอาแล้ว…เข็ดแล้ว …เข็ดแล้ว…ต่อไปจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว … จะรักใคร่กลมเกลียวกันในระหว่างคนในชาติ …  จะไม่ทรยศหักหลังเพื่อนร่วมชาติอีกแล้ว ..เข็ดแล้ว…จะร่วมแรงร่วมใจกัน…เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน…. จะร่วมรักสมัครสมานสามัคคีกันในชาติ…เพื่อความเจริญของประเทศชาติ….ฯลฯ ”  …..อะไร ต่อมิอะไรอีกมากมาย สุดที่จะบรรยายให้หมดได้ เมื่อยามที่คนไทยเกิดความเจ็บปวดจากเพื่อนบ้าน ของเรา แต่เวลาร่วงเลยไปประมา ณ 200 ปี โดยประมาณทุกอย่างก็จะถูกลืมหมด…..ตอนนี้…..ขณะนี้ …ปี พ.. 2544  คนอย่างเจ้าพระยาจักรี เกิดขึ้นในเมืองไทยมากมาย …..แต่รูปแบบการทรยศต่อชาติผิดกันออกไป  …..คนในยุคบัจจุบันถ้าจะทำลายชาติ จะทำด้วยการ.-

“ เป็นใจให้เงินตราไหลออกนอกประเทศ …ด้วยการทำสัญญาว่าจ้างให้อ่อนไว้ ให้บริษัทต่างชาติได้ผลประโยชน์มาก ๆ แล้วเอาผลนั้นมาแบ่งกันกิน ….ยินยอมให้แรงงานของไทย  แรงงานของชาติ ตกไปเป็นทาสรับใช้คนต่างชาติ  โดยที่แรงงานเหล่านั้นไม่ได้รับผลตอบแทนกลับสู่ประเทศไทยเท่าที่ควรจะได้ทั้งนี้ก็ เพื่อแรกกับเงินตอบแทนเฉพาะตัว เล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อคน ๆ เดียว หรือ กลุ่มเล็ก ๆ เพียงกลุ่มเดียว   เป็นใจและเต็มใจที่จะรับจ่างคนต่างชาติมาก่อ Mob เพื่อขัดขวางการพัฒนาประเทศ เพื่อทำให้ชื่อเสียง เกียรติภูมิ ของชาติเสียหาย  บางพวกรับจ้าง…หรือเป็นลูกจ้างของ “นาย” คอยโฆษณา ปลุกปั่นให้ประชาชนเกีนจชังรัฐบาท ที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อขัดขวางความเจริญ ของประเทศชาติ ไม่ให้เจริญทัดเทียมกับ “นาย” คนพวกนี้จะทำตัวเป็นทาสน้ำเงินของนายทุนต่างชาติ โดยไม่คำนึงถึงชาติ กำเหนิดของตัวเองคนพวกนี้เกิดมาหนักแผ่นดิน เสียชาติเกิด และเมื่อเกิดมาแล้วก็ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนที่ดีจากพ่อ-แม่ หรือที่เรียกว่า …พ่อ-แม่ไม่สั่งสอน ”

ประชาชนคนไทย ที่อยู่ในประเทศไทย ที่ฟังวิทยุภาคภาษาไทยจากต่างประเทศ ที่มีคนไทยเป็นผู้ประกาศข่าว ต้องระวังตัวให้ดี อย่าโง่ ให้เขาจูงจมูกได้ ต้องตั้งสติให้มั่น และแยกแยะให้ดีว่า อะไรจริงอะไรเท็จ  ฟังแล้วพิจารณาว่าอะไรที่จะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียกับการบริหารราชการของแผ่นดิน ก็อย่าไปฟังมัน เพราะมั่นคือเจตนาที่มันจะยุแยกให้ท่านเกียจชังรัฐบาลของท่านเอง….ท่านต้องเข้าใจว่า รัฐบาลทำงานให้ท่าน  ถ้ารัฐบาลทำงานไม่ได้ผล สุดท้ายผลเสียหายจะตกกับตัวท่านเอง  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นหน้าที่ของท่านโดยตรงที่จะต้องช่วยกันป้องกันรัฐบาลให้เต็มความสามารถท่าน เพื่อให้รัฐบาลของท่านทำงานให้ใด้ผลสูงสุด เพื่อผลลัพย์นั้น ๆ จะได้ตกเป็นของเราทุกคน…นะครับท่าน ฯ

ท่าน ฯ….ครับ…เรื่องการร่วมมือกับต่างชาติโดยฉะเพาะอย่างยิ่ง “นาย” แลีวทำร้ายเพื่อนร่วมชาติของท่านเอง มันได้ส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับชาติบ้าน นับเป็นมูลค่ามากมาย มหาศาล เป็นหมื่น เป็นแสน หรือ เป็น ล้าน – ล้าน  USD มาแล้วทั้งใน อดีต  และ ปัจจุบัน

ประเทศชาติเสียหาย แต่มีคนกลุ่มเล็ก ๆ เพียงไม่กี่คนได้ผลประโยชน์ ได้ประโยชน์เพราะ เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ยอมทำหน้าที่ของตัวเอง อาจจะมีผลประโยชน์ร่วมด้วยหรือเปล่าผมก็ไม่ทราบได้ เรื่องหนึ่ง หรือส่วนหนึ่งที่จะเป็นตัวอย่างที่ดี ที่พอจะหยิบยกขึ้นมาพูดกันให้เห็นได้ชัด ๆ คือ.-

“  การพานิชยนาวีของไทย ”

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องยาว ต้องพูดกันมาก เพราะมันได้เกิดมานาน หมักหมมมาตั้งแต่ปี พ.. 2416 เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติลงใหม่ ๆ ..เรื่องก็มีอยู่ว่า…ไทยในฐานะที่เป็นฝ่ายนะสงครามจึงได้ยึดเรือของเยอรมัน ไว้เป็นเรือเชลย 9 ลำ คือ

เรือแก้วสมุทร      เรือผ่านสมุทร     เรือเด่นสมุทร     

เรือศรีสมุทร        เรือปิ่นสมุทร       เรือเดินสมุทร

เรือแล่นสมุทร     เรือท่องสมุทร     เรือเยี่ยมสมุทร

เมื่อเรือทั้ง 9 ลำนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของไทย

“จอมพลเรือ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต “

ในฐานะเสนาบดีกระทรวงทหารเรือสมัยนั้น ได้ทรงจัดตั้งบริษัท“ พานิชย์นาวีสยาม”ในพระบรมราชูปถัมภ์ขึ้น โดยมี พระยาโชฎิกราชเศรษฐี  (ผ่อง โชติกพุกนะ)เป็นผู้จัดการคนแรก  ซึ่งนับว่าเป็นการตั้งกิจการพานิชย์นาวียุคใหม่ขึ้นเป็นครั้งแรก และต่อมาราวปี พ.. 2461 บริษัทนี้ก็ต้องปิดตัวลง โดยขายกิจการให้ญี่ปุ่นไป  ต่อมาอีก 22 ปี คือ ปี พ.. 2483 รัฐบาลในสมัยนั้น ได้จัดตั้ง  “ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ”  ขึ้นและก็ล้มรุกคลุกคลานมาเลื่อยจนบัดนี้ ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เรือสักลำก็ไม่มีเป็นตัวของตัวเอง นี่หรือที่เคยเรียกกันอย่างโก้หรูมาในสมัยหนึ่งว่า. “ THAI  NATIONAL LINE”

 

ท่าน  ฯ ครับ …..ผมขอฝากท่าน ฯ ไว้ด้วยนะ ครับว่า .-

            “ การที่จะพัฒนาเศรษกิจและสังคมแห่งชาติ ให้มีความเจริญสูงสุดได้นั้น จะต้องทำในทุก ๆ ด้านพร้อม ๆ กัน  ถ้าทำแต่ฉะเพราะทางใดทางหนึ่ง หรือด้านใดด้านหนึ่งแล้ว มันจะฉุดกัน กล่าวคือ ด้านที่ไม่ได้ทำ จะฉุดเศรษฐกิจส่วมรวมให้ต่ำลง เป็นตัวถ่วงความเจริญของประเทศชาติ  เช่นเดียวกับพวก “Mob”รับจ้าง  นั่นละ ที่เป็นตัวถ่วงความเจริญของชาติ ” 

            พวก  .”MOB”  รับจ้าง นี้น่าจะเป็นพวกลูกหลานของเจ้าพระยาจักรี หรือ พระยามาร กลับชาติมาเกิด เพราะเอาเปรียบสุนัขหรือหมาที่ควรจะได้มาเกิดก่อนคนพวกนี้ หรือที่ท่านผู้ใหญ่แต่โบราณกาลเรียกว่า:-“ พวกชิงหมาเกิน”

นั่นละครับท่าน…ต้องระวังให้ดี… ถ้ากำจัดได้…ให้กำจัดเสียให้หมดก่อน…..  ก่อนที่ชาติบ้านเมืองจะล่มจมอีกครั้ง …. อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยนะครับท่านฯ “ อย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”ขอย้ำสักนิดนะครับ.

รงนี้สำคัญมากนะครับ ต้องดูให้ดี อย่าให้เหมือนกับเมื่อตอนที่ฝ่ายไทยไม่ทำอะไรเลย คอยแต่จะให้เทพเจ้าช่วย พม่าก็ยกเข้าประชิดกำแพงเมือง ตั้งปืนใหญ่ยิงเข้ามาในตัวเมือง บ้านเมืองพังพินาจยับเยิน  ครั้นเราจะยิงบ้างก็ยิงไม่ได้ต้องขออนุญาติก่อน เพื่อจะให้พวกแม่โฉมงามขวัญอ่อนที่อยู่ในวังอุดหูก่อน เมื่อทุกคนอุดหูเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงจะสั่งออกไป ทางทหารปืนใหญ่จึงจะยิงได้ (ท่านที่เป็นทหารทั้งใหญ่และเล็กทั้งหลาย ทั้งทหาร บก ทหารเรือ ทหารอากาศทั้งหลาย ท่านรองพิจารณาสถานการณ์บ้านเมืองเอาเองก็แล้วกัน เมื่อมันเป็นเช่นนี้ ทหารจะรบได้อย่างไร จะป้องกันบ้านเมืองได้อย่างไร เมื่อมีนายเลว ๆ อย่างนั้น ) …….  แต่ต่อมาวันหนึ่งเสียงปืนใหญ่ได้ดังขึ้นโดยไม่มีการบอกกล่าวเข้ามาที่ศาลาลูกขุน  และแม่พวกโฉมงามขวัญอ่อนตกใจขวัญหายเพราะไม่ทันรู้ตัว

            “ ทูลกระหม่อมแก้ว”  เสียงของแม่โฉมงามขวัญอ่อนนางหนึ่งร้อง  …  “ อ้ายพวกไพร่มันยิงปืนอีกแล้ว”

ขุนหลวงขี้เรื้อนให้ไปเอาตัวมาลงโทษ  เสนาบดีก็ไปเอาตัวบุคคลที่ยิงปืน คือพระยาตากสินมาชำระความ

            “ พม่ายกเข้ามา จะไม่ให้ผมยิงได้อย่างไร” พระยาตากสินให้การแก่เสนาบดี

            “ พม่ายกเข้ามาก็ยิงไม่ได้ เพราะฝ่ายในยังไม่ได้อุดหู”   ท่านเสนสบดีว่า

            “ แล้วจะให้ผมทำอย่างไรในเมื่อพม่ายกเข้ามา” พระยาตากสินถาม

            “ ต้องบอกเข้ามายังศาลาลูกขุน ศาลาลูกขุนต้องกราบทูลเข้าไปข้างใน ข้างในบอกกลับออกมาว่าอุดหูเรียบร้อยแล้ว จึงจะยิงพม่าได้”

            “ ถ้าเช่นนั้นพม่าก็เข้าถึงกำแพงเมืองแล้ว”

            “ ก็จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเป็นพระบรมราชโองการ เพราะฝ่ายในกลัวหูแตก”

            “ หูแตกกับกรุงแตก ข้างไหนจะร้ายแรงกว่ากัน”  พระยาตากสินถาม

 

ครับท่าน….ตรงนี้เอาเท่านี้ คงจะพอเข้าใจแล้วนะครับว่า ใครคือผู้ที่ทำให้กรุงแตกกันแน่  “ไทย” หรือ “พม่า”   (ทำตัวเองทั้งนั้น แล้วยังไม่จำ)

 

            ผมมีจดหมายส่งทาง Email จากคนกลุ่มหนึ่ง น่าจะเป็นเด็กรุ่นใหม่ ที่รักและเป็นห่วงบ้านเมืองของเขา  เขาส่งมาให้ผม ผมรู้สึกขอบคุณเด็ก ๆ กลุ่มนี้เป็นอย่างมาก และจะขออนุญาตส่งต่อมายังท่าน ฯ และผู้ที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องแต่ละเรื่องเพื่อให้ท่านสั่งการให้ฝ่ายที่รับผิดชอบแบ่งงานกันไปทำ

            เรื่องนั้นมีอยู่ว่า .-

 

พม่าเป็นชาติที่ฉลากกว่าไทย ๆ …..

ด้านการค้า

ไทยส่งสินค้าไปขาย พม่าส่งยาบ้ามาขาย กำไรกว่า ได้เปรียบดุลการค้ามหาศาล แถมเป็นการบ่อนทำลายกำลังพลของไทยด้วย

            ด้านการทหาร

ไทยส่งหน่วยสอดแนมเข้าไปในพม่า 20 คน พม่าส่งหน่วยจารกรรม สอดแนม มาเป็นคนงานมากกว่า 600,000 คน เข้าไปในทุก ๆ จังหวัดของประเทศไทย แม้กระทั่งในคุก

            ด้านการลงทุน

นักธุรกิจไทยนำเงินและวิชาการบริการไปให้พม่าฟรี ๆ เพียงแต่พม่าให้เช่าที่ดินทำบ่อนการพนันเท่านั้น

            ด้านการต่างประเทศ

พม่าอยู่เฉย ๆ ไทยก็ต้องเข้าไปหา ไปรายงานตัวเหมือนเป็นเมืองขึ้น ถ้าเมืองไทยมีผู้นำใหม่ จะต้องรีบไปรายงานตัวกับพม่าเป็นประเทศแรก

            ด้านการประมง

ไทยส่งเรือไปจับปลาที่พม่า  ส่วนพม่าได้เงินค่าสัมประทานฟรี ๆ แถมถ้าอยากได้ปลา ก็ส่งเรือรบมายึดเรือประมงไป ได้ทั้งเงินค่าสัมประทาน  ได้ทั้งเรือ ได้ทั้งปลา ได้ทั้งลูกเรือชาวประมง (อะไรจะฉลาดปานนั้น)

            ด้านยุทธวิธีการรบ

ไทยยิงกระสุนไปที่พม่าหลายนัด ลงไปตกในพงหญ้า ป่าเขา ส่วนพม่ายิงมานัดเดียว ลงในเมือง ไทยต้องสั่งปิดพรมแดนทันที แทบจะยกธงขาวก็ว่าได้ ต้องอพยพชาวบ้านกันอุตรุด ระส่ำระสาย ไม่เป็นอันได้หลับได้นอน และทำมาหากินกันเลยทีเดียว แถมยังทำให้ไทยต้องกัดกันเองอีกด้วย

            ด้านประสิทธิภาพการรบ

พม่ารุกแบบสายฟ้าแลบ เพียงทหารแค่ 10 คน บุกยึดโรงพยาบาลในตัวเมืองได้เลย ส่วนไทยไม่ต้องคิดบุกพม่าหลอก บิน ๆ อยู่ก็ตกเองแล้ว

            ด้านการข่าวกรองสืบราชการลับ

พม่าส่งสายสืบเป็นเด็กสาว ๆ มาเป็นหมอนวดสืบข่าวได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือทหาร ต่างก็ไปใช้บริการให้ข้อมูลทั้งหมดทันที

            ด้านความมั่นคงของประเทศ

พม่าไม่กลัวอภิมหาอำนาจใด ๆ ในโลก ไม่ว่าชาติไหน ตัวอย่างเช่นอเมริกัน ไอ้กันทำอะไรพม่าไม่ได้ก็เจ็บแค้นมาบีบกลุ่มเอเชี่ยน ให้ช่วยจัดการ ส่วนไทยนั้นไอ้โซรอสคนเคียวก็ทำให้ประเทศไทยวิบัติบรรลัยมาจนถึงทุกวันนี้ 

            ด้านสัมประทานป่าไม้

พม่าให้สัมประทานตัดไม้ในพม่า ได้เงินค่าสัมประทานฟรี ๆ  เพราะนักธุระกิจจ่ายเงินให้พม่าเสร็จ แทนที่จะตัดไม้ในพม่ากลับมาตัดไม้ในไทย แล้วขนย้ายเขาไปในพม่า เพื่อแสตมป์ตราว่าเป็นไม้พม่า พม่าได้เงินฟรี ๆ แถมยังไม่ต้องเสียป่าไม้ แถมยังได้เงินคุ้มครองอีกต่างหาก

            เรื่องอวดประวัติศาสตร์ต่อชาวโลก

พม่าไม่ต้องเปลืองเงินสร้างหนังเพื่ออวดว่าพม่าเป็นชาติที่เก่งกว่าไทย ที่ยกพลมายึดประเทศไทย (หนังไทยที่พึ่งจะได้รับรางวัลมาก  ๆ ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ตัวเอกมี 4 ขาพึ่งจะตายไป)

            เรื่องการเก็บความรับของทางราชการ         

พม่าทุกคนถ้าถูกจับได้ พวกนี้ถึงฆ่าเขา เขาก็ไม่บอกความจริง เพราะเขาถูกฝึกมาเรื่องการรักษาความลับ และฆ่าตัวตายอย่างถูกวิธี  ส่วนไทยไม่มีความลับ โน้นวันอภิปรายในสภา มีอะไรก็มาแฉกันทุกเรื่อง ไม่มีการเซ็นเซอร์ พม่าหัวเราะใหญ่ เพียงติดจานรับสัญญาณ จาก UBC/TV ก็รู้หมด นำความลับนี้ไปวางกลยุทธ ยุทธศาสตร์การเมืองและการทหารเรียบร้อย

            เรื่องการเจรจาการทูตระดับประเทศ

ถ้าพม่าอยากจะเจรจากับรัฐบาลไทยในระกับสูง พม่าไม่ติดต่อโดยตรงกับรัฐบาลไทย เพียงแต่ให้พลทหารกระจอก ๆ ยิงปืนใหญ่สักนัดเดียว และใช้กำลังพลเพียง 10 คน เข้ามายังชายแดนไทย เท่านั้นรับรองได้ผล ผู้นำไทยกี่คนต่อกี่คนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  เรื่องอย่างนี้จะต้องเจรจาในระดับชาติ เพราะเป็นปัญหาซับซ้อนลึกซึ้ง  ตอบแบบนี้เลื่อยไป ตลอดเวลา พม่าก็จับทางถูก  ถ้าอยากเจรจาอะไรอยู่เฉย ๆ  ผู้นำไม่ต้องไปติดต่อกับไทยก่อน เดียวจะเสียเปรียบเพียงแค่กระสุนนัดเดียว พี่ไทยก็ตาลีตาเหลือก รีบมาเจรจาทุกเรื่องให้พม่าได้ทั้งหมด (ครั้งนี้ทักษิณก็เตรียมตัวไปเช่นกัน)

            เรื่องการส่งเสริมและส่งเยาว์ชนไปศึกษาต่อต่างประเทศ

ถ้าเยาว์ชนพม่าอยากเรียนต่อต่างประเทศ ก็ให้ทำทีมาประท้วงประเทศตัวเอง ที่หน้าสถานทูตพม่าในไทย เดียวก็มีองค์กรต่างประเทศ โดยการสนับสนุนของรัฐบาลไทยจักส่งให้ไปเรียนต่อยังต่างประเทศ แต่ถ้าใช้วิธีเก่าแล้วซ้ำซาก ก็ใช้วิธีใหม่  คือพยายามโปรโมดตัวเองว่าเป็น ผู้วิเศษ ลิ้นดำบ้าง แฝดจากพระเจ้าบ้าง แล้วก็ยกพลมาฆ่าคนไทย  เสร็จแล้วก็รีบเข้ามอบตัว ขี้คล้านผู้นำไทยจะรีบเข้าไปหา แล้วก็ถามว่า จะส่งไปเรียนต่อเอาไหม (เยาว์ชนพม่าทุกคนไม่ต้องเสียเงินเลยก็ได้ไปเรียนต่อต่างประเทศแล้ว)

            เรื่องสาธารณะสุข

ถ้าชาวพม่าคนไหนเป็นโรค พม่าไม่ต้องเสียเงินมารักษา เพียงแต่นำคนเป็นโรคมายังชายแดนไทยและให้หลบหนีเข้าไทย รับรองเมื่อถูกจับได้ รัฐบาลไทยโดยกระทรวงสาธารณะสุข จะจัดส่งหมอไปรักษาให้ฟรี ๆ โดยไม่คิดสตางค์

            เรื่องกรมราชทัณฑ์

นักโทษคนไหนทำผิดต้องได้รับโทษจำคุก พม่าจะไม่ต้องเสียเงินเสียทองมาดูแล เพียงแต่ไล่ให้หนีมาฝั่งไทย หางานทำเท่านั้นยังไม่พอ แล้วยังมาฆ่าคนไทยอีกต่างหาก

            พม่าไม่มีวันที่จะคิดว่าไทยจะเปิดศึกใหญ่ เพราะถ้าไทยเปิดศึก ใหญ่พม่าจะให้คนของเขายึดบางจังหวัดของไทยโดยทันที เพียงแต่คนของเขาแค่ใช้ตะเกียบเป็นอาวุธ ก็สามารถยึดทั้งจังหวัดได้แล้ว  จะทำให้ประเทศไทยเสียหน้าต่อประชาคมโลกมากขึ้น  (ก็จังหวัดสมุทรสาคร และ จังหวัดสมุทรสงครามนั่นละ คนพม่ามากกว่าคนไทย)

 

            ครับท่าน  …ผมเข้าใจว่าเด็ก ๆ ที่เขียนมาถึงผมเช่นนี้น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีว่า  ถึงอย่างไรก็ยังมีเด็กรุ่นใหม่ที่จะเติบโตปกครองบ้านเมืองต่อไปในเวลาอันสั้นนี้ ที่รักและเป็นห่วง หวงแหนบ้านเมืองยังมีอีกมาก  และอาจจะมากกว่าผู้ใหญ่ที่กำลังปกครองบ้านเมืองอยู่ขณะนี้เสียอีก….ที่เด็ก ๆ บอกว่าพม่าฉลาดกว่าไทยนั่นอาจจะเป็นในแง่ หรือในมุมมองของการทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมือง พม่าอาจจะฉลาดกว่า ….แต่ในแง่ หรือในมุมมองของการหผลประโยชน์ให้กับตัวเองแล้วไทยอาจจะฉลาดกว่าพม่านะครับ

            ขอให้พระสยามเทวาธิราชจงคุ้มครองประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราให้อยู่ตลอดปลอดภัยจากพญันตรายทั้งปวงด้วยเทอญ

 

สำหรับวันนี้ขอเท่านี้ก่อนนะครับ

สวัสดีครับ

อดิศัย

4/26/2001    5::27: 52  AM

 

สวัสดีครับ ท่าน ฯ

            ที่ต้องห่างไปในระยะนี้ก็เนื่องจากเหตุสองประการ คือ ป่วยเป็นไข้หวัด และ ต้องไป  Suggestion ว่าด้วยการป้องกันอันตรายและการรักษามลภาวะ เพื่อไให้เป็นไปตามอนุสัญญาระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยได้ไปเซ็นต์สัญญาเป็นสมาชิกร่วมกับเขามา ตามที่ IMO: International Maritime Organization เป็นผู้กำหนด  มีวิชาการที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า IMS : International Safety Management และ GMDSS :  Global Maritime Distress And Safety System  เสียหลายวัน จึงทำให้ขาดตอนไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ต้องขออภัยท่าน ฯด้วยครับ

            จริง ๆ แล้วผมก็ได้เรียนให้ท่านทราบไว้แล้วตั้งแต่ต้นว่า “เรื่องมันยาว” ต้องพูดกันมากจึงจะรู้เรื่อง ถ้าพูดกัน สั้น ๆ ก็ได้ แต่ไม่รู้เรื่อง   ที่ว่าไม่รู้เรื่องนั้นไม่ใช่ไม่รู้เรื่องจริง ๆ แต่ทำเป็นไม่รู้ ทำเป็นหูทวนลม ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเสียอย่างนั้น ละ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ถ้าจะตอบก็ต้องตอบว่า เพราะเรื่องของชาติบ้านเมืองนั้นพูดแล้วไม่ได้เงิน  ดีไม่ดี  นายเหมือศรีษะเขาที่อยู่นอกประเทศ อาจจะไม่พอใจ อาจจะโกรธ แล้วไม่หยิบยื่นส่วนที่เรียกว่า “ เก้าเจี๊ยะ” หรือส่วนที่ไทย ๆ เรียกว่า “ของสุนัขรับประทาน” มาให้ก็ได้.  

            เรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดี เรื่องของวัฒนะธรรม เรื่องของชาติบ้านเมือง “นาย”  ไม่ชอบ (คงจะเป็นนายคนเดียวกับที่ลงใน Website ; http://www.meechaithailand.com เมื่อวันที่ 2/3/44 และผู้รายงานถึงนายนี้ ได้รายงานไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2543 )  ที่ไม่ชอบ ก็เพราะว่าถ้าบ้านเมืองสงบ ประชาชนอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข รักใคร่กลมเกลียว เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มันก็ยากต่อการที่จะสอดแทรกเข้ามาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์บนผืนแผ่นดินไทย มันยากที่จะส่งกำลังเข้ายึดครอง แล้วกวาดต้อนผู้คน ขนทรัพย์สมบัติที่มีค่า มีราคากลับบ้านของเขา (นาย)

            เมื่อเราต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงคราม ซึ่งมีพระเจ้ามังระ ผู้เคยติดตามพระราชบิดา พระเจ้าอลองพญาเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.. 2303 นั้น เมื่อขึ้นครองเป็นกษัตริย์ของพม่าในปี พ.. 2306 แล้ว พระเจ้ามังระ ก็คิดแต่เรื่องที่จะตีเอากรุงศรีอยุธยาให้ได้ (และก็ได้จริง ๆ )  ครั้นเมื่อพระองค์สร้างเมืองอังวะเป็นราชธานีในปี พ.. 2308-9  แล้ว ก็ส่งกำลังทัพเข้ามาตีหัวเมืองต่าง ๆ และกวาดต้อนผู้คนตามรายทาง มุ่งที่จะตีเอากรุงศรีอยุธยาให้ได้  กองทัพพม่าในครั้งนั้นได้แยกกันยกทัพมาเป็นสองทาง คือ กองทัพเนเมียวสีหบดี ยกเข้ามาทางเหมือได้เดินทัพตีเอาเมืองชาน เมืองเชียงตุง เมืองเชียงใหม่ สามารถปราบกบฎ ลานนาได้สำเร็จ และได้ปราบเมืองลานช้างได้ทั้งหมด เมื่อสิ้นฤดูฝนในปี พ.. 2307 หลังจากที่เนเมียวสีหบดี ได้ตีเอาเมืองลำปาง เป็นที่ตั้งใน ในปี พ.. 2308 แล้วก็ได้กะเกณฑ์ผู้คนในหัวเมืองลานนาและลานช้าง รวมเป็นกองทัน โดยมีเจ้าฟ้าทางเมืองฝ่านตะวันออกของแม่น้ำสาระวินเข้าร่วมเป็นกองทัพใหญ่ เดินทัพเข้ากรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ฤดูแล้งเมื่อ พ.. 2308  พระเจ้ามังระเมื่อทราบข่าวว่า กองทัพของเนเมียวสีหบดี จะเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ก็มีบัญชาว่า

            “ เมื่อตีกรุงศรีอยุธยาได้แล้ว ให้ทำลายเมืองให้ย่อยยับ ให้สิ้นซาก แล้วจับเอาพระเจ้าแผ่นดินกับพระบรมวงศ์สานุวงศ์ ส่งไปเมืองพม่าให้หมด”

กรุงศรีอยุธยาจึงพังพินาดย่อยยับอย่างไม่มีชิ้นดีจริง ๆ  อย่างที่ไม่อาจจะซ่อมแซมก่อสร้าง แก้ไขให้กลับไปเหมือนดังเดิมได้อีกต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ … ทีนี้เมื่อพม่าเข้าเมืองได้เป็นอย่างไรบ้างละครับ ที่เดือดร้อนมากที่สุดและเป็นจำนวนมากก็คือประชาชนคนเดินถนนอย่างเรา ๆ นี่ละครับ …แล้วบรรดาแม่โฉมงามขวัญอ่อนทั้งหลายทีนี้คงหายอยากไปตาม ๆ กัน ละนะครับ  เมื่อพม่าเข้าเมืองได้ คงเหลวแหลกไม่มีชิ้นดีละนะครับ ( ถ้าเป็นสมัยนี้ กองทัพพม่าคงพังยับไปแล้ว เพราะติดเอดด์ จากแม่พวกขวัญอ่อนทั้งหลาย….ดีเหมือนกันนะท่าน.. เพราะเป็นการต่อสู้ที่ไม่ต้องลงทุน ลงแรงมาก ๆ นะครับ )

            ท่านฯ ครับ…..มีป้ายโฆษณาที่หน้าสนใจอยู่ป้ายหนึ่ง ซึ่งเขาเขียนข้อความไว้บนป้ายนั้นว่า .-

“ความผิดพลาดในอดีต คือ บทเรียบในอนาคต”

น่าฟัง….น่าฟัง ดี……….ถ้าใครขับรถไปตามทางด่วนขั้นที่ 1 เพื่อที่จะไปทางบางนา คงจะเห็นข้อความนี้ ซึ่งบังเอิญมาเข้ากับเรื่องนี้พอดีเลยนะครับ …ขอขอบคุณเจ้าของป้ายและผู้ให้แนวความคิดในการทำโฆษณานี้ด้วยครับ

สวัสดีครับ

อดิศัย

 5/11/2001   3:08:49  AM

 

 

 

            ส่วนทัพพม่าอีกทัพหนึ่ง ซึ่งมี มังมหานรธา เป็นแม่ทัพ ได้ยกกำลังเข้ามาทางใต้ก่อนแล้ว ตั้งแต่ปี พ.. 2307  เพื่อเข้าปราบกบฎที่เมืองทวาย เมื่อปราบได้แล้ว ก็รวบรวมระดมผู้คนจากเมืองหงสาวดี เมืองเมาะตะมะ เมืองมะลิต เมืองทวาย รวมเป็นกองทัพ พอเข้าฤดูแล้ง ปี พ.. 2308 จึงได้ยกกองทัพมุ่งที่จะตีเอากรุงศรีอยุธยา แต่ปรากฎว่ากองทัพได้มาถึงก่อน จึงได้แต่เที่ยวปล้นสะดม ริบทรัพย์ตามหัวเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองกุย เมืองปราณ เมืองสุพรรณ เมืองธนบุรี….ฯล   เมื่อปล้นเมืองรอบ ๆ พระนครได้หมดแล้ว … วันที่ 14 กันยายน พ.. 2309    กองทัพพม่า โดยการนำของ มังมหานรธา  จึงเข้าปิดล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ก่อน เพื่อรอกองทัพของเนเมียวสีหบดี เข้ามาสมทบจะได้เข้าตีพร้อม ๆ กันเลย

            ขอขัดจังหวะเล็กน้อยครับท่านฯ …ขอให้ท่านพิจารณาการวางแผนการเดินทัพ  การจัดวางกำลัง เสบียงอาหารสำหรับกองทัพ การสร้างขวัญ  และการให้กำลังใจกับทหารในกองทัพ ให้เกิดความหวังและฮึกเหิมในการที่จะไปแสวงหาเอาข้างหน้าในดินแดนของสัตรู เห็นหรือไม่ว่าพม่าไม่ใช่โง่นะครับ เป็นไปตามหลักพิชัยสงครามทุกอย่าง เรื่องผู้หญิงไม่ต้องเป็นห่วง มีเพียบในเมืองไทย  ผู้หญิงในเมืองไทยตอนนั้นกำลัง “ร่านจนริก ๆ ” เต็มเมืองไปหมด โดยฉะเพาะอย่างยี่งในวังของขุนหลวงขี้เรื้อน และเมื่อถึงตอนที่ชนะสงครามแล้วต่างคนต่างหาเอาเองไม่ต้องเกรงใจกัน ใครใคร่ฆ่า ฆ่า  ใครต้องการข่มขืน  ขมขืน ไม่ว่าลูกใครเมียใคร ไม่ต้องคำนึงถึงทั้งนั้น ทุกอย่างเปิดฟรีสำหรับ “กองทัพพม่า ผู้ชนะสงคราม”

 

          เมื่อผมยังเด็ก ๆ อยู่ คุณย่าฯ (นางพลขันธ์ศักดิ์ธุช ) เคยเล่าให้ผมฟังว่า.-

            “ มันเป็นเรื่องที่เล่ากันต่อ ๆ มาว่า เมื่อพม่าเข้าเมืองได้ มันทำกับผู้หญิงไทยเหมือนกับไม่ใช่มนุษย์ มันเห็นผู้หญิงไทยเหมือนกับสัตว์เดรฉาน  ทั้งข่มขืน  ข่มขืนคนแล้วคนเล่า ข่มขืนแล้วฆ่า  ฆ่าทั้ง ๆ ที่กำลังข่มขืน ไม่ว่าลูกใครเมียใคร  ไม่ว่าเจ้านายหรือบ่าวไพร่ ได้รับผลกรรมที่เกิดจากแม่โฉมงามเท่า ๆ กันหมด  ที่ร้ายยิ่งกว่าอะไร และเห็นจะไม่มีอะไรที่จะชั่วช้าเลวทรามยิ่งกว่านี้อีกแล้วคือ พม่านั้นชอบข่มขืนผู้หญิงท้อง หรือที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ เมื่อข่มขืนกันจนทั่วหน้าจนเป็นที่พอใจแล้ว  จะตั้งวงพนันกันว่า “ลูกในท้องของผู้หญิงนั้น จะเป็นหญิงหรือชาย”  แล้วก็ฆ่าผู้หญิงไทยผู้หน้าสงสารนั้นเสีย คว้านท้องเอาลูกออกมาดูว่าเป็นหญิงหรือชาย ใครทายผิดต้องไปหาผู้หญิงท้องมาใหม่ แล้วมาข่มขืนกระทำชำเลากันใหม่ ทายกันใหม่….เช่นนี้เลื่อย ๆ ไป …ฯลฯ

 

เมื่อตอนที่ผม เป็นเด็ก ฟังแล้วก็ไม่รู้สึก เพราะไม่เข้าใจว่า ข่มขืนเป็นอย่างไร ไม่เข้าใจว่าผู้หญิงท้องนั้นมีความหมายอย่างไร สรุปแล้วไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฟังแล้วก็รู้สึกว่าสนุกดี ที่ว่าสนุกดีนั้น เพราะสมัยก่อน ไม่มีอะไรดู ไม่มีอะไรจะฟังเหมือนสมัยนี้…. ฟังไป …ฟังไป…ง่วงเข้าก็เลยหลับไป….แต่ก็จำได้จนบัดนี้  …เมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว  จึงรู้ว่าอะไรคืออะไร …. เขียนแล้วก็ไม่สบายใจ แต่ไม่เขียนก็ไม่ได้เพราะอกมันจะแตกครับ….เมื่อเขียนแล้ว…ลึก ๆ ก็ สบายใจขึ้น…โล่งอกขึ้น …แต่ก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่า…..ถ้าทุกอย่างเป็นจริงตามที่คุณย่าเล่าให้ฟัง…ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากนะครับสำหรับผู้แพ้ ….และผู้แพ้จะต้องเป็นอย่างนี้ทุกราย   “พระเจ้าอเล็กซัลเดอรมหาราช” ก็ทำอย่างนี้เหมือนกันเมื่อเข้าเมืองได้

ท่านฯ ครับ  ที่ผมเขียนอย่างนี้ไม่มีอะไรแอบแฝงในด้านผลประโยชน์ใด ๆ เลย ทุกอย่างด้วยความจริงใจ ด้วยความปรารถนาดีต่อคนกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตนเองว่า….… “ชนชาติไทย” …. เท่านั้นครับ

 

ขอขอบคุณ ครับที่รับฟังความคิดเห็นของคนสูงอายุอย่างผม

สวัสดีครับ

อดิศัย

5/15/2001    11:46:39  AM

 

           

ก่อนที่จะถึงวันนั้น ก่อนที่จะถึงวันที่เราแพ้สงคราม ทุกคนต่างก็ไม่เชื่อว่าจะมีวันนั้น ทุกคนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า  “เป็นไปไม่ได้ที่จะแพ้สงคราม” ทุกคนพูด ..พูดเพื่อเข้าข้างตัวเอง   ทุกคนพูด…พูดเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนปรารถนา บางคนถึงกับสาบทสาบาล เอาตำแหน่งอันทรงเกียรติของตัวเป็นประกัน  ว่าความคิดของตนเองถูก ถูกแน่ ๆ ถ้าไม่ทำตามนี้ฉันจะลาออก ฉันจะกลับเข้าป่าไปปลุกระดมมวลชนใหม่  อะไรทำนองนั้น  (ไปได้เลยครับ…ไปได้เลย) จริง ๆ แล้ว คนประเภทที่มือไม่พาย แต่คอยเอาเท้าราน้ำ คนพวกนี้มีไม่มาก …. มีไม่มากเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งชาติ  ถ้าไม่เชื่อรองทำประชาวิจารณ์ดูก็ได้ครับ  มีหลาย ๆ อย่างที่ดูมันเป็นเรื่องใหญ่ ดูมันสำคัญ และจริงจังก็เพราะ  “สื่อ”  สื่อเป็นผู้ประโคมให้มันใหญ่ มันก็ใหญ่ สื่อไปให้ความสำคัญกับมัน มันก็สำคัญ เรื่องของ  “พวกมากลากไป”  ยิ่งเป็นผู้มีตำแหน่งหน้าที่ในคณะรัฐบาล และ/หรือ ในสภาฯด้วยแล้ว มันเป็นส่วนสำคัญทีเดียวที่ทำให้ประเทศชาติพังพินาจมาแล้ว มีอย่างที่ไหนจะให้ทหารไปรบ แต่ไม่ให้อำนาจในการดำเนินการกับเขาอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อรบแลัวพอฝ่ายกบฎ หรือฝ่ายก่อการร้ายเสียที หรือเสียเปรียบ นักรบของผู้เสียเปรียบที่แฝงตัวอยู่ในเมืองก็จะวิ่งเข้าหาสื่อ เข้าหาผู้ใหญ่ในวงราชการให้สนับสนุนแล้ว “โวย” เป็นการใหญ่ เอาราษฎร หรือประชาชนที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรกับเขาเป็นข้ออ้าง  อ้าง ต่าง ๆ นา ๆ เพื่อให้ย้ายแม่ทัพ  เพื่อให้แม่ทัพหมดกำใจในการที่จะสู้รบต่อไป……  ท่านต้องไม่ลืมนะครับว่า สิ่งที่สำคัญที่ทหารต้องการในการที่จะต่อสู้กับข้าศึกสัตรูนั้นคือ  ขวัญ และ กำลังใจ  ครับท่าน ……. ท่านอย่าทำอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ นะครับท่าน  คือ ให้เหมือนกัน แต่ให้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันก็เหมือนกับไม่ให้นั่นละครับ ทหารไม่ใช่ผู้วิเศษ ไม่ต้องมีอะไรเลย เมื่อไปรบกับข้าศึก เมื่อออกสนามรบ ไปถึงสนามรบ แทนที่จะใช้อาวุธยุทธปัจจัยเข้าขับไล่ข้าศึกสัตรู แต่กลับให้เขานั่งเสกคาถาสาปให้ข้าศึกกลายเป็นหิน กลายเป็นรูปปั้นไป เช่นนั้นทำได้หรือ  “มันเป็นความคิดของคนสิ้นคิด” ชัด ๆ ผมไม่ใช่ทหาร ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทหาร ผมไม่ต้องการผลทางการเมือง  ผมไม่ต้องการหาเสียง เอาใจคนกลุ่มน้อยพวกนี้ เพื่อให้คนกลุ่มน้อยพวกนี้บอกว่าผมเป็นคนดี พรรคของผมดี เพื่อจะได้เลือกผมอีก เพื่อจะได้เลือกพรรคของผมอีกในสมัยหน้า….อะไร …ต่อมิอะไรอีกมากมายที่นักการเมืองที่มองเห็นเงินและตำแหน่งหน้าที่เป็นพระเจ้า เขาจะคิดกัน คิดเพื่อให้ได้ตำแหน่ง แล้วก็เอาตำแหน่งมาเปลี่ยนให้เป็นเงิน  …   ที่ท่านจอมพลผู้พิชิต (จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์)  ว่าไว้ว่า  “งานคือเงิน  เงินคืองาน บันดานสุข” นั้นเพื่อให้คนไทยเราทุกคนร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยกันทำงาน “สร้างชาติ”  ไม่ใช่ให้ร่วมมือกัน  “ทำลายชาติ”  นะครับ    นึกถึงท่านแล้วอดที่จะมองย้อนกลับไปดูสภาพบ้านเมืองในขณะที่ท่านปกครองอยู่ไม่ได้ ในตอนนั้น ผมอายุยี่สิบกว่า ๆ เล็กน้อย จำทุกอย่างได้ดีครับ….. ตอนนั้นผมจำได้ว่า  “บ้านเมืองเรียบร้อยมาก” สะอาดหูสะอาดตา….. ไม่ลุงลังเหมือนสมัยนี้ ไปเถิด ท่านลองไปเดินตามข้างถนนดูบ้าง อย่ามัวแต่นั่งใส่เสื้อนอกอยู่แต่ในห้องแอร์ ทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่นั่นละ ประชาชนคนเดินเท้า จะไม่มีที่เดินอยู่แล้วครับ ทางเท้าที่ท่านเอาเงินภาษีอากรของคนเดินถนน  เก็บจากประชาชนคนเดินถนนไปเพื่อสร้างทางเท้าให้คนเดิน แต่ด้วยความไม่เอาใจใส่ของท่าน ด้วยความที่ท่านไม่เห็นความเดือดร้อนของคนเดินเท้า ไม่สนใจบ้านเมืองปล่อยให้รกรุงรังเหมือนรังหนู เดินจะไม่ได้อยู่แล้ว ทุกหนทุกแห่งใน ก... เกือบจะเหมือนกันไปหมด…จริง ๆ นะท่านฯ นี่หรือที่เราเรียกกันเสียสวยหรูว่า “กรุงเทพเมืองฟ้าอมร”  นี่หรือคือ “นครมหาธานี” แต่จริง ๆ แล้วดูเหมือนไม่ใช่เมืองคนอยู่ เช่นนี้แล้ว ท่านคิดเอาเองก็แล้วกันว่า  ที่ผมเคยถามท่านว่า  “การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นระบอบที่ดีที่สุดจริงหรือ คิดกันให้ดี ๆ เพราะเรา ซึ่งผมหมายความถึงลูกหลานของเราด้วยจะต้องอยู่ในผืนแผ่นดินนี้กันอีกนานตราบเท่าที่โลกยังไม่แตกดับไป ตราบเท่าที่โลกของเรายังอยู่ในระบบสุริยะจักรวาล (Solar System) นี้ อยู่ในกาแลกซี่ : Galaxy  นี้ ทำไม  …  ทำไมละครับ…ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น  มันเป็นเพราะอะไร “ทั้งนี้เพราะเราถอยไม่ได้อีกแล้ว” ครับ .

            จริง ๆ นะครับท่านฯ ใครจะคิดอย่างไรผมไม่ทราบ  แต่ผมอยากให้ท่าน จอมพลผู้พิชิต จอมพลผู้พลิกแผ่นดินกลับมาเกิดใหม่ แล้วประกาศว่า.-

                                    “ ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่ผู้เดียว ”

          ท่านฯ ครับ ถ้าจะพูดกันจริง ๆ แล้ว ผู้ที่เคยไปปลุกระดมมวลชลในสมัยนั้น สมัย 16 ตุลา ก็คือผู้ที่นั่งบริหารบ้านเมืองอยู่ในขณะนี้แทบทั้งนั้น แล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ บ้านเมืองของเรา ท่านรองพิจารณาดูสภาพรวม ๆ ดูก็แล้วกันครับ แล้วท่านจะรู้สึกว่า คน คนเดียวกันนี้แหละ แต่พอประชาชนให้บริหารประเทศเข้าจริง ๆ  “พังพินาจหมด” จนเด็ก ๆ รุ่นใหม่ ออกปากว่า  “แม้แต่ไอ้โซลอสคนเดียว ทำให้ประเทศไทยล่มจมมาจนถึงทุกวันนี้”  นั่น คือเด็ก ๆ นะครับ แล้วผู้ใหญ่ไปไหนกันหมด จะให้เด็ก ๆ มาปกครองบ้านปกครองเมืองแทนหรืออย่างไร ….  มันไม่ได้… มันไม่ได้…. มันจะเป็นการ “คบเด็กสร้างบ้าน” เพราะฉะนั้น จึงขอให้เด็ก ๆ รอไปก่อนนะครับ ……รอไปก็แล้วกันนะ         “ ลูก”  รอไปแล้วก็ดูไป  …อะไรดีเราก็เก็บไว้…อะไรไม่ดีเราก็อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง …ที่สำคัญ  เมื่อลูก ๆ หลาน ๆ ได้ปกครองบ้านปกครองเมืองแล้ว ก็อย่าด่ากันเหมือนสมัยนี้ …..ลูกด่ากันคนอื่นเขาได้ยินกันทั่วโลก … ลูก ๆ ครับ พฤติกรรมอย่างนี้มันไม่ต่างอะไรกับที่โบราญท่านว่าไว้ว่า “แคะขี้ฟันให้เขาดม” นั่นละครับ …. แล้วอีกอย่างหนึ่ง  คือเรื่องการประชุมสภา แล้วออกอากาศให้ประชาชนได้ยินนั้นนะ  ความจริงมันเป็นเรื่องของคนที่นั่งอยู่ในสภากลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มเดียวเท่านั้นที่อยาก  “Show Off” ให้ชาวไร่ ชาวนาที่ชอบดูจำอวดได้รู้ว่า “ข้านี่ละ คือผู้ที่มีฝีปากเป็นเลิศ”  เพื่อคราวหน้าคราวหลัง จะได้เลือกคน ๆ นั้นเข้าไปนั่งในสภาอีก…ก็เท่านั้นละ…แต่คนพวกนี้ไม่ได้มองถึงเรื่องความลับของทางราชการ ไม่ได้มองในเรื่องของความมั่นคงของชาติ …  อย่าพูดนะว่า “ถ้าเกี่ยวกับความมั่นคง เราก็ไม่ออกอากาศ”  ลูก ๆ อย่าทำอะไรโง่ ๆ นะ ที่ลูก ๆ ส่ง Email ไปให้ลุงนั้นถูกต้องแล้ว  และเมื่อได้ปกครองบ้านเมืองลูกก็เลิกมันเสียก็แล้วกันครับ……คนดีของลุง ….. ลุงขอฝากบ้าน ฝากเมืองไว้กับ ลูก ๆ หลาน ๆ ด้วย นะครับ …ลุงอายุมากแล้ว…เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง จะตายวันตายพรุ่งไม่รู้ที่ ….. เห็นแต่ ลูก ๆ เท่านั้นที่จะรักษา บ้าน รักษาเมืองต่อไป…..ครับ.

 

            หน้าสงสารทหารไทย น่าเห็นใจทหารไทย จะไปรบกับข้าศึกทั้งที แต่ต้องมามีข้อจำกัดการสั่งงาน ด้วยอำนาจของคนเลว ๆ คนที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าความมั่นคงของชาติ  มากกว่าความเป็นเอกราชของชาติ ……ท่านจอมพลสฤษต์ ครับ ท่านไปอยู่เสียที่ใด ทำไมจึงไม่มาเกิดครับ ชาติบ้านเมืองกำลังต้องการท่าน ท่านทำไมไม่ทิ้งทายาทของท่านไว้ในกองทัพบ้าง ท่านไปกลัวใคร ท่านดูซิ “พม่า” ทำไมเขาไม่กลัวคุณ “กัน” อย่าว่าแต่พม่าเลยครับ มาเลเซีย ก็ไม่กลัว แล้วเราจะไปกลัวทำไม คงจะ  “เป็นหนี้”  เขามากซินะครับถึงกลัวเขา น่าสมเพทเวทนามากนะครับ

 

            จริง ๆ นะ…..สงสารทหารไทยจริง ๆ … ข้าศึกมาประชิดติดกำแพงเมืองแล้วยังยิงปืนใหญ่ไม่ได้เลย ..(ทหารปืนใหญ่ว่าอย่างไรครับ) ..ต้องบอกศาลาก่อน  มันอะไรกันนักกันหนา…..เมืองไทย…นะเมืองไทย….ทำไมถึงต้องมีวันนี้ด้วย…..วันที่กรุงแตกอย่างไรละ ครับ ท่านฯ ……วันนี้ขอยุติเท่านี้ก่อนนะครับ…วันหน้าค่อยว่ากันต่อนะครับ ….เมื้อยมือแล้วครับ ….พิมพ์ก็ไม่เป็นต้องใช้เวลามากกว่าคนที่พิมพ์หนังสือเก่ง ๆ หน่อย…จึงพิมพ์ ถูก ๆ ผิด ๆ  ไม่ว่ากันนะครับท่าน….

สวัสดีครับ

อดิศัย

5/20/2001 .     08:36.34 AM

 

 

วันอังคารขึ้น 9 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันเนาว์สงกรานต์  วันสงกรานต์ที่เราถือว่าเป็นวันนักขัตฤกษ์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นวันที่เรารื่นเริงสนุกสนาน ร้องรำทำเพลง ถึงกับเล่นสาดน้ำกัน  คนไทยเราเล่นสงกรานต์หรือเล่นสาดน้ำกัน เราใช้น้ำสะอาด แต่พอพม่ามาเล่นด้วย  แทนที่จะใช้น้ำเล่นกัน พม่าเล่นด้วยเลือดของพี่น้องคนเผ่าไทย  นั่นก็คือสงกรานต์ที่พม่าเล่นด้วยนั้น ถ้าเราจะเรียกว่า “สงกรานต์เลือด” ก็คงไม่ผิด

            อันที่จริง วันอันสำคัญที่เป็นประเพณีของไทยเราเช่น วันสงกรานต์ นี้ น่าจะเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับคนไทย แต่แท้ที่จริงแล้วกลับเป็นวันที่สำคัญสำหรับพม่า มากกว่า  ที่ว่าสำคัญสำหรับพม่านั้น เพราะเนเมียวสีหบดีแม่ทัพพม่าได้ถือเอาวันนั้นเป็นวันโชคชัยของเขา ที่เขาจะต้องตีเอากรุงศรีอยุธยาให้ได้ (แล้วก็ได้จริง ๆ )

 

เป็นอย่างไรบ้างครับท่าน ฯ พม่าฉลาดไหมเล่าครับ ที่เขาเลือกเอาวันที่คนไทยกำลังหลงละเริงจนลืมตัว มัวเมาอยู่ในเรื่องไร้สาระทั้ง ๆ ที่มีภัยมาถึงตัว ยังคิดไม่ออกเลย มันฉลาด หรือโง่กันแน่ (พม่านะหรือถ้าโง่ไม่ได้เป็นหลอกครับ เลขาธิการองค์การสหประชาชาตินั่นละ ของเรานะหรือ คาดว่าจะได้เป็นกับเขาบ้างแค่เล็ก ๆ ไม่ใหญ่โตเท่าไร เมื่อเทียบกับองค์การสหประชาชาติ  ยังลูกผีลูกคนอยู่เลยครับ)

 

พอบ่าย 3 โมง  พม่าก็จุดไฟสุมกำแพงเมืองตรงหัวรอที่ริมป้อมมหาชัย   และระดมยิงปืนใหญ่เขามาในพระนครในขณะที่เผากำแพงเมืองอยู่นั้น ก็เพื่อจะเบนความสนใจจากการป้องกันกำแพงเมือง ให้มาสนใจเรื่องของการยิงปืนใหญ่เสีย วิธีนี้ สมัยนี้เราเรียกว่า  “Diversion : การเบนความสนใจ” ซึ่งจะต้องทำร่วมกับ  “การพลาง หรือ Conversion”  ซึ่งเป็นขบวนการ  “รบด้วยวิธีรุก”  เพื่อให้ได้การครองพื้นที่จากสัตรู  วิธีการที่เนเมียวสีหบดี นำมาใช้เมื่อหลายร้อยปีมาแล้วนั้น นับว่าเป็นวิธีการที่ดีและถูกต้องตรงตามหลักวิชาการมาจนถึงทุกวันนี้ …  เช่นเดียวกันกับแนวนโยบายระดับชาติของพม่าในสมัยนั้น ซึ่งเป็นเวลาหลายร้อยปีผ่านมาแล้วถือว่า  “ถูกต้อง”  เช่นกัน เมื่อเทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน พม่ามีนโยบายในการรบ หรือ รบ ด้วย “การรุก” ….ที่ว่าถูกต้องนั้น…เพราะ การรบด้วยวิธีการรุก เท่านั้นที่จะมีชัยชนะต่อข้าศึกสัตรูได้  การรบ ด้วยวิธีการรุกเท่านั้นที่จะได้การครองพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็น “ชัยชนะขั้นเด็ดขาด”  แต่ชัยชนะนั้นจะยั่งยืนอยู่ได้นานเท่าไดก็ขึ้นอยู่กับ “ความสามารถในการครองพื้นที่นั้น ๆ” เหตุผลหรือครับ ให้ท่านฯพิจารณาจากประวัติศาสตร์การสงครามระหว่างไทยกับพม่า ตั้งแต่ต้น จนพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษเอาเองก็แล้วกันครับท่านฯ  ทุกอย่างมันจะมีเหตุและผลอยู่ในตัวของมันเอง

ท่านฯ  ครับ …”เมื่อรู้เขา ก็ต้องรู้เราด้วย” คือเมื่อพูดถึงเขาก็ต้องพูดถึงเราด้วย นโยบายของเราเป็นนโยบายไม่รุกรานเพื่อนบ้าน เป็นนโยบายที่ถ้าจะพูดก็อาจจะพูดได้ว่า “ไม่ใช่นโยบายอันธพาล” ของเราเป็นนโยบายของ “สุภาพบุรุษ” เป็นนโยบายที่เราสามารถเอาชนะชาติตะวันตกได้ จนเป็นเอกราช ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก ดังเช่นประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ รอบ ๆ ประเทศไทยในขณะนี้ แต่นั่นละครับท่านฯ ….นโยบาย “การตั้งรับ”  นั้นถึงแม้ว่าจะดูว่าเป็นสุภาพบุรุษ แต่ก็ต้องศูนย์เสียมากเมื่อพ่ายแพ้ ดังเช่นการเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่าในครั้งที่สองนั้น…..ถ้าจะเรียกว่า “ล่มจม ”ก็คงไม่ผิด…….จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าเราจะไม่เคยยกทัพไปตีพม่าเลยก็หาไม่ ….เคยเหมือนกันครับ …คือในสมัยที่ประเทศไทยเจริญถึงขีดสูงสุด  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็เคยส่งกองทัพไปรบพม่า เพื่อเป็นการสั่งสอน จนรุกเข้าไปในดินแดนพม่า และยึดได้เมืองหงสาวดี  เมืองร่างกุ้ง (Yangon) ขณะนี้ เมืองจิตตกอง เมืองลิเลียม เมืองแปร …..กองทัพไทยได้รุกเข้าไปถึงเมืองพุกาม และตั้งล้อมอยู่เกือบหนึ่งปี เกิดขัดสนเสบียงอาหาร ไม่สามารถจะทำการศึกต่อไปได้ จึงต้องเลิกทัพกลับมา

 

การรบด้วยวิธี “ตั้งรับ” นั้นต้องใช้กำลังพลที่มากกว่าทหารฝ่ายรุก หรือข้าศึก อย่างน้อยต้องสองเท่า อาวุธยุทธปัจจัยต้องดีกว่าฝ่ายรุก จึงจะสามารถหยุดยั้งการรุกรานนั้น ๆ ได้ มิฉะนั้นแล้ว “มีแต่พังอย่างเดียว”  แน่นอน ยิ่งถ้าทหารไม่ทำตัวให้เป็นทหารที่สมเกียรติ และศักดิ์ศรีของทหาร ด้วยแล้ว ที่ว่าไม่สมกับที่เป็นทหาร คือ มัวแต่ไปวุ่มวายอยู่กับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ไม่ใช่หน้าที่ของทหาร ไม่หมั่นศึกษาหาความรู้มาพัฒนากองทัพ สมมติว่า ทหาร(ใหญ่ ๆ) ต่างก็ตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพล คอยรีด คอยไถ ประชาชน ตามตลาด ข้างถนน เช่นนี้แล้ว จะเห็นว่ามันจะสมเกียรติ ของทหารได้อย่างไร  หรือ มัวแต่คิดแต่จะตัดไม้ทำลายป่า แล้วเอาออกไปให้พม่า “ตีตรา” แล้วส่งกลับเข้ามาในประเทศไทย ทำให้เป็นไม้ที่ถูกกฎหมาย จนป่าไม้ที่เป็นทรัพยากรของประเทศหมดไป จนไม่พอที่จะรับและซึมซับน้ำ เมื่อฝนตกลงมาจึงเกิดอุทกภัย น้ำท่วมบ้านเรือนประชาชน ชาวป่า ชาวไร่ ชาวนา ฯ… ตายกันไม่รู้ว่าเท่าไรต่อเท่าไรแล้ว  ครอบครัวที่เสียหาย ส่วนใหญ่ก็เป็นครองครัวในพื้นที่ และบางทีก็เป็นครอบครัวของผู้ที่เคยให้ความร่วมมือในการตักไม้นั่นแหละครับ ……..เห็น…หรือยังละว่านั่นละ ที่โบราณเรียกว่า “ ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว “ ละครับ ดีที่สุด ชาวบ้าน ชาวเขา ชาวนา รอบ ๆ ป่าควนจะเป็นผู้ดูแลและรักษาป่า ความภาคภูมิใจ และเต็มใจที่จะให้ป่าคงอยู่ เพื่อให้ป่าเป็นกำแพงกั้นน้ำ เพื่อให้ป่าเป็นที่ทำมาหากินในระยะยาว …..เงิน…เงิน..ตามที่เคยคิดเคยฝันกันนั้น มันก็จำเป็นอยู่ แต่ต้องรู้จักความพอดี และหามาในทางที่ถูกด้วยลำแข็งของตัวเอง ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยหน่อย ถึงแม้ว่าจะช้าหน่อย “มันก็แน่นอนและมั่นคง”  เมื่อรู้จักหาก็จะรู้จักใช้ มีน้อยก็ใช้น้อย มีมากก็อย่าใช้มาก คงใช้แต่พอควร ใช้แต่เท่าที่จำเป็น ที่เหลือก็เก็บไว้เมื่อเจ็บป่วย เมื่อหาไม่ได้ก็จะได้เอามาใช้ ถ้าทำได้เช่นนี้ ชีวิตในชนบทของเราหน้าจะมีความสุขมากนะครับ  มันเป็นไปได้ทั้งนั้น เมื่อเราต่างคนต่างร่วมมือกันคนละไม้ละมือ ทำให้ “ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” เท่านั้นละครับ เราชาวป่า ชาวนา ชาวสวน ชาวเรือ และ ชาวไร่ ก็จะสบายจนชาวกรุงที่ต้องทนกับมลภาวะต่าง ๆ มากมายใน กทม. นึกอิจฉาพวกเราในชนบท ที่มีแต่ความสดชื่นด้วยอากาศที่บริสุทธิ์ มากทีเดียวละครับ  ชีวิตในชนบทเป็นชีวิตที่เรียบง่าย สะอาดบริสุทธิ์  ฯลฯ

ท่านที่ได้ชื่อว่าเป็นชาวกรุงที่เจริญแล้ว (จะเป็นเสือ แม้แต่แมวยังไม่ได้เป็นเลย)  ทั้งหลาย ก็อย่าไปทำลายความเรียบง่าย ความสะอาดบริสุทธิ์ ของชาวชนบทเสียก็แล้วกัน โดยฉะเพราะอย่างยิ่งเด็กสาว ๆ ในชนบทนั้นเป็นความสะอาดบริสุทธิ์ สวยงาม ที่เกิดจากธรรมชาติ ขอให้เรห็นผู้หญิงไทยเป็นเช่นสมัย “จอมพล ป. พิบูลสงคราม” นะครับ ที่ท่านเห็นผู้หญิงไทยเป็น “ดอกไม้ของชาติ”  ครับ ใครที่อายุเกินกว่า 60 ปีขึ้นไปคงเคยได้ยินประโยคน์นี้นะครับ … เหมือน ๆ กับเพลง ๆ นี้ครับ .-

 

“ ตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับไหลลุ่มหลง

ชาติจะเรืองดำรงค์ ก็เพราะเราทั้งหลาย

อย่ามัวหลับมัวหลง เราก็คงมลาย

จำไว้เถิดสหาย ตื่นเถิดชาวไทย “

 

ครับ  ท่าน ฯ   วันนี้เท่านี้ก่อนนะครับ

สวัสดีครับ

อดิศัย

5/28/2001   10:14.50 AM

 

 

ท่าน ฯครับ  พม่าเป็นชาติที่ฉลาดมากมาตั้งแต่โบราณแล้วนะครับ  รู้จักเอาตัวรอด (น่าศึกษาและนำมาใช้บ้างถ้าจำเป็นตามสถานการณ์) ที่เราเรียกว่า “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง”   พม่ารู้ดีว่า ได้เคยทำประเทศไทยแสปมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว สักวันหนึ่งจะต้องถูกไทยแก้แค้นเป็นแน่  แต่จริง ๆ แล้ว ไทยไม่เคยแก้แค้น หรือรบชนะพม่าเลยสักครั้ง ซึ่งผมหมายความว่า ตีเมืองหลวงของพม่าแตก หรือยึดได้เมืองหลวงของพม่าจนพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของไทย  ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นละครับ  ถ้านั่นไม่ใช่เพราะพม่า “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง” หรือครับ ดังจะเห็นได้จากทุกครั้งที่ไทยเรามีผู้นำที่เข็มแข็ง  พม่าจะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ให้ไกลจากชายแดนไทย มาก ๆ เพื่อให้ไทยยกทัพไปตีได้ยากลำบากมากขึ้น  แต่ถ้าเมื่อไรไทยเราอ่อนแลลง พม่าจะย้ายเมืองหลวงมาเพื่อประชิดติดชายแดนไทย ทั้งนี้เพื่อจะได้สดวกในการที่จะยกทับไปตี ) ประเทศไทยเมื่อมีโอกาสเหมาะ …..จะเหมาะเมื่อไรเล่า ….ถ้าไม่ใช่เมื่อคนไทย แตกความสามัคคีกัน ถ้าไม่ใช่เมื่อคนไทยหลงระเริงอยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุรา นารี ภาชี กีฬาบัตร  ฯลฯ  พม่าจะรู้ได้อย่างไร ว่าเมื่อไรจึงจะเป็นเวลาที่เหมาะ  จึงจะเป็นเวลาที่ดี ที่จะยกทัพไปตี เมืองไทย …เวลา โอกาส ฤดูกาล …การประเมินสถานการณ์เป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็น พม่าสามารถที่จะรู้ได้เพราะสายสืบที่ส่งเข้าไปอยู่ในเมืองไทย ทุก ๆ หัวระแหง ในทุก ๆ หน่วยงาน ทั้งทางภาครัฐและเอกชน  มันไม่ยากในการที่จะส่งหน่วยจารกรรมเข้าไปทำงานในประเทศไทย  ในเมื่อคนไทย และ/หรือข้าราชการไทย กำลังก้มหน้าก้มตาหาแต่เงินกันจนเกินขอบเขต จนไม่ลืมหูลืมตาดูโลกภายนอกเสียบ้าง โดยไม่ได้นึกถึงความมั่นคงของประเทศ และชาติบ้านเมือง  …. ใครอยากเข้ามาอยู่เมืองไทย ก็เข้ามาได้ไม่ยาก ถ้ามีเงิน เงินสามารถทำได้ทุกอย่างในเมืองไทย “ทำถูกให้เป็นผิด…. หรือจะ… ทำผิดให้เป็นถูกก็ได้”  ไม่ยากเมืองไทยเสียอย่าง ….ด้วยเหตุนี้เงินจึงเป็นที่ต้องการของคนทั่งไป  ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องการเงิน เอาเงินไปสร้างพื้นฐานเพื่อการเป็นใหญ่ในแผ่นดิน สร้างอำนาจอิทธิพลต่าง ๆ ตั้งกันเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นพรรค ฯ เมื่อมีอำนาจมากขึ้น เงินก็จะไหลเข้ามากขึ้น ดังที่เคยเรียนให้ทราบไปแล้วว่า  “อำนาจนั้นสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้” ( ใคร ๆ ก็รู้)

            เมื่อเราเสียกรุงศรีอยุธยาให้พม่าในปี พ.. 2310 พอปี พ.ศ. 2311

                       

            “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”                                   

ก็ทรงกอปกู้เอกราชกลับคืนมาได้จากพม่าและปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์ครองกรุงธนบุรี เมื่อวันพุธ เดือนอ้ายแรม ๔ ค่ำ จุลศักราช 1130 ปีชวด  สัมฤทธิศก  ตรงกับวันที่ 28 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2311 ขณะนั้นมีพระชนมายุได้ 34 พรรษา ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์”  หรือ :- “สมเด็จพระบรมราชาที่  ๔”  แต่ประชาชนทั่วไปนิยมขนานพระนามพระองค์ว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือ สมเด็จพระเจ้าตากสินหมาราช

            สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เสด็จสรรคตเมื่อวันเสาว์ เดือน ๕ แรม ๙ ค่ำ  จ.ศ. ๑๑๔๔ ปีขาน  ตรงกับวันที่  6 เมษายน 2342  พระชนมายุ 48 พรรษา รวมสิริราชสมบัติ 15 ปี  ในระยะเวลาที่ชาติบ้านเมืองต้องการความสามักคีของคนในชาติ ไหนจะต้องเรียกขวัญและกำลังใจของประชาชนให้กลับคืนอยู่ในสภาพปรกติโดยเร็วที่สุด  ภายหลังจากสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด จะต้องป้องกันสัตรูจากภายนอกประเทศที่คอยหาโอกาสรุกราน และต้องรวบรวมคนไทยที่แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ถึง 5 ก๊ก คือ

            ก๊กที่ 1. เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ตั้งตัวเป็นเจ้าที่เมืองพิษณุโลก

            ก๊กที่ 2.  เจ้าพระฝาง (เรือน) อยู่ที่วัดพระฝาง เมืองสวาคบุรี ตั้งตัวเป็นเจ้าทั้งที่ยังเป็นพระ

            ก๊กที่ 3.  เจ้านคร (หนู)  เดิมเป็นปลัดผู้รั้งเมืองนครศรีธรรมราช

            ก๊กที่ 4.  กรมหมื่นเทพพิพิธ  ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองพิมาย

            ก๊กที่ 5.  คือก๊กพระยาตากเองที่ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองจันทบูร

            ท่านฯครับ  …. เรื่องของพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ยังทีอีกมากตอนนี้ต้องขอผ่านไปก่อนนะครับท่านฯ      ความอยู่รอดมาเป็นประเทศไทยได้จนถึงทุกวันนี้ ก็เพราะพระมหากษัตริย์พระองค์นี้แท้ ๆ ………. ผมบอกได้เลยว่า….หากไม่มีพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์นี้ ป่านนี้คงไม่มีประเทศไทยอยู่ในโลกนี้แล้วละครับท่านฯ  ประเทศไทย คงถูกลบชื่อออกจากแผนที่โลกไปนานแล้ว ตอนนี้อาจจะมีแต่ แคว้น “ไทยน้อย” ( ไทยใหญ่มีแล้ว) ซึ่งเป็นดินแดนทางซีกตะวันออกสุดของประเทศพม่า หรือ เมียนม่า (Myanmar) ในปัจจุบัน  มันเป็นของที่แน่นอนเหลือเกิน เมื่ออังกฤษถอนตัวออกจากพม่า  ดินแดนที่เป็นรัฐไทยน้อย(ประเทศไทยปัจจุบัน) ก็จะต้องตกเป็นของพม่า หรือผนวกเข้าเป็นดินแดนของพม่าด้วย เช่นเดียวกับรัฐเล็กรัฐน้อย ที่อยู่ติดกับชายแดมไทยทางซีกตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทยในปัจจุบัน ตัวอย่างที่เห็นชัด ๆ ในเรื่องนี้ก็มี เช่นการที่เราต้องเสียดินแดนทางด้านตะวันออก หรือที่เราเรียกกันว่า “มณทลบูรพา”ให้ฝรั่งเศษไป เมื่อฝรั่งเศษถอนตัวออกจากประเทศเขมร ดินแดนส่วนนี้ก็ถูกผนวกเข้าเป็นของเขมรไป (ลูก-หลานของเราเลยอดกินปลากรอบเลย)….ใครเคยได้ยินเพลงนี้บ้างละครับ….

            “มณฑลบูรพา                        เคยได้เป็นของเรา   

  เสียมราช พะตะบอง            บ้านพี่เมืองน้อง

  แต่ครั้งโบราญ                      แต่ครั้งโบราญก่อนเก่า…”

 

เมื่อเมืองไทยถูกผนวกเข้าเป็นของพม่าแล้ว คนไทยจะมีสภาพเป็นอย่างไร…. ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่.. มันก็จะไม่ต่างจาก เด็ก และผู้ใหญ่ของชนกลุ่มน้อยทางตอนเหนือในประเทศพม่าในปัจจุบันเท่าไรนักหลอกครับ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านก็คิดเอาเองก็แล้วกันนะครับว่า บุญคุณของ..พระเจ้าตากสินมหาราช..ที่มีต่อประเทศไทยนั้นมากมายมหาศาลขนาดไหน…ท่านอย่าลืมนะครับว่าการที่ท่านสามารถนั่งเชิดหน้า ชูคอได้อย่างสง่าผ่าเผยในสังคมโลกในที่ประชุมระดับโลกได้ในทุกวันนี้ก็เพราะพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทั้งนั้นละครับท่าน …เพราะฉะนั้น เมื่อถึงวัน “ตากสิน” ผู้มีหน้าที่จัดดำเนินการเส้นสรวง กราบไหว้ สดุดีวีระกรรมอันสูงส่งนี้ ควรทำกันให้สมเกียรติ ให้สมศักดิ์ศรีของ พระมหากษัตริย์วีระบุรุษของชนชาติไทยหน่อยนะครับ..ท่านฯ อย่าทำกันแบบ สุกเอาเผากิน…. ทำกันแบบขอไปทีนะครับ…ท่านต้องไม่ลืมนะครับว่า “สวรรค์มีตา” ท่านทำอะไรท่านคิดอย่างไร  สวรรค์ท่านรู้…สวรรค์ท่านทราบครับ…แล้วสวรรค์ท่านจะปูมบำเหน็จรางวัลให้ท่านเองละครับ……..ทำดีไว้ก่อนดีกว่านะครับท่าน

 

เมื่อสี่-ห้าวันที่ผ่านมา พอพลบค่ำ รับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อย ก็ไปเปิด TV ดู ไม่ทราบว่าช่องใหนเหมือนกัน  เพราะไม่ได้สังเกตุ แต่ภาพที่ปรากฏในจอ TV นั้น  จำได้สนิดว่าเป็นภาพของท่าน ส.ว.เจิมศักดิ์ กำลังนั่งสนทนากับท่าน มีชัย ว.  ไม่ทราบว่าทั้งสองท่านคุยกันเรื่องอะไร เพราะพอเปิดขึ้นมาก็เห็น ท่าน ส.ว.เจิมศักดิ์ ยกหูโทรศัทย์มือถือขึ้นพูดกับลูกแล้วก็พูดกับลูกว่า “เดียวพ่อจะกลับแล้วลูก”  ฟังดูก็น่ารักดี ใครมีความรู้สึกอย่างไรผมไม่ทราบ แต่ผมชอบ ..ถึงจะรู้สึกชอบ แต่ยังอดนึกเลยไปไม่ได้ว่าท่านทั้งสอง กำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ … จับความได้เล็กนิดหน่อย ก่อนที่ท่าน ส.ว.เจิมศักดิ์ จะยก H/P ขึ้นพูด ได้ยินท่านมีชัย ว. ท่านพูดว่า.-

“ ทำไมเราต้องไปเคารพนพนอบ ทำไมเราต้องยกมือไหว้ คนที่มีเงิน มั่งมีศรีสุขขึ้นมาจากการโกง กินชาติบ้านเมือง” ……….อะไรทำนองนั้น

เรื่องนี้จะเกี่ยวกับเรืองของท่าน มีชัย ฤ. คือเรื่องของ “นาย”  คือนายท่านได้วางแผนเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีงามของชนชาติที่เรียกตัวเองว่า “ไทยน้อย”  มานานแล้ว มานานไม่น้อยกว่า  50-60 ปีมาแล้ว เรื่องนี้จะมีคำถามเชื่อมโยงกับ คำถามของ “เด็ดรุ่นใหม่” ที่ว่า .-

“ ทำอย่างไรจะให้คนไทยชาตินิยม (รักชาติ)” 

เช่นเดียวกัน เรื่องนี้ต้องคุยกันยาว ถ้าจะให้เข้าถึงต้นตอได้จริง ๆ ต้องไปอ่านหนังสือเรื่องหนึ่งคือ  “เรื่องของเอเชีย”  ซึ่งเขียนโดยนาย สังข์ พัทธโณทัย แล้วค้นหาติดตามเรื่องของ

“คนชั่วฆ่าคนดีมาก็มากแล้ว  แล้วทำไม คนดีจะฆ่าคนชั่วบ้างไม่ได้หรือ”

ซึ่งเป็นต้นเรื่องของการเกิด  …… “สมาคม มังกรดำ (Black September)” …… ในประเทศญี่ปุ่น…ความจริงก็ต้องเป็นความจริงนะครับท่าน  คนกินบ้านกินเมืองนั้นท่านจะพูดอย่างไร จะทำอย่างไร ไม่อาจจะแก้ไขได้เหมือนกับคางคกนั่นละครับท่านฯ …

“สัญชาติคางคก ถ้าเลือดหัวไม่ตกยางไม่ออกละก็ไม่หลาบจำ”  

ใครที่รักชาติ มีเงินมีทองมากมาย..เหลือใช้…จะนำมาใช้ในการก่อตั้งสมาคมมังกรดำในประเทศไทยขึ้นบ้างคงได้…เราไม่ว่ากัน (คนดีที่รักชาติ บ้านเมือง)…สำหรับผมหรือครับ   ไม่ว่าอยู่แล้ว …ตรงกันข้าม…ชอบมากครับ ….

ถ้าจะตั้ง…..ก็ต้องทำเป็นความลับ…..เป็นความลับสุดยอด…..สุดยอดของความลับ……ไม่จำเป็นจะต้องคุยโม้โอ้อวดกับใครทั้งนั้น …..ไม่ต้องแอบอ้าง…ไม่ต้องอ้างอิงวิงวอนใครทั้งนั้น …ฯลฯ ..ให้นึกอยู่อย่างเดียวว่า.-

“เพื่อชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์”   ……….  เท่านั้นพอ

สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

อดิศัย

6/2/2001   9::23: 19 AM

 

 

 

ในระหว่างปี พ.ศ. 2510 ถึงปี พ.ศ. 2523 ผมทำงานอยู่กับบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม  ตลอดระยะเวลานั้นผมใช้ชีวิตอยู่ในประเทศญิ่ปุ่นมากกว่าอยู่ในประเทศไทยเสียอีก กล่าวคือ ในหนึ่งเดือนผมจะอยู่ในกรุงเทพฯประมาณ 5 วัน เพราะฉะนั้น ภายในหนึ่งปีผมจะอยู่ใน กทม.ประมาณ 60 วัน 

การใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นเป็นเวลานานเช่นนั้น แน่นอนผมก็ต้องมีเพื่อนมาก ทั้งที่สนิทสนมกันบ้าง ไม่สนิทสนมกันบ้าง ในจำนวนนี้มีอยู่ครอบครัวหนึ่ง คือ ตระกูล  “HARA”  ซึ่งเป็นตระกูลซามูไรที่เก่าแก่ตระกูลหนึ่งในญี่ปุ่น  ลูกชายของตระกูลนี้คนหนึ่งคือ Mr. N. HARA เจ้าของบริษัท โตโยกูนิมารีน จำกัด (TOYOKUNI MARINE Co. Ltd. : เคยเข้ามาตั้งสาขาอยู่ในประเทศไทยระยะหนึ่ง)   ครั้งแรกที่เรารู้จักกันใหม่ ๆ  ยังไม่สนิทสนมกัน ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยอย่างที่ปรกติชนและสุภาพบุรุษที่พึงปฎิบัติต่อกันโดยทั่ว ๆ ไป  ครั้นเมื่อมีความสนิทสนมกันมากขึ้น เขาก็เริ่มจะแนะนำชักชวนให้รู้จักกับครอบครัวเขามากขึ้น ซึ่งโดยปรกติแล้วคนญี่ปุ่น ไม่นิยมเอาครอบครัวไปปะปนกับเรื่องการงานของเขา คือ ถ้าไม่สนิทสนม ชอบพอกันจริง ๆ  แล้ว เขาจะไม่พาไปบ้าน ไปรู้จักกับครอบครัวของเขา บุคคลที่สำคัญในที่นี้ที่จะเล่าให้ฟัง คือ เป็นผู้อาวุโสที่สุดของตระกูลนี้ขณะนั้นคือ บิดาของ Mr. N.Hara อายุมากแล้ว 80 กว่าปีเกือบจะเก้าสิบปีแล้ว แต่ท่านก็ยังแข็งแรงอยู่ ท่านเคยเป็นนายเรือค้าเดินต่างประเทศมาก่อนตั้งแต่สมัยที่ท่านยังหนุ่ม ๆ อยู่  เมื่อท่านเห็นผม และรู้ว่าผมเป็นนายเรือเดินทะเลเช่นเดียวกับท่าน ๆ ก็ดีใจ คือพออกพอใจในตัวผมมาก ตามนิสัยของผู้สูงอายุโดยทั่วไป คือ ชอบเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาแล้วให้ลูกให้หลานฟัง เช่นกันทุก ๆ เที่ยวที่  “เรือสมุทรปราการ”  เข้าเมืองท่าโกเบ (Kobe) ผมจะไปพบท่าน  ๆ ก็จะอบรมสั่งสอนผมต่าง ๆ นา ๆ เหมือนกับผมเป็นลูกเป็นหลานท่านจริง ๆ  ท่านบอกกับผมว่า  “เราคนเอเชียด้วยกัน ต้องรักกันไว้” ทุกอย่างที่ท่านถ่ายทอดให้ผมฟัง นอกจากจะเป็นเรื่องทางวิชาการ การเดินเรือแล้ว ที่สำคัญท่านยังเล่าเรื่อง การบ้านการเมืองของญี่ปุ่นให้ผมฟัง เหมือน ๆ กับผมเป็นคนญี่ปุ่นคนหนึ่ง (ตอนนั้นผมอายุประมาณ 35 ปี) ท่านเคยบอกผมว่า.-

 “สุดยอดของความเป็นคน คือ ความกตัญญู รู้คุณ สำนึกในบุญคุณ ซื่อสัตย์สุจริตต่อแผ่นดินเกิด  บุญคุณของแผ่นดินเกิดนั้นไม่ต่างจากบุญคุณของบิดา-มารดาผู้ให้

กำเหนิดเรา ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องรักษาแผ่นดินเกิดไว้ด้วนชีวิตและเลือดเนื้อของเรา …. ซึ่งจะไม่ต่างจาก การรักษาศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคนของเราไว้ด้วย … ความตาย  … ความตาย เป็นเหมือนกับการเดินทางเข้าไปสู่ความสงบสันติสุข เพื่อให้พร้อมที่จะกลับมาเกิดใหม่เพื่อรับใช้ประเทศชาติ และ ปกป้องแผ่นดินเกิดใหม่  …  เหมือนๆ กับการนอนหลับ….การนอนหลับเป็นการพักผ่อน เมื่อพักผ่อนเต็มที่แล้วก็ตื่น  เมื่อตื่นแล้วก็จะรู้สึกสดชื่นแข็งแรง และพร้อมที่จะต่อสู้กับสิ่งต่าง ๆ ใหม่ เพื่อชีวิตใหม่ ๆ ที่ดีขึ้น”

ผมเรียกท่านว่า “เซ็นต์เซ่” ซึ่งแปลว่า “ครู” ……บ้านของครูอยู่ห่างออกไปจากตัวเมือง Kobe อยู่ระหว่าง เมือง Kobe และ Osaka ขึ้นไปบนเทือกเขา Rocko ครึ่งทางระหว่าง ยอดเขาและเชิงเขา ข้างบนอากาศเย็นสบายในหน้าร้อน บางครั้งเมื่อไปหาท่านแล้ว กลับออกมาจากบ้านท่านก็เลยไปที่สถานีรถกระเช้าขึ้นไปเที่ยวบอยอดเขา Rocko ข้างบนนั้นอากาศดีทุกฤดูกาล ทิวทัศน์ก็สวยงามมาก มองเห็นทั่วไปทั้งอ่าว Kobe เห็นเรือสินค้าทั้งเล็กและใหญ่ จอดเต็มอ่าวไปหมด มองออกไปทางซ้ายมือ เห็นตัวเมือง Osaka อยู่ริบ ๆ …….พูดถึงเมือง Osaka แล้ว เมื่อมาญี่ปุ่นใหม่ ๆ ขึ้นไปเที่ยวที่เมืองนี้ ยังรู้สึกติดอดติดใจกับรถไฟฟ้าที่วิ่งรอบเมืองเป็นวงกลม เป็นรถไฟฟ้ารางคู่วิ่งสวนกัน ไม่มีการออกนอกเส้นทาง เมื่อวิ่งไปแล้วผ่านสถานีต่าง ๆ ประมาณสิบสถานีเห็นจะได้ เมื่อวิ่งไปแล้ว ถ้าไม่ลงเสียก่อนก็จะกลับมายังสถานีเดิมอีก แล้วก็จะวนอยู่อย่างนี้ ตามสถานีต่าง ๆ ที่รถไฟฟ้านี้ผ่านทุกสถานีจะมีรถไฟฟ้าใต้ดิน และรถเมล์ ให้ผู้โดยสารเลือกใช้ว่าจะไปยังส่วนไหนของตัวเมืองได้อย่างลงตัว ถ้าจะออกนอกเมืองไปไกล ๆ หลาย ๆ สถานีก็มีรถไฟรางคู่วิ่งออกต่างจังหวัด รวมทั้งรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่เรียกว่า “Bullet train”  หรือ .Chingkaisen” เช่นถ้าต้องการไปเที่ยวเมือง Hiroshima ก็ขึ้นรถนี้ได้ ตอนนั้น คือ เมือประมาณเกือบสามสิบปีมาแล้วยังเคยคิดเลยว่า เมืองไทย ตามเมืองใหญ่ ๆ น่าจะทำระบบขนส่งมวลชนระบบนี้บ้างรถจะได้ไม่ติออย่างที่เป็นอยู่ สิ่งที่น่าสังเกตุอีกอย่างหนึ่ง คือ รถเมล์ในญี่ปุ่นวิ่งไม่ไกล วิ่งระยะไม่ยาว จากต้นทางถึงปลายทางไม่ไกลกันมากนัก แต่สภาพของรถดีมาก…การที่รถเมล์วิ่งในระยะสั้นนั้นทำให้ลดต้นทุนได้มาก คนขับไม่เหนื่อย ไม่เครียด เป็นการสร้างบรรยากาศที่ดีในรถเมล์ และอะไรต่อมิอะไรได้อีกมากมาย 

เรื่องราวของคนญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่หน้าศึกษา น่าสนใจ น่าเอามาเป็นแบบอย่าง คนญี่ปุ่นเป็นคนสุภาพเรียบร้อย จริงจัง และจริงใจต่อเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และประเทศชาติ ครั้งหนึ่ง ผมขึ้นไป Shopping ที่ Esesaki บนเมืองท่า Yokohama ได้พบของใช้ในการดังเพลิง ซึ่งทางรัฐบาล หรือ เทศบาลทำไว้ มันทำด้วยทองเหลือง ขัดด้วยยาขัดทองเหลืองจนมันเป็นเงาแวววาวสวยงามมาก ดูแล้วสบายตา น่าดูมาก ลักษณะของ ๆ สิ่งนี้เป็นท่อทองเหลืองสองแฉก หรือ สองหัวต่อ  ที่จะใช้ต่อน้ำเพื่อไปใช้ในการดับเพลิงได้สองทาง หรือสองสาย แต่นั่นก็ไม่ใช่ของแปลกอะไร บางที่ บางแห่งตามช้างถนนในบ้านเราก็มี   แต่ที่มันแปลกก็คือ ที่ใต้หัวต่อน้ำดับเพลิงนั้นเขาเขียนข้อความไว้ว่า “ SIAMESE CONNECTION ” นั่นซิมันแปลก (ใครเคยไปอยู่ในญี่ปุ่นมาแล้วคงเคยเห็น) ที่ว่าแปลกนั้นก็เพราะความหมายของหัวต่อน้ำสองแฉกหรือสองทางนั้นเมื่อถอดความแล้ว จะได้ความหมายว่า “หัวต่อของคนไทย” ตอนนั้นทำให้ผมนึกไปถึงเมื่อสมัยที่ยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ ที่เราว่าเพื่อนหรือเห็นเพื่อนคนไหน ไปเข้ากับเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่ง คือเอาไจออกห่างจากกลุ่มของเรา เราจะเรียกเพื่อนคนนั้นว่า “นกสองหัว”  เช่นกัน นั่นมันมีสาเหตุมาจากไหน ทำไม หรือมันมีอะไรที่ทำให้คนญี่ปุ่น เกลียดและเคียดแค้นคนไทยทั้งชาติ  เรียก และ เหมาเอาว่า คนไทยทุกคน หรือทั้งชาติเป็น “นกสองหัว” หรือเป็นคนตีสองหน้า หรือ เป็นคนลิ้นสองแฉก พูดอะไรเชื่อถือไม่ได้ ไม่น่าคบ อะไร ๆ ทำนองนั้น ….นั่นมันมีสาเหตุมาจากไหน อะไรทำให้คนญี่ปุ่นโกรธ เกลียด เคียดแค้นคนไทยทั้งชาติถึงเพียงนี้ ทั้ง ๆ ที่มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เดียวที่ เมื่อพูดถึงญี่ปุ่นแล้วยังไม่รู้จัดเลยก็มี่   ที่เล่าให้ฟังอย่างนี้มันน่าจะมีสาเหตุมาจาก เมื่อต้นสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยเราได้เข้าเป็นฝ่ายอักษะอยู่ข้างเดียวกับเยอรมันและญี่ปุ่น ต่อสู้กับอังกฤษ และ อเมริกา แต่มีคนไทยบางกลุ่มเอาใจออกห่าง หรือไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลสมัยนั้นไม่เข้าข้างอังกฤษ-อเมริกา แล้วก็ตั้งตัว หรือตั้งกลุ่มต่อต้านเยอรมันและญี่ปุ่นอยู่ใต้ดิน แต่เือปลายสงครามรัฐบาลไทยในสมัยนั้นเห็นว่า ผลของการสงครามญี่ปุ่นและเยอรมันน่าจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จึงได้อ้างถึงความไม่ชอบธรรมในการประกาศสงครามแล้วหัน หรือหักเห กลับไปเข้าข้างอังกฤษ-อเมริกา  ประกาศสงครามกับฝ่ายญี่ปุ่นและเยอรมัน และคงจะด้วยสาเหตุนี้นี่เองที่ทำให้ญี่ปุ่น โกรธ และเกลียดคนไทยมากจนถึงกับเรียกหัวต่อน้ำดับเพลิงสองทางนั้นว่า “SIAMESE CONNECTION”  (ใคร ๆ เขาเจ็บแล้วก็จำกันทั้งนั้น มีแต่ ไทย ไทย เท่านั้นที่เจ็บแล้วไม่ค่อยจะจำ).. ยังจะพูดอีกว่า “เรามันเพื่อกันทั้งนั้น”  ดีไม่ดี เที่ยวไปนับญาติกับเขามั่วไปหมด ไม่เคยไว้ตัว ไม่เคยรักศักดิ์ศรี และเกียรติภูมิของชาติบ้างเลย  ไม่ทราบว่าขึ้นมาเป็นรัฐบาลของชนชาติไทยได้อย่างไร ….  ใครเป็นคนเลือกคนประเภทนี้เข้ามานั่งในรัฐสภานะ … ผมไม่ได้เลือกนะครับ .

มันอะไรกับนักกันหนา ผมก็ไม่อาจจะทราบได้  ทั้ง ๆ ที่บ้านเมืองของไทยก็พัง คนไทยก็ตาย  เด็กไทยกลายเป็นผู้ติดยาเสพติด  ฯลฯ …. ยังมีอีกนะครับท่านฯ  เห็นว่าอยู่ดี ๆ ก็ไปอนุญาติให้เขามาขุดร่องน้ำ ทำให้น้ำ เปลี่ยนทิศทาง ทำให้เราเสียดินแดนที่เป็นของไทยไปมากมาย ตามแนวเขตชายแดนที่เคยเป็นของไทย คนไทยได้ตั้งถิ่นฐาน ตั้งรกรากทำมาหากินมาช้านาน เมื่อลำน้ำที่ยึดถือกับว่าเป็นเส้นกั้นเขตแดนเปลี่ยนทิศทางแล้วทำให้เราเสียดินแดนไป ยังไปยอมให้เขาเข้ามาขุดได้…มันโง่หรือฉลาดกันแน่ ?

ในเมื่อดินแดนที่เคยเป็นของไทยต้องเสียไป ใครจะมีปัญญาไปเรียกร้องเอากลับคืนมาได้บ้าง …. ไม่มี .. ทุกคนจะเงียบหมด ไม่มีใครไปก่อ “ Mob”  ไม่มีใครไปเดินขบวน … บรรดาแนวร่วมต่าง ๆ ก็หายหน้าหายตาไป  ไม่ออกมายื่นหน้า ชูคอ  กลับหดหัวอยู่ในกระดอง เหมือนเต่าอย่างไรก็อย่างนั้น แต่เมื่อไรได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การ เดินขบวนนั้นจะเกิดผลในทางลบกับการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลแล้วละก็  บรรดาเต่าทั้งหลายที่ว่านี้ ก็จะโผล่หัวออกมาจากกระดอง ยืดหน้า ชูคอ ผมเผ้ารุงรัง ดูไม่ได้ เหมือนขอทานเต็มเมืองไปหมด …พลอยร่วมเดินขบวนกับเข้าด้วย จนทำให้ประชาชนคนที่เขา “ไม่โง่” เดือดร้อนไปตาม ๆ กัน เพราะรถมันติด ทำให้เขาเสียเวลาที่จะไปทำมาหากิน ไม่ต้องมาคอยแบมือขอเงินจาก “นาย” แบบ “คนเกิดมาแล้ว เสียชาติเกิด เพราะชิงหมามาเกิด” อย่างไรอย่างนั้น ….ครับ ท่านฯ เมื่อพูดถึงหมาเลยนึกขึ้นมาได้ว่า… เมื่อเช้าวันก่อน เวลาประมาณ ตีสามตีสี่เห็นจะได้ผมได้ยินเสียงหมาเห่าจึงลุกขึ้นไปดู จึงรู้ว่ามันเห่าคนเดินถนน …. นึกในใจว่าเขาคงออกไปออกกำลังในสวน  และก็อดนึกเลยไปไม่ได้ว่า “หมา มันก็คือ หมา”  นั่นละ…. เหมือนกับหมดไม่มีผิด…มันจะไม่รู้ว่า อะไรดี อะไรไม่ดี….ไม่รู้ว่าใครเขาจะเดือดร้อน ไม่ได้หลับได้นอน.. ทั้งตัวผู้ ตัวเมีย ตัวเล็ก ตัวใหญ่ ลูกเด็กเล็กแดงก็เอากับเขาไปด้วย …. ทั้งที่ไม่รู้ภาษีภาษากับเขาก็พลอยเห่าตามพ่อตามแม่มันไปด้วน… ที่ว่านี้เป็นหมากลุ่มก้นซอย …พอชายคนนั้น เดินไปถึงปากซอย อ้ายหมาอีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ปากซอยก็เริ่มเห่าบ้าง…ผมได้แต่นึกในใจว่า “อ้ายหมาพวกนั้น มันเอาตัว อย่างกัน” …..นี่ละครับท่านก็ … ก็เพราะมันเป็นหมานั่นเอง มันจึงไม่รู้จักเกรงใจชาวบ้าน….จริง ๆนะครับท่านฯ …

…. ตอนเช้า  ๆ ใครเคยออกไปวิ่งออกกำลังกายที่ในสวนสาธารณะหรือตามถนนอกบ้านบ้างละครับ  ถ้าวันไหนออกเช้าหน่อย ดวงอาทิตย์ยังไม่ พ้นขอบฟ้า อากาศจะสดชื่นแต่ท้องฟ้ายังมืออยู่ ถ้าใครมีบ้านอยู่ก้นซอย หรือเข้าไปในซอยลึกหน่อย เมื่อเดินออกมาจากบ้านกว่าจะถึงถนนใหญ่ก็ต้องใช้เวลา และระยะทางยาวหน่อย ถ้าบังเอินเวลานั้นมีหมาขึ้เรื้อนตัวหนึ่งนอนอยู่กลางถนนเมื่อมันเห็นเราเดินออกมาในยามต่ำคืนที่ยังมืดอยู่เช่นนั้น มันจะ “เห่า” เราทันที เมื่อตัวหนึ่งเห่า ตัวอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในที่นั้นจะวิ่งออกมาดูแล้วก็เห่าตามเห่ากันเสียงขลมไปหมด…ที่เราเรียกว่าหมาหมู่นั่นละ  ชาวบ้านละแวกนั้นเดือดร้อนกันไปหมดเพราะนอนไม่หลับ… “ไอ้หมาขี้เรื้อน” มันจะช่วยกันเห่าทั้งตัวผู้ และ ตัวเมีย เมื่อหมาตัวผู้กับหมาตัวเมียมาเจอกัน…หรือครับท่านฯ ….ผมได้เรียนให้ท่านฯทราบไปแล้วว่า หมา มันก็คือหมา …เมื่อเป็นเช่นนี้…. ถ้าไม่ถึงหน้ามันผสมพันธุ์กันมันก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นเวลาหรือหน้าของหมาที่จะผสมพันธุ์กัน มันก็จะถือโอกาสของเวลานั้นแอบผสมพันธุ์กับไปเลย ……มีการกัดกัน …ต่อสู้กันในระหว่างหมาตัวผู้ด้วยกัน…ต่อสู้เพื่อแย่งตัวเมียกัน ระหว่างหมาก้นซอยกับหมาปากซอย  ….. ทีนี้ละท่านฯ  ครับ…มันไม่ต่างอะไรกับสงครามกลางเมืองเลยละครับ…พอ…พอกับทีสำหรับเรื่องหมา ๆ …ว่าเรื่องของเราต่อดีกว่านะครับ.-

ในเมื่อดินแดนของไทยที่บรรพบุรุษของเราท่านเอา เลือด เอาเนื้อ เอาชีวิตเข้าแรก ต้องเสียไปโดยที่เราไม่อาจจะรักษาไว้ได้ก็อย่าเกิดมาเป็นคนไทยจะดีกว่า หรือถ้าเกิดมาแล้ว และรู้ว่าทำไม่ได้ ก็อย่าดันทุรังทำไป ลาออกเสีย แล้วให้คนที่เขามีความรู้ความสามารถเข้าทำการรักษาบ้านรักษาเมืองแทน เพื่อจะได้อยู่รอดตลอดไปนะครับท่านฯ…เห็นด้วยกับผมหรือไม่ครับ…ผมว่าใครที่ทำได้อย่างนี้ น่าจะได้รับการยกย่องสรรเสริญนะครับ คนที่ควรจะได้รับการสาปแช่ง คือ คนที่มี “พฤติกรรมการกำจัดคนดีออกนอกวงการ การบริหารราชการทั้งฝ่ายการเมือง และ ฝ่ายประจำ” นี่ซิครับมันไม่ค่อยจะดีนักนะครับ  คนพวกนี้ คนกลุ่มนี้ เป็นผู้ริดรอนความเข็มแข็งของชาติ เป็นผู้ที่ทำให้ประเทศชาติอ่อนแอ น่าจะได้รับการลงโทษ ให้สาสมกับการกระทำนะครับ…..ท่าน ฯ ครับ บางทีคนกลุ่มนี้ก็มีข้ออ้าง ที่เป็นข้ออ้างที่ทำไว้เพื่อการอ้างอิง ก็ได้ ดังที่เราเรียกว่า “ การทำ Diversion & conversion“ ก็ได้ …ท่าน ฯ  ครับที่ผมสงสัยและแปลกใจมากที่สุดคือขบวนการยุติธรรมชองเรานั้นมันเป็นอย่างไรกันครับ ทำไมมันถึงได้มีช่องว่างมากมายนักก็ไม่ทราบได้ คนผิดชัด ๆ ถ้ามีเงินเสียอย่างอาจจะ รอดพ้นความผิดนั้น ๆ ได้  “มันอย่างไรกันแน่”…. จะเอาอย่างไรกันแน่ ครับท่าน ….  พวกขี้ถ้อยหมอความมันมีมากครับ  ในญี่ปุ่นก็มี …มีมากเสียด้วย …มีมากไม่แพ้เมืองไทย แต่ที่ญี่ปุ่นเขาแก้กันอย่างไรหรือครับท่าน…. ผมจะเล่าให้ฟัง เพื่อจะได้มีคนไทยที่เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ….เห็นแก่ประโยชน์สุขของประชาชนพลเมืองไทยผู้น่าสงสาร (น่าสงสารจริง ๆ นะครับท่าน ฯ ถ้าท่าน ฯ ไม่เชื่อ ท่านรองถอดเสื้อนอกออก เอาเน็ตไทร์ออก แล้วเดินออกจากห้องแอร์ที่เย็นฉ่ำของท่าน ไปบอกให้คนขับรถของท่าน เอารถไปเก็บที่บ้าน แล้วท่านก็เดินออกมาข้างนอกถนน พอเห็นรถเมล์เล็กมาท่านก็โบกมือให้รถหยุด แล้วลองขึ้นไปนั่งรวมกับประชาชนของท่านดูบ้าง  ….  ค่อย ๆ ดู …ค่อย ๆ พิจารณาดู สาระรูปของ คนขับรถ พนักงานเก็บค่าโดยสาร …ผู้โดยสาร ..ท่านจะรู้สึกอย่างผมครับ …ท่านจะรู้สึกว่ายังมีคนไทยอีกไม่น้อยที่น่าสงสารมากครับ

เรื่องของสุขภาพอนามัย ของคนไทยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวเนื่องกับ “ นาย “ เหมือนกัน ครับ……วันนี้  ขอเท่านี้ก่อนก็แล้วกัน….ตอนต่อไป …จะเรียนให้ท่าน ฯ …ที่มีหน้าที่ปกครองบ้าน ปกครองเมืองนี้ ….ขณะนี้ ได้รับทราบไว้บ้างว่า ญี่ปุ่นเขาปราบพวกช่อราษฎร์บังหลวง พวกโกงกินประชาชน พวกก่อกวนเมือง  พวกเอาลัดเอาเปลียบประชาชน และเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ ด้วยวิธีได.

สวัสดีครับ

อดิศัย

6/ 3 /2001  10:02:28 AM

 

เรื่อง เก่าเก่ามาเล่าใหม่

**************

By Capt.Adisai Balayananda  M.Mnr.

เขียนครั้งแรกเมื่อ ปี 2544

ปรับปรุงแก้ใขปี 2547

 

ตอนที่ 2

 

เมื่อตอนที่แล้วเราได้คุยกันเป็นการเปิดประเด็นไว้เพื่อให้เข้าเรื่องว่า “ เมืองไทยจะยิ่งใหญ่ได้ จะต้องได้การครองทะเล”   มีหลายต่อหลายเรื่อง มีหลายต่อหลายอย่างที่มีความสำพันธุ์เชื่อมโยงกับเรื่องนี้ … มันมีความจำเป็น ๆ อย่างมากที่เราจะต้องรู้อะไร  ต่อมิอะไรไปพร้อมๆ กัน ….ศึกษาหาความรู้… หาเหตุผล..วิเคราะห็…วิจัย … ตัดสินใจ…วางโครงการณ์…หาเงินทุน…แล้วจึงเริ่มลงมือปฎิบัติอย่างจริงใจ จริงจัง ใช้พลังร่วมของทุกคนในชาติกระทำการอย่างต่อเมื่อง และเหนียวแน่น…ทุกอย่างก็จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดที่เราต้องการคือ “ความเจริญรุ่งเรืองของชาติบ้านเมืองอย่างยั่งยืนและมั่นคงตลอดกาลนาน”

ซี่งเราจะต้องทำได้แน่ ๆ  ขออย่างเดียว “อย่าด่ากัน อย่างทะเลาะวิวาทกัน อย่าลังแกกัน ….เมื่อมีคนอื่นมาลังแกเรา เราก็ต้องร่วมมือกันต่อต้านขับไล่นักเลงอันธพาลพวกนั้นให้ออกไปจากบ้านเมืองของเรา  เราต้องรู้ว่า เขาทำกับเราอย่างไร เราก็ต้องทำกับเขาอย่างนั้น อย่างที่โบราณท่านสั่งสอนไว้ว่า “ เมื่อหนามยอก (ตำ) ก็ต้องเอาหนามบ่ง”  หนามมันจึงจะออก …ไม่ใช่ว่า  “หมามยอด (ตำ) แต่เราเอาสากกระเบือไปบ่ง”  มันจะออกได้อย่างไรละ…ถ้าทำอย่างนั้น  ..  หนามมันจะยิ่งลึ่งลงไปอีก … ทีนี้ก็จะเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ต้องไปหาหมอเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดกันละ ถ้าไม่ผ่าตัด ต่อไปก็จะกลัดหนอง….กลัดหนองแล้วก็กลายเป็นแผลเน่า …เป็นเนี้อร้าย…ที่นี้ก็ต้องตักแขนหรือตัดขาตรงที่เป็นเนื้อร้ายนั้นทิ้งไป…หรือ….”ให้คนอื่นเขาไป  เอาไปต้มให้หมากิน” ….และถ้ามันเป็นเช่นนี้ไปเลื่อย ๆ … วันนี้เสียแขน…พรุ่งนี้เสียขา…เสียไปเสียมา …คนมันจะดูไม่เป็นคน…มันจะดูเป็นลูกฟุตบอลให้ชาวโลกเขาเตาะเล่น…สนุกดี……………จำได้ใหน…ผมบอกว่า…”ถ้าไม่เหี้ยม จะไม่ได้เป็นฮ่องเต้…การไม่ได้เป็นฮ่องเต้ คือ การปกครองบ้าน ปกครองเมือง ไม่ได้” …..  ….  ….  จำได้ใหม? … ผมบอกว่า…”ไม่มีความเมตตาปราณี …ไม่มีความเมตตากรุณาในสนามรบ” …. ถ้าใครอยากจะสร้างบุญ สร้างกุศล… มีความกรุณาปราณี ต้องไปสร้างที่วัด…หรือเช้าวัด “บวช” เสียเลย จะได้รู้แล้วรู้รอดไป…ไปได้เลย…ไล่แล้ว  ..  ! ! ! ! !  .. ไปเสียเพื่อเปิดทางให้ท่านนายฯทำงานได้สดวกขึ้น….เท่านันละ

ขณะนี้…ขณะที่ผมเขียนหนังสือนี้  ผมอยู่ที่เวียตนาม อยู่ที่  Hochiminh City กลับมาเห็นเวียตนามคราวนี้รู้สึกผิดหูผิดตาไปมาก อะไรหลาย ๆ อย่างรู้สึกว่าดีขึ้นมาก ผมหมายความว่า  บ้านเมือง และ ประชาชนพลเมือง รู้สึกว่าสอาดหูสอาดตาขึ้น  ประชาชนพลเมืองหน้าตาดีขึ้น แต่งเนื้อแต่งตัวสอาดขึ้น ….  จริง ๆ นะครับ ผิดกับเมื่อสาม-สี่สิบปีก่อนเป็นอย่างมาก …. ตอนนั้นยังเป็น  “ประชาธิปไตย”  อยู่ ….ประชาธิปไตยที่เรานิยมชมชอบกันว่าดีนักดีหนานั่นแหละครับ ….ตอนนั้น …ก่อนที่ทหารอเมริกันจะทุ่มกำลังเปิดศึกใหญ่ในเวียตนาม …. ภายในเมือง “Sigon”  เต็มไปด้วยขโมย…เต็มไปด้วยโจรผู้ร้าย…มีมิตฉาชีพทุกประเภทรวมกันอยู่ในเมืองนี้…ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งเป็นนักเรียนรุ่นเดียวกัน….มาเรื่อลำเดียวกัน…แต่เขาเป็นนายช่าง มีตำแหน่งเป็นนายช่างกลที่ 4  ส่วนผมอยู่แผนกปากเรือ มีตำแหน่งเป็น “ต้นหนที่ 2” …

                                       ………………

.ขอขัดจังหวะเล็กน้อยครับ..เพื่อให้ท่านเข้าใจลักษณะการทำงานของ “คนประจำเรือ” ภายในเรือนั้น เราได้จัดระบบไว้เป็นสากล (ตามระบบ ISM : INTERNATIONAL SAFTY  MANAGEMENT โดยการกำกับการ ควบคุมดูแล ของหน่วยงานในเคลือขององค์การสหประชาชาติ คือ IMO : International Maritme Organization ) ทั่วโลกเหมือนกันหมดคือ

·       แผนกปาเกเรือ  มีต้นเรือ หรือบางครั้งเราก็เรียกว่า “ต้นหนที่ เป็นผู้ปกครองบังคับชา มีผู้ใต้บังคับบัญชา คือ ต้นหนที่ 2 , ต้นหมที่ 3 , และลูกเรือที่เราเรียกว่า สรั่งเรือ …กระซับปากเรือ …ช่างไม้ …นายท้าย.(คนถือพังงาเรือ)  กลาสี และ บริกร .. รวมกันอีกประมาณ 7-8 คน …รวมเป็นแผนกปากเรือประมาณ 10-11 คน 

 

·       แผนกช่างกล     มีต้นกลเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชา…ต้นกลบางครั้งเราก็เรียกว่า  “นายช่างกลที่ 1 “ …ต้นกลมีผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นนายประจำเรือ 3 คน คือ  รองต้นกล หรือนายช่างกลที่ 2

นายช่งกลที่ 3 และนายช่างกลที่ 4 …นอกจากนี้ก็มีผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นลูกเรือ 4-5 คน คือ …สรั่งช่างกล   กระซับช่างกล    ช่างน้ำมัน  และช่างเช็ด…รวมคนประจำเรือในแผนกช่างกลมีประมาณ 10-11 คน

·       แผนกบริการ มีหัวหน้าคนครัว  คนครัว  และ บริการ รวม 3 คน สำหรับเรือบันทุกสินค้าเทกองทั่ว ๆ ไป ถ้าเป็นเรือโดยสารแผนกนี้อาจจะมี 10-20 คน หรือมากกว่าแล้วแต่ชั้นของเรือ

ทั้งสามแผนกนี้ขึ้นตรงต่อนายเรือ …นั่นก็คือ ภายในเรือ จะมีคนประจำเรือตั้งแต่ 20 คนขึ้นไป ไม่รวมนายเรือ …และมีนายเรือเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด….”นายเรือ” ไม่ใช่คนประจำเรือหรือ “Seaman”  แต่นายเรือคือตัวแทนเจ้าของเรือ หรือ/คือ ผู้ถือหุ้นของบริษัท ตามกฎหมายไม่ใช่ตัวแทนของพนักงานคนใดคนหนึ่งบนสำนักงานบริษัท (รายละเอียดว่ากันทีหลัง)

 

……………………………..

ครับท่านฯ….หันกลับมาเข้าเรื่องของเรา..นะครับ ….เพื่อนของผมที่เล่าให้ฟังนี้คือ นายอำนวย เศกสุนทร

ได้เอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่เมืองท่า Sigon นี้เมื่อ 40 กว่าปีก่อนเพราะถูกพวก “พ่อกูใหญ่” ฆ่า…..ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าในช่วยระยะเวลาที่กล่าว ใครเคยนำเรือเข้ามาตามแม่น้ำไซ่ง่อนบ้าง ….  ถ้าเคยเข้ามาจะเห็นลำน้ำที่คดไปคดมา  … บางช่วงก็กว้าง .. กว้างกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาของเรา….บางช่วงก็แคบ  …. แคบกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาของเรา …ทั้งสองฝากฝั่งแม่น้ำเขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้น้ำ ที่ชอบขึ้นตามป่าชายเลน …..มองออกไปเป็นที่ลุ่นราบเรียบ กว้างใหญ่มาก ….ไม่มีภูเขาให้เห็น เรือวิ่งมาเลื่อย ๆ  ทีแรกก็ไม่ค่อยจะมีอะไร ยุ่งยากวุ่นวายมากนัก …..แต่พอมาใกล้จะถึงเมืองท่าไซ่ง่อน…หรือเช้ามาในเขตชุมชน…จะเห็นเรือหางยาวคล้าย ๆ ในบ้านเรานั่นละครับมากันมากมาย…เกินกว่าที่จะนับได้….พอเรือใหญ่ของเราวิ่งเข้ามาในหมู่เรือหางยาวที่ว่านั้น …เรือหางยาวพวกนั้นก็จะเร่งเครื่อง ตามเรือใหญ่ …เข้ามาเทียบข้าง ข้างละ 3-4 ลำ สองข้างของเรือเรามีรวมกันทั้งหมด 6-7 ลำเห็นจะได้ …แล้วโดยที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน…คนที่นั่งอยู่ในเรือหางยาวสอง—สามคนจะใช้ไม้รวกลำยาว ๆ ประมาณ 8-10 เมตร เห็นจะได้ ตรงปลายของไม้รวกนั้นติดตะขอเหล็กไว้ด้วย  คนพวกนั้นจะเอาตะขอเหล็กเกี่ยวกับกราบเรือแล้วต่ายตามไม้รวกนั้นขึ้นมาบนเรือด้วยความชำนาญ อย่างรวดเร็ว คลาวละ 5-10 คน คนพวกนี้จะวิ่งไปรอบ ๆ เรือเห็นอะไรที่ลอยน้ำได้จะจับโยนลงไปในแม่น้ำ เช่นถัง 200 ลิตร …ถังน้ำมันกาส …ถังสี…สายสูดน้ำดับเพลิง ฯล..เอาไม่เลือก….โยนลงน้ำไม่เลือก เพื่อให้พวกที่ขับเรือตามมาอีหลายลำช่วยกันเก็บ….คนที่อยู่บนเรือเมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรจะให้โยนลงน้ำอีกแล้ว ก็จะกระโกดลงน้ำไป……การทำงานของคนร้ายที่เมืองท่านไซ่ง่อนในตอนนั้น ใช้ระยะเวลาไม่กี่นาที ของที่วางอยู่ในที่ต่าง ๆ บนดาดฟ้าเรือจะหายไปหมด…อาจจะเรียกได้ว่า “หายวับ ไปกับตา” เลย ……นี่ละครับท่าน “เมืองประชาธิปไตย” ในอดิต ซึ่งอยู่ในราว ๆ พ.. 2506 – 2509 เห็นจะได้ ……ต่อมาอีกไม่นาน…ไปใหม่…ทีนี้เห็นอะไรทราบใหมครับท่าน ?….เห็นทหารอเมริกันเต็มไปหมดทั้งเมือง…เอเมริกันยกทัพมารบกับใครกันนะเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด….ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทหารอเมริกันไปรบกับใคร..เพราะเห็นกลางวันก็ไม่มีอะไร เงียบสงบดี … เห็นประชาชนพลเมืองไปมาหาสู้ ซื้อของ ขายของกันวุ่นวายไปหมดเหมือนบ้านเมืองอยู่ในความปรกติ…..  แต่ที่ใหนได้ พอตกกลางคืน เสียงยิงกัน… ตูมตาม ๆ ตลอดทั้งคืน…เป็นอย่างนี้อยู่นาน…ก็ยังไม่หยุดยิงกัน…อเมริกันได้งัดเอาอาวุธทุกประเภทขึ้มมาใช้…ใช้กันอย่างหมดใส้หมดพุง…หมดเนื้อหมดตัวกันเลย…ทุ่มกันสุดตัวเลย ยังไม่ใหว…จึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน-มิตรสหายให้ช่วย….ช่วยด้วย ๆ …..ไม่ใหวแล้ว..! ! ..เพื่อน ๆ ก็ส่งคนไปช่วยกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง…ไทยเราก็เส้นตื้นกับเขาไปด้วย…ส่งคนไปช่วยเขาเหมือนกัน…มีเรือด้วยนะ…  เรือ ชื่อ “ช้าง”  อย่างไรละครับ….เรื่องทางน้ำพอรู้เพราะมีเพื่อนผมเป็นต้นเรือไปด้วย….ส่วนเรื่องทางบกไม่ค่อยจะรู้ ถึงแม้จะมีเพื่อนอยู่บ้างในตอนนั้นแต่ไม่ได้ใกล้ชิด สนิดสนมกันมากนักจึงไม่รู้ว่าใครอยู่…….ใครไปกันบ้าง ….. เพื่อน ๆ ทางบกที่ว่านั้นเทียบกันแล้วน่าจะเป็น “จปร 9”….ตอนนั้นกำลังฟิตเปริ๊ยะกันทั้งนั้น  …สนุกดีนะ….ไม่ทราบเหมือนก้นว่า ถูกหรือเปล่า…ถ้าไม่ถูก…ขออภัย ๆ ด้วย

เมื่อไปถึงสมรภูมีเวียตนาม …ก็สู้กันใหญ่…..สู้กันตั้งนาน…ในที่สุด “อเมริกัน และ เพื่อน” เป็นฝ่ายพ่ายแพ้….แพ้ก็คือแพ้…แพ้ก็ต้องจดลงเป็นประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ทราบว่า “แพ้”……..นึกแล้วก็กลุ้มใจเหมือนกัน….จะไม่แพ้ได้อย่างไร..เมือรบกับ “ผี” กลางวันเป็นเพื่อนกันกินเหล้าเมายาด้วยกัน…พอตกกลางคือกลายเป็นผีมาบีบคอเรา….เราไม่เห็นผี…แต่ผีเห็นเรา…เราต้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชม. เหนื่อยจะตายไป ไม่ได้หลับได้นอน … ต้องคอยระวังผีมาหักคอ…แต่ผีกลางวันมันพักผ่อน ..หลับนอน…เที่ยวเล่นหาอะไรรับประทานตามประสาผี … เอาแรงไว้ออกต่อสู้กับมนุษย์ที่ว่าเจริญแล้วเมื่ออยู่ต่อหน้า …แต่พอรับกลัง “แอบใฃ้ฝนเหลือง”อะไรพวกนั้นละ….นี่ละคือสุภาพบุรุษละ…ครับ

ถ้าพวกอเมริกันคิดได้ว่า  “เขากำลังสู้กับผี”  นะ เขาเป็นคนย่อมสู้ผีไม่ได้อยู่แล้ว “ต้องสร้างผีไปสู้กับผี” บ้าง มันจึงจะสู้กันได้ ตามแบบไทย ๆ ที่ว่า “เกลือจิ้นเกลือ”  หรือ  “หนามยอก ต้อง เอาหนามบ่ง” นั่นละ ….ไม่แน่นะ รูปแบบ หรือผลสรุปของสงครามในครั้งนั้นอาจเปลี่ยนไปก็ได้….จริงใหมละครับ…คิดดูให้ดี ๆ นะ….ปัญหามันก็อยู่ที่ว่าจะเอาใครที่ใหนมาสร้างให้เป็นผี เพื่อไปสูกับผี… คำตอบก็คือเอาพวก… “นักเรียน นักเลง”…ที่ว่าแน่ ๆ …ตีกันลั่นสนั่นเมือง..เหมือน ๆ กับในเรื่อง West Side Story นั่นละ….รองดูซีว่าเมื่อส่งเข้าสนามรบแล้วจะแน่จริงใหม….ทีนี้จะได้รู้กันละว่า  ใครเก่งจริง…ใครแน่จริง…ใครใจถึงหรือใจไม่ถึงบ้าง….ใครทำงานได้ผลมีรางวัลให้ด้วย…ใครตาย …เหมือนกับตายในสนามรบที่เราเคย  ปฎิญานกันไว้ว่า …”ตายในสนามรบเป็นเกียรติของทหาร”…นั้นละ…ไม่ดีกว่าหรือ ? ……..การฝึกคนที่จะไปใช้งานในรูปแบบ “กามีกาเซ่” ต้องทำตั้งเด็ก ๆ ทั้งเพราะ .-

เด็ก   เหมือนผ้าที่ขาวสอาด จะต้องการตบแต่งให้มีสีสรรค์สวยงามอย่างไรย่อมทำได้ ตามความต้องการ …..เด็กก็เหมือนกัน ต้องการจะให้เป็นอย่างไร…ก็ขี้แนะ …อบรมสั่งสอนให้เป็นอย่างที่ต้องการ ย่อมไม่ยาก…ในสมัยก่อน … เมื่อเรารบกันด้วยดาบ .. ด้วยหอก … ด้วยมีด..ด้วยไม้…เราก็ต้องฝึกหัดอบรมสั่งสอนคนของเราที่จะเป็นกำลังสำคัญของกองทัพกันมาตั้งแต่ยังเด็ก ๆ อยู่…แหล่งความรู้ที่สำคัญในสมัยนั้นคือ…”วัด”… วัดคือแหล่งรวมศาสตร์ต่าง ๆ ทั้งทางโลก และทางธรรม  ดังนั้น เมื่อลูก หลานเติบโตขึ้นถึงเวลาอันสมควรจึงต้องให้เข้าวัดบวชเรียนกันให้เป็นไปตามขั้นตอน …แล้วจึงออกจากวัดมาเข้ารับราชการใช้ความรู้ความสามารที่ร่ำเรียนมาให้เป็นคุณ และ ประโยชน์ต่อชาติบ้าน ….การต่อสู้..ทำศึกสงครามกันในสมัยโบราญ ..ต่อสู้กันด้วนหอก ..ด้วยดาบ..ด้วยเหตุนี้ใครมีจำนวนทหารมากกว่า  คือ  กองทัพใหญ่กว่า ย่อมได้เปรียบ ฝ้ายข้าศึกสัตรู...การสร้างกองทัพ… การเพิ่มจำนวนทหารในกองทัพ ทำกันด้วนการกวาดต้อนผู้คนพลเมืองมาจากบ้านเมือง ที่อ่อนแอกว่า …นั่นคือสมัยก่อน…นั่นคือสมัยโบราณเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว เขาทำกันอย่างนั้น…แต่เดี๋ยวนี้…ไม่ใช่แล้ว…  เดียวนี้เราทำสงคราม..”กดปุ่ม”  กัน คนมาก ไม่สำคัญ สำคัญที่คนในชาติ ต้อง ต้องฉลาด และมีนันสมองดี…สายเลือดดี … I & E ..Q..ดีสามารับรู้เรื่องราว วิชาการสมัยใหม่ได้ดี แล้วนำมาจัดการได้อย่างทีประสิทธิภาพ และประสิทธผลสูงสุด….แล้วการจะเที่ยวไปกวาดต้อนผู้คนมาจากที่อื่นก็ทำไม่ได้อีกแล้ว….นอกจากจะใข้กุสโลบาย….ด้วยการให้ค่าจ้างแรงงานเป็นเงิน USD ทีมีมูลค่าคุ้มกับค่าเหนื่อยกับนักวิชาการทีทรยศต่อชาติ จัดราย แข่งขันประกวดประชันมันสมองกันในรูปแบบต่าย ๆ  เมื่อใครได้เป็นเลิศในรายการดังกล่าว “นาย”  ก็จะส่งคนมาติดต่อเพื่อให้ไปทำงานให้กับ….นาย…แต่นั่นก็ไม่ใช่จะทุกรายการไป…ดูให้ดี ๆ ใน TV ช่องต่าง ๆ  ที่สำคัญผมได้เรัยนให้ทราบไปแล้วว่า…”คนไทย(รัฐบาล)อย่าโง่…ตลก(นักแสดงหรือที่เราเรียกกันเสียสวยหรู่ว่าศิลปินนั่นละ) อย่าตลกจนเกินขอบเขต..จนกลายเป็นทลึ่ง และ/หรือสกปรกไป”….เมื่อพูดถึงเรื่องตลก…เมื่อหลายปีมาแล้ว…ผมดูรายการ TV ของสถานีโทรทัศน์ …ITV..ทีวีเสรี..ตอนนั้นยังชอบจ่าหน้า หรือ ขึ้นต้นเรียกตัวเองว่าอย่างนี้ ….ตอนนั้นมีรายการอยู่รายการหนึ่ง ผู้จัดเป็นฝรั้งตัดผมสั้น ๆ กับผู้ชายไทยพิการคนหนึ่ง..ชื่ออะไรก็จำไม่ได้แล้ว… ออกมาแสดงรายการต่าง ๆ มากมาย เอาคนนั้น…คนนี้..ส่วนมากจะเป็นผู้ใหญ่…ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทั้งนั้น…บางครั้ง เป็นพระก็มี..มาล้อ..มาเรียนเล่นเป็นเรื่องสนุก…ตลกขบขัน…ทีแรกผมดูแล้วก็ยังไม่รู้สึกอะไร..แต่พอดู ๆ ไปมันรู้สึกอย่างไรบอกไม่ถูกอยู่เหมือนกัน…แต่ก็ยังทนดูต่อไป…มาเมื่อตอนที่เศรษฐกิจตกต่ำเมื่อปี พ..2540 …วันหนี่งผมเปิดรายการนี้ขึ้นมาดูอีก….ตอนหนึ่งผู้แสดงที่เป็นฝรั่ง ..ฝรั่งคนนี้พูดไทยเก่งมาก…เขาพูดว่า…”มีคนไทยหลายคนพูดว่า …. คนที่ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำเป็นคนชายชาติ…ขายอย่างไร…ขายชาติได้อย่างไร…ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ….ครับท่านฯ…พอฝรั่งคนนั้นพูดจบ…ผมมีความรู้สึกขึ้นมาเองโดยอัตโนนัตว่า …(ขออภัยนะครับท่านฯ ถ้าหยาบคาย) “อ้ายสองคนนี่ใช้ไม่ได้”  …แล้วก็เลยเถิดไปว่า… รายการอย่างนี้ทางสถานีก็ดี….ทางรัฐก็ดีปล่อยให้ออกมาด้อย่างไร  …..  เมื่อสองสามเดือนก่อน…ก่อนจะออกทะเล…ผมไปที่  Big –C ราษฎรบูรณะ ..เดินผ่านร้านขาย  VCD จึงเช้าไปเลือกดู …ก็เลือก.. ได้มาแผ่นหนึ่ง เป็น “Talh Show” ชื่อ “โอ-โน่”….มาถึงเรือ …เมื่อว่างจึงเปิดดู ….ดู ๆ  ไปก็ดีพอตอนหลัง ๆ จะเป็นแผ่นที่ 2 หรือ 3 ก็จำไม่ได้แล้ว …มีนายสองคนนี่ออกมาแสดงอีก  ผมเลยต้องปิดเครื่อง เอาแผ่นออก  …โยนทิ้งทะเลไป.

เด็กเอย เด็กน้อย ความรู้เรายังด้วย เร่งศึกษา ….ศึกษาตั้งแต่ยังเด็ก ….ในเมื่อผู้ใหญ่…ในบ้านเมืองขณะนี้ ต้องการให้เด็กที่จะโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไปในภายภาคหน้าเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีสุขภาพจิตใจดี ร่างกายแข็งแรง มีสง่าราศรี ที่สำคัญคือ..”ต้องมีความประพฤติดี” มีวินัย ตรงต่อเวลา และ หน้าที่  มีวิจารณญาณที่ดี รู้จักเลือกสรรค์แต่สิ่งที่ดีมาประพฤติ ปฎิบัติ  ฯลฯ ..ถ้าทุกคนในชาติ …ผู้ใหญ่ทุกคน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักการเมือง และสื่อต่าง ๆ ) ทำตัวอย่างที่ดี หรือเป็นตังอย่างที่ดีแก่เด็ก …..เป็นผู้ใหญ่ที่เรียกว่า  “ไม่เสียชาติเกิด”   รักและสามัคคีกัน “ติเพื่อก่อ”  อย่าทำลายล้างกัน … อย่าชักน้ำเช้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน อย่างอย่างที่ทำกันอยู่ในสามจังหวัดฃายแดนภาคใต้ขณะนี้ …อย่าถากถางเสียดสีกันด้วยคำพูดที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับชาติบ้านเมือง…ท่านฯ (ท่านนายกรัฐมนตรี …………) ครับ…ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อฝากท่านไว้ ให้ท่านเลือกเอาแต่สิ่งที่ท่านเห็นว่า  “ทำได้”   และจะเป็นประโยชน์กับชาติบ้านเมืองไปดำเนินการลงมือปฎิบัติการณ์ในโอกาศแรก…..ไม่มีเวลาแล้วครับท่านฯ.  …สำหรับผม…ผมช่วยอะไรท่านไม่ได้มากกว่านี้แล้ว อีกไม่กี่วันก็จะย่างเช้าปีที่ 69 แล้ว …..ท่านฯต้องไม่ลือนะครับว่า “เราถอยไม่ได้อีกแล้ว”  ….  ต่อแต่นี้ไปแผ่นดินไทยก็จะเริ่มเล็กลง ๆ  ทุกวัน  ทรัพย์พยากรธรรมชาติก็จะเริ่มร่อยหลอลงทุกวัน ๆ …เพราะอะไรครับ? … คำตอบก็คือ…เพราะประชากรไทยมากขึ้นทุกวัน ๆ นั่นเอง  …. ด้วยเหตุนี้ผู้มีหน้าที่รักษาผืนแผ่นดินไทนคือ  “ทหาร”  ก็ควรจะทำต้วให้เป็นทหารจริง ๆ เป็นทหารด้วยศักดิ์ศรีของความเป็นนักรบ เป็นวีระบุรุษชองชาติ ซึ่งพร้อมที่จะยอมสละได้ทั้ง เลือด  เนี้อ และชีวิต เพื่อรักษาไว้ด้วย “ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” …….เมื่อสมัยที่ผมเป็นเด็ก ….. ผมเป็นนักเรียนประจำ ….ก่อนจะเดินแถวไปรับประทานอาหารเราจะต้องกล่าวคำปฎิญาณกันทุกคนว่า  “ขาติ  เกียรติ วินัย  กล้าหาญ “ ….บางครั้งก่อนที่จะกล่าวคำปฎิญาณ เราก็มีการออกกำลังกันบ้างเพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยกันก่อน มันก็ดีไปอย่าง …สิ่งที่ดีและดีมาก ๆ ก็คือบางครั้งจะมีการร้องเพลงร่วมกัน ….เพลงที่น่าประทับใจมีอยู่หลายเพลงด้วยกัน จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ถูกบ้างผิดบ้าง เพราะมันนานมาแล้ว ตั้งแต่ปี พ.2498 ถึง 2505  และนับตั้งแต่ปี พ..2505 ก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับเขาอีกเลย แต่จะอย่างไรก็ตามยังรักและคิดถึงเขาอยู่ตลอดเวลาด้วยความจริงใจ และจากใจจริง เพลงที่ว่านั้นก็มีเพลง “สามสมอ”  แต่จำเนื้อไม่ได้….จะมีอยู่บ้างก็เห็นจะเลือนลางเหลือเกิน ในความทรงจำ……  “เราฃาวสามสมออาจหาญ  ชาญชัยเช่นเชิงชาย…..อะไรทำนองนั้น เพื่อน ๆ หรือ น้อง ๆ ใครรู้ก็ช่วยต่อให้ทีก็แล้วกัน ….. เพลงนี้ด้วยครับ   ….   เพลงนี้ด้วย … 

“ เพื่อชาติและราชนาวีไทย”        ยังจะมีไครคิดถึงความสำราญ…….

เพื่อชาติและราชนาวีไทย          ยังจะมีคิดถึงความสำราญ 

 ข้าศึกฮึกเหิมเราจะเจิมให้จมลง ต้องทำลายคลายทนงดิ่งลงไปใต้ทะเล

 แล้วเราชาวเรือก็เร่งกลับบ้าน    สำราญเริงใจในคู่ชู้ชื่น ทะเล  ทะเล ทะเล  …

…………….…   

 

ครับ ท่าน ฯ  ยังมีอีกหลายเพลงนะครับ แต่จำไม่ได้แล้ว เพราะมันนานจัด… ส่วนที่พอจะจำได้ให้เห็นเนื้อเป็นหนังกับเขาบ้างก็มีบ้างนะครับ …เช่น  :-

 

เพลง ;                             ลูกทะเล

                      ……………….

                                                                                                  ลูกทะเลเริงใจจะออกไปทะเล   

              มาฮาเฮกับเราด้วยช่วยอวยพร

                                                 เราจะไปสังหารผู้ที่มารานรอน 

 เมืองบิดรมารดานั้นหน้าที่เรา……ลา..ล้า..ลา .ลา .ลา

 

ขอลาต่อพ่อแม่และญาติมิตรชิดหน้า

 ลาแล้วแก้วตา ..ลาแล้วแก้วตาพี่อยู่จงดี

ฝ่าคลื่นฝืนลม …ฝ่าคลื่นฝืนลม จมมันลงทะเล จมลงทะเล

 

เมื่อธงราชนาวีชองเรายังมีอยู่

จะเชิดชูชาติไทยไม่ให้น้อยหน้า

ธงเรือรบของไทยจะไม่มีใครกล้า

ประมาทหน้าลูกไทยน้ำใจทะเล……ลา..ล้า …ลา ๆ ๆ

                                ขอลาต่อพ่อแม่และญาติมิตรชิดหน้า

ลาแล้วแก้วตา …ลาแล้วแก้วตาพี่ อยู่จงดี

ฝ่าคลื่นฝืนลม…ฝ่าคลื่นฝืนลม จมมันลงทะเล   จมลงทะเลเพื่อไทย

                                   ………………..

 

หรือ เพลง :                           เดินหน้า

                   ……………

                                                                      เกิดมาทั้งที  มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น

                                     อีกสามร้อยปีก็ไม่มีใครจะเห็น

                      ใครเขาจะนึก  ใครเขาจะฝัน  เขาก็ลืมกันเหมือนตัวเล็น

                              นานไปเขาก็ลืม  ใครหรือจะยืมชีวิตให้เป็น

                ใครจะเห็นก็เห็นแต่น้ำใจ  จำได้แต่ชื่อ  ว่าตัวเราคือทหารเรือไทย

                               ตายแต่ตัวชื้อยังฟุ้ง  ทั่วทั้งกรุงก็ไม่ลืมได้

                           ทั้งเซ้า ทั้งเวส ทั้งน๊อต ทั้งอีส จะคิดถึงตัวเราใย

                              จะต้องตายทุกคนไป ส่วนตัวเราตายไว้ยืน

ไว้ยืนแต่ชื่อ  ให้โลกทั้งหลายเขาลือ  ว่าตัวเราคือทหารเรือไทย

                     …………………

 

เพลงพวกนี้เป็นเพลงที่ผมชอบมาก เป็นเพลงที่มีเนื้อหาสาระให้ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งเรื่องใหญ่และเรื่องเล็ก …เรื่องของชาติบ้านเมือง หน้าที่การงาน และครอบครัว …. มีความหมายดี จริงๆ นะครับ…ผมชอบ…ใครจะชอบหรือเปล่าผมไม่ทราบ..แต่ผมชอบ เหมือนกับที่ผมชอบการทำงานของท่านนายกฯ …..ถูกใจมาก….แต่นั่นละครับท่าน เมื่อการทำงานของท่านไปขัดผลประโยชน์ของใครเขาเขาผู้นั้นก็ต้องไม่ชอบท่าน เป็นของธรรมดาครับ และอาจจะมีมากกว่าคนที่รักท่านเสียอีก …. ด้วยเหตุนี้คุณปู่ … คุณย่า  ..คุณตา .. คุณทวด ของเรา จึงมักจะให้กำลังใจกับลูกหลานของท่าน เมื่อลูกหลานของท่านได้รับความผิดหวังจากการทำงาน …ว่า…”อดทนไว้ลูก …เข้มแข็งไว้ลูก….ขณะนี้บ้านเมืองกำลังระส่ำระสายประชาชนตกทุกข์ได้ยาก ข้าวยากหมากแพง ในน้ำไม่มีปลา ในนาไม่มีข้าว(ในป่าไม่มีต้นไม้)นั่นเป็นของธรรมดานะลูกนะ … เมื่ออ้ายพวกมหาโจรเข้าครองเมือง…ประชาชน คน ดี ๆ ก็ต้องเดือดร้อน … ตอนนี้หรือยุดนี้…เป็นยุคที่ …คนดีต้องเดินตรอก… พวกขี้คอกออกมาเดินถนน …ลูกก็ต้องปล่อยไห้เป็นไปตามที่ฟ้าลิขิต….เหมือนกับตอนที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จะถูกฝ่ายปฎิวัติจับ  ตอนนั้นก็มีทหารรักษาพระองค์ บางส่วนพยายามจะต่อสู้เพื่อป้องกันรักษาพระราชวังและองค์พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเขา ….พระมหากษัตริย์ผู้ที่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตของพระองค์ท่าน  ขับไล่สัตรูผู้รุกรานเพือความเป็นเอกราชของชาติไทย เพื่อความปลอดภัยของบ้านเมืองและประชาชนคนไทย  ตาสี  ตาสา  ชาวนา  ชาวสวน  ชาวไร่ (ชาวเรือ..ด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ ?) ฯล ของพระองค์ท่านไว้…..  พระองค์ท่าน(พระเจ้าตาก ฯ)จึงตรัสห้ามทหารรักษาพระองค์ในขณะนั้นไม่ให้ต่อสู้กับคณะปฎิวัติเพราะเกรงว่าจะเดือดร้อยกับ ทหารและประชาชนของพระองค์  พระองค์ท่านจึงทรงตรัสกับเหล่าทหารรักษาวังที่มีอยู่น้อยนิดเหล่านั้นว่า …  “สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ได้ยากแก่ไพร่เลย”   คือพระองค์ท่านพร้อมที่จะอุทิศตน อุทิศทั้งเลือดเนือ และชีวิต    เพือ ประชาชนของพระองค์ท่านแล้ว…เห็นหรือไม่ว่าเป็นความคิดที่  เลิศ ประเสริฐ และใหญ่หลวงนัก….สมแท้ที่เป็นกษัตรืย์นักรบของชนชาติไทย …สมแท้ที่ต่อมาประชาชนคนไทยได้ถวายพระนามท่านว่า “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”  (นี่หรือคือคนที่เสีย สติ คนที่เสียสติ (เป็นบ้า) จะคิด จะพูด จะทำได้อย่านี้หรือ…คิดดูให้ดี ๆ… จะทำอะไรอย่าให้เด็กรุ่นหลังตำหนิ (ด่า) ได้ ตายไปแล้ววิญญาณจะอยู่ไม่เป็นสุข ไม่ได้ผุด ไม่ได้เกิด..นะ..จะ…บอกให้) …..อย่านี้จึงจะปฎิญาณได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า :-

“ชาติ เกียรติ วินัย กล้าหาญ”        

หรือ

“การตายในสนามรบ เป็นเกียรติของทหราร”

 

ต่อนิดนะครับ …. ไม่มาก…มาก ๆ ไว้ว่ากันที่หลัง ที่ต้องต่อตรงนี้เพราะ เดียวท่านจะสงสัยว่า ผมรู้ได้อย่างไรว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินหมาราช ไม่ได้เสียพระสติ….จริง ๆ แล้ว…เรื่องราวต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์นั้นผมไม่มีสิทธิ์จะไปเสนอแนะใด ๆ ทั้งนั้นเพราะผมไม่ใช่นักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ครับ …ผมเป็นนักเดินเรือ … เป็น  “Seaman”….มันคนละเรื่องเลย ….ที่ว่านั้น…ผมว่าตามที่มีในประวัติศาสตร์ ที่จดบันทึกไว้ในสมุดจดหมายเหตุความทรงจำของ “กรมหลวงนรินทรเทวี”  (ท่านเป็นใครว่ากันที่หลังนะครับ)  ซึ่งท่านได้บันทึกไว้ตอนหนึ่งว่า :-

“ ….พระยาธิเบศร์    พระยารามัญ   พระยาอำมาตย์   ว่าถ้ามิให้สู้  จะอยู่ตายด้วยเจ้าข้าวแดง…”

.   พระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ท่านทรงมีพระราชวิจารณ์ไว้ว่า

“ ….ท่านจดความไว้หวุดหวิดอยู่ ถ้าจะเติมความเสียอย่าไว้ในวงเล็บมือว่า “ถ้ามิให้สู้ จะสู้ตายด้วยกับเจ้าข้าวแดง ดังนี้แล้วก็เป็นอันใช้ได้ แต่ความในตอนนี้ก็ปรากฎต่อมาว่า  มีผู้นับถือคิดถึงบุญคุณของเจ้ากรุงธนบุรีในขณะนั้น คงจะมีอยูมาก ขุนนางจึงต้องตายลงในครานั้นกว่า ๔๐ คน…..”

(ประวัติศาสตร์จดไว้ว่า ตายด้วยรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ประมาณ 39 คน และโดยคำสั่งชองสมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ (นายบุญมา) อีก 80 คนแล กรมหลวงนรินทรเทวี ได้จดบันทึกข้อความตอนสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ถูกฝ่ายปฎิวัติ บังคับให้ออกบวชไว้ดังนี้…

“….พระยาสรรค์ให้นิมนต์พระราชาคณะให้ถวายพระพร ให้ทรงบรรพชา ชำระพระเคราะเมือง ๓ เดือน….ทรงพระสวรล …ตบพระเพลาว่า ..”เอ้หิภิกขุลอยมาถึงแล้ว”  ให้เชิญพระกรรบิดออกไป ..”

พระราชวิจารณ์ของ ร. ๕ อธิบายความตอนนี้ว่า .-

  “….ตามความในพงศาวดาร กล่าวความไว้ตรงกันข้าม โดยพงศาวดาร กล่าวว่า มีรับสั่งให้นิมนต์พระราชาคณะมาทูลถวายพระพรให้ทรงบรรชา ชำระพระเคราะห์เมือง ๓ เดือน  ด้วยต่างคนต่างคิด…และที่ว่าเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระสรวลตบพระเพลาว่า   “เอ้หิภิกชุลอยมาถึงแล้ว”   นี้  สมสำนวนเจ้ากรุงธนฯ มาก  คือ รู้เท่าแต่หลงหน่อย ๆ …”

ครับ…ท่าน ฯ ..  สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระองค์ท่านได้ทรงวิเคราะห์วิจารณ์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  เมื่อก่อนที่จะถูกบังบับให้ออกบวชนั้น ท่านมิได้มีพระสติวิปลาสคลาดเคลื่อน หรือทรงมีพระวิกลจริตฟั่นเฟือน แต่ประการใดเลย  ยังทรงรู้เท่าถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นอย่างดี เป็นเพียง “หลงหน่อย ๆ “ ตามสำนวนที่ ร. ๕ ทรงไว้เท่านั้น…

ครับ…ท่าน ฯ  …เรื่องความดีของ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” นั้นมีมากเหลือเกินจนผม จับต้นชนปลายจะไม่ถูกแล้ว จึงต้องขอยกยอดไปคราวหน้าค่อยว่ากันใหม่นะครับ…ท่าน ฯ

 

ตอนนี้ เราก็กลับมาดูลักษณะ และ คุณสมบัติของทหารกันเล็กน้อยนะครับ……ทหาร……จะเป็นทหารชาติใด ๆ ในโลกนี้ก็ต้องมีคุณสมบัติที่คล้าย ๆ กันคือต้องเสียสละได้ทั้ง เลือด เนื้อ และชีวิต เพื่อ ชาติศาสกษัตริย์ ถ้าทหารไม่มีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ฝังแน่นอยู่ในใจ…ในความรู้สึกนึกคิด ในจิตใต้สำนึก เขาผู้นั้นก็ไม่ใช่ทหาร ทหารต้องรักศักดิ์ศริ เกียรติยศ ขื่อเสียงของตนเอง หมู่คณะ (กอง กรม หรือ หมู่เหล่า) ประเทศชาติได้……สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทหารต้องรักษาไว้ด้วยชีวิต จึงจะเรียกได้ว่าเป็นทหารที่สมบูรณ์ ถ้าทหารไม่มีสิ่งดังกล่าว เขาผู้นั้นก็ไม่ใช่ทหาร แต่จะกลายเป็น ลิเก ไปเมื่อแต่งเครื่องแบบ ติดเหรียญตราเต็มหน้าอก มีสายสพายซ้าย-ขวา ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะไม่มึความหมายเลยสำหรับสายตาของคนทั่วไป ที่เขาไม่เข้าใจความหมายของทหาร (ตำรวจด้วย)

และถ้าทหารไม่มีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ตามที่กล่าวมาแล้ว คน ๆ นั้นไม่ใช่ทหาร  แต่เป็นนักธุระกิจ หรือ นักการเมืองที่แฝงเข้ามาในคราบของทหารผู้มีเกียรติ เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล และไม่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งนั้น ทำให้ทหารที่ดี ทหารที่เป็นทหาร ทหารที่มีความตั้งใจดีต่อชาติบ้านเมือง ต้องการรักษาชาติบ้านเมืองพลอยเสื่อมเสียไปด้วย….อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับ “นักกาเมืองในคลาบของทหารมักจะคอยขัดขวางการทำงานของทหารที่ต้องการรักษาเขตแดนของไทย ทำท่าขู่ต่าง ๆ นา ๆ ว่าจะย้ายบ้าง จะถูกสอบสวนบ้าง…อะไรทำนองนั้น ทำให้ทหารผู้น้อยที่ไม่รู้เรื่อง เสียขวัญ ( Morale ) เสียกำลังใจ (Wind Power)  ….” ทหาร “ ถ้าขาดซึ่งสองสิ่งนี้เสียแล้ว ก็จะไม่ต่างอะไรกับหุ่นไล่กา….ไม่ต้องไปคิดรักษาบ้าน รักษาเมืองแล้ว … ให้คนอื่นเขารักษาให้ดีกว่า…จริงใหมครับท่านฯ ..คิด ๆ ดู มันก็แปลกดี…ความคิดของคนมันไม่เหมือนกัน…เราไปปล่อยให้สัตรูเข้ามาบ่อนทำลายบ้านเมืองจนแทบจะอยู่กันไม่ได้แล้ว ไม่มีความเป็นตัวของตัวเองเลย  จึงแตกแยกความคิดออกเป็นสองฝักสองฝ่าย คิดถูกบ้างผิดบ้างจนขวัญของส่วนรวม คือบ้านเมืองเสียหมด ทั้งนี้เพื่อเอาใจ”นาย” เท่านั้นละ … จริง ๆ แล้วเราหน้าจะมีจุดยืนของตัวเอง ที่จะรักษาบ้านรักษาเมืองไว้บ้าง บางท่านก็บอกว่ามีแล้ว มีว่าไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ…ครับมีแต่ท่านรู้หรือเปล่าครับว่า “มีแต่ทำอะไรไม่ได้” สมมุติว่า ถ้ามีนักการเมืองที่ไม่ดี (เลว) เอาแผ่นดินไทยไปยกให้คนอื่น เพื่อแรกเป็นผลประโยชน์ที่จะได้รับ เมื่อนำเรื่องเช้าสภา คน ๆ นั้น หรือ นักการเมืองคนนั้นเพียงพูดง่าย ๆ สั้น ๆว่า “ผมไม่ได้สั่ง” เท่านี้ทุกอย่างก็จะจบลงอย่างรวดเร็ว …แต่ดินแดนของไทยเสียไปแล้ว…เรียกคืนก็ไม่ได้….ทำอย่างไรละครับทีนี้ …คำตอบก็คือ “ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน” หรือนิ่งเสีย ทำตามคำพังเพยที่ว่า “ด้านได้อายอด” อย่างไรละท่านฯ..

ความจริงเรื่องการแสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลและไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นมีอยู่ในทุกชาติ ทุกภาษา แต่นั่นละเราจะแก้กันอย่างไร และแก้ตรงใหนก่อน จะเอาอะไรมาเป็นข้ออ้างอิงผมขอยกไปควาวหน้านะครับ…..สำหรับวันนี้…ขอเท่านี้ก่อนนะครับ..ท่านฯ

 

สวัสดีครับ

อดิศัย

6/4/2001:9:08:00 AM

 

 

 

พวกที่ประทุษร้ายต่อประชาชน และ ประเทศชาตินั้นส่วนใหญ่ หรือส่วนมากเป็นพวกที่ถูกเรียกว่า “ชนชั้นปกครอง” ระดับสูงเป็นผู้วางแผน โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับรอง ๆ ลงมา ให้การสนับสนุน บางแห่งหรือหลาย ๆ แห่ง การให้การสนับสนุนนั้นก็มาจากประชาชนพลเมืองที่รู้เท่าไม่ถึงการก็มี เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การค้าของเถื่อน การค้าของต้องห้าม พวกยสเสพติดต่าง ๆ เหล่านี้เป็นที่มาของชนชั้นปกครองระดับประเทศ โดยมีที่มา หรือ ต้นเหตุจากการสร้างอิทธพลในระดับท้องถิ่นก่อน  แล้วก็ขยับฐานะสูงขึ้นเลื่อย ๆ จนกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลระดับชาติ ตั้งกันเป็นกลุ่มเป็นก๊กเพื่อตัวเองบ้าง เพื่อชาติบ้านเมืองบ้าง ต่าง ๆ กันออกไปตามสันดานเดิมที่ติดมาจากบรรพบุรุษของแต่ระคน มีมากมายหลาย ก๊ก เช่น .-

1.      ก๊ก เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ตั้งตัวเป็นเจ้าที่เมืองพิษณุโลก

2.      ก๊ก เจ้าพระฝาง (เรือน) อยู่ที่วัดพระฝาง เมืองสวางคบุรี ตั้งตัวเป็นเจ้าทั้งที่ยังเป็นพระ

3.      ก๊ก เจ้านคร (หนู) เดิมเป็นปลัดผู้รั้งเมืองนครศรีธรรมราช

4.      ก๊ก กรมหมื่นเทพพิพิธ ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองพิมาย

5.      ก๊ก พระยาตาก ตั้งตัวเป็นใหญ่ที่เมืองจันทบูร

(ก๊ก ใหน ใครเหมือนใคร…ในปัจจุบัน นี้ …..2547 ..ดูเอาเอง)

 

 

                                                      

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องจดจำไปจนวันตายทุกคน  เมื่อไรที่คนไทยเราแตกแยกกัน ไม่สามัคคีกัน เห็นแก่ประโยชน์สุขส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม เมื่อไรที่ผู้นำประเทศไม่สนใจกับบ้านเมือง หาแต่ความสุขความสบายใส่ตัว จนลืมนึกถึงบ้านเมือง ฯล เมื่อนั้นเขาผู้นี้จะมาเหยียบย่ำเราทันที  เรื่องนี้เป็นเรื่องยาว ต้องคุยกันนาน

 - ผมเคยได้ยินเขาบอกว่าคนไทยโง่กว่าเขามานานแล้ว  เขาบอกว่าคนไทยเป็นคนที่ขาดจิตสำนึกในการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและประเทศชาติอย่างจริง ๆ จัง ๆ และ เสมอต้นเสมอปลาย คนไทยส่วนใหญ่เห็นประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าประโยชน์ของชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำประเทศ  ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งเดียวที่อ่อนแอที่สุดในภูมิภาค ในสายตาของคนทั้งโลก และง่ายที่จะทำลายล้างให้หมดไปจากโลกนี้ .

เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก ผมอายุมากแล้ว เหลือเวลาที่จะทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองอีกไม่มาก จึงอยากฝากคนไทยรุ่นใหม่ ๆ ทุก ๆ คนให้ช่วยกันดูแลอย่าให้ประเทศไทยถูกลบชื่อออกจากแผนที่โลกเท่านี้ผมก็จะนอนตายตาหลับ.

- ผมมีเพื่อนเป็นคนพม่าหลายคน ค่อนข้างจะสนิดกันมากด้วย เราเคยคุยกันถึงเรื่องเก่าๆ เขาได้บอกว่า กรุงศรีอยุธยาที่พังพินาจเช่นนั้นไม่ใช่ฝีมือของทหารพม่า ผมจึงถามทำไมละ เขาบอกว่าเพราะ พม่าก็นับถือพุทธศาสนาเช่นกันจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร ผมจึงบอกว่าถ้าเช่นนั้นใครเป็นคนทำ เขาบอกว่าเป็นฝีมือของพวกทหารต่างชาติที่ไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ และเข้ามาช่วยพม่ารบไทย นั่นส่วนหนึ่ง และเป็นฝีมือของคนไทยด้วยกันเองอีกส่วนหนึ่ง ไม่รู้จะเชื่อใครดีเลยต้องเงียบไว้ก่อน

ยังมีเรื่องอีกยาววันนี้เอาเท่านี้ก่อน

สวัสดีครับ

4/6/2001

   

"ประโยชน์ของชาติย่อมอยู่เหนือสิ่งอื่นใด"

นี่คือข้อหนึ่งในหลาย ๆ ข้อของปรัชญาทางการเมือง ซึ่งใคร ๆ ก็รู้และทราบกันทั่วทั้งโลกเท่า ๆ กัน และถ้าผู้นำของชาติใดไม่สนใจทำ ไม่สนใจที่จะเสาะแสวงหาผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติแล้ว จะทำให้เราอยู่อย่างเป็น

สุขได้อย่างไร คนไทยทุกคนต้องเห็นคนไทยด้วยกัน เป็น หรือ เปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน  ไม่คิดทำลายร้างซึ่งกันและกัน ไม่แก่งแย่งชิงดี ชิงเด่นซึ่งกันและกัน เพื่อหวังจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินโดยไม่คำนึงถึงประเทศชาติ เห็นผิดเป็นชอบ เห็นแก่อมิตรสินจ้างจากคนต่างชาติ ร่วมมือกับสัตรูของชาติ เปิดประตูเมืองให้คนชาติอื่นเข้ามาในบ้านเมือง ทำร้ายเพื่อนร่วมชาติ ของตัวเองด้วยความที่เห็นแก่ลาภ ยศ เฉพาะตัว ….มันช่างน่าละอายเป็นอย่างยิ่ง .

            การแสวงหาผลประโยชน์ของบุเรงนอง จนได้กรุงศรีอยุธยาราชธานีของไทยไปเป็นเมืองขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2112  จึงไม่ใช่ของแปลก แต่ที่มันแปลก คือ คนของเราบางคนไปช่วยเขานี่ซิมันแปลก และแปลกมากจริง ๆ ด้วย  คนพวกนี้มีความคิดเหมือนเด็กเลว ๆ ที่ คอยสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกันจนชาวบ้านแถวนั้น ต่างก็ออกปากไปตาม ๆ กัน  บางคนถึงกับตำหนิไปถึง บิดา มารดา เป็นภาษาชาวบ้านว่า

            " เด็กพ่อ แม่ไม่สั่งสอนเกิดมาหนักผืนแผ่นดินไทย เป็นเสนียดจังไรแก่บ้านเมือง จะทำให้บ้านเมืองฉิบหาย ล่มจม ฯล "

 

แต่ก็โชคดีอยู่บ้างที่ในครั้งนั้นบุเรงนองยกมาอย่างทัพกษัตริย์ ไม่ได้มาอย่างกองโจร  ปล้นและทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ด้วยความสนุกสนาน คึกคนอง ชุดคร่า อนาจาร เหมือนโจรชั่ว แต่จะอย่างไรก็ตาม มันก็ได้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนคนเดินถนนไม่น้อย แต่เมืองไทยก็ไม่สิ้นคนดี …เมื่อฟ้าส่ง

" สมเด็จพระนเรศวรมหาราช "

มาขับไล่สัตรูออกไปจากผืนแผ่นดินไทย ได้เป็นผลสำเร็จเมื่อปี พ.ศ.2127.

            เป็นอย่างไรบ้างครับท่าน …การที่มีผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ชั่ว ๆ จนทำให้บ้านเมืองล่มจมนั้น ดีไหมละท่าน..ถ้าท่านอยู่ในเหตุการณ์ขณะนั้นท่านจะรู้สึกอย่างไร จะเอาหน้าไปไว้ไหน ?

"ไม่เป็นไร …..  ไม่เป็นไร …. (ท่านว่า) … มันนิดหน่อย เดี๋ยว เดียว คนไทยก็ลืมหมดแล้ว ..เรามันเพื่อนกันทั้งนั้น"

(พูดออกมาหน้าตาเฉย)

 

พอแค่นี้ก่อนนะครับ

สวัสดีครับ

4/10/2001

 

เนื่องจากใน ศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่ของไทย หรือ วันสงกรานต์ปี 2544 นี้  ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตร







Copyright © 2010 All Rights Reserved.