ReadyPlanet.com
dot dot
bulletHome
bulletกระดาน คำถาม-คำตอบ
bulletAdisai's Facebook
dot
Twitter To:-
dot
bulletกัปตันอดิศัย พะลายานนท์
bulletบารัค โอบาม่า
bulletทักษิณ ชินวัตร
bulletอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
bulletจาตุรนต์ ฉายแสง
bulletกรณ์ จาติกวนิช
bulletสุระนันท์ เวชชาชีวะ
bulletสาทิตย์ วงค์หนองเตย
bulletจุรินทร์ ลักษณวิสิทธิ์
bulletกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
bulletคุณปลื้ม ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล
dot
ข่าวประจำวัน
dot
bulletกระแสหุ้น
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletไทยโพสต์
bulletผู้จัดการ
bulletมติชน
bulletThe Nation
bulletBangkok Post
bulletกรุงเทพธุระกิจ
bulletข่าวไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bullet Thai Red News
bulletVoice Of Taksin
dot
โทรทัศน์
dot
bulletสถานีโทรทัศน์ ITV
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 9
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 7
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 5
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
bulletSub Menu 3
bulletSub Menu 4
dot
LES & INMARSAT INFO
dot
bulletNERA Satcom
bulletSTCW
bulletGMDSS 2
bulletGMDSS
bulletเพลงสุนทราภรณ์
dot
หน่วยงานราชการกองทัพเรือ
dot
bulletกองทัพเรือ
bulletโรงเรียนนายเรือ
bulletเพลงราชนาวี - ไทยสากลเก่า ๆ.. ฯลฯ
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0001-0296
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0297-0580
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0581-0862
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0863-1162
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1163-1464
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1465-1766
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1767-2062
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2063-2352
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2353-2639
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2640-2931
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2932-3225
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3226-3522
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3523-3824
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3825-4125
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4126-4426
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4427-4732
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4733-5030
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 5031-5334
dot
บทความใน Website ; Adisai.com
dot
bulletความจริงก็คือความจริง 1
bulletความจริงก็คือความจริง 2
bulletความจริงก็คือความจริง 3
bulletตอนที่ 1 ความจริงวันนี้
bulletตอนที่ 2 เอกราชของชาติ
bulletตอนที่ 3 มโนธรรม
bulletตอนที่ 4 ระบอบประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 5 ที่มาของประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 6 อารยธรรมและวัฒนธรรม
bulletตอนที่ 7 การก่อกบฏในอังกฤษ
bulletตอนที่ 8 กฏหมายโมเสส
bulletตอนที่ 9 ราชวงค์บูร์บองของฝรั่งเศส
bulletตอนที่ 11 กฏหมายต่างตอบแทน
bulletตอนที่ 10 ดูตรงนี้เป็นตัวอย่าง
bulletตอนที่ 12 เก่งกับ เก่ง
bulletตอนที่ 13 โจราธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550
bulletตอนที่ 14 เรื่องที่เราไม่รู้
bulletตอนที่ 15 หาไม่ได้อีกแล้ว
bulletตอนที่ 16 แม่กับลูก
bulletตอนที่ 17 คนดีก็คือคนดี
bulletตอนที่ 18 รัฐสภาน่าคิด
bulletตอนที่ 19 เพื่อชาติ และ ราชนาวี
bulletตอนที่ 20 คนดีที่ต้องเสียเปลียบคนชั่ว
bulletตอนที่ 21 เมื่อต้องตายเพราะทำดี
bulletตอนที่ 22 เหตุที่ต้องเดินทางไปในทะเล
bulletตอนที่ 23 ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะอยู่ได้อย่างไร ?
bulletตอนที่ 24 ผิดเป็นครู
bulletตอนที่ 25 แม่สอนลูกให้ฆ่าพ่อ
bulletตอนที่ 26 กบฏ 2475
bulletตอนที่ 27 ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
bulletตอนที่ 28 ไม่เหี้ยมไม่ได้เป็นฮ่องเต้
bulletตอนที่ 29 กบเลือกนาย
bulletPage1 จดหมาย พล.ต.มนูญกฤต
bulletมังกรดำ
bulletความจริงก็คือความจริง 1-1
bulletความจริงก็คือความจริง 2-1
bulletความจริงก็คือความจริง3-1
bulletความจริงก็คือความจริง 4
bulletชอบสุรยุทธ จุทานนท์
bulletเรื่องที่เพื่อนอยากรู้
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletPage1 3-2
bulletPage1 5-2
bulletPage1 6-2
bulletยกย่องนายพลในกองทัพบก
bulletสดุดี "กองทัพเรือ"
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ ตอน 2
bulletยกเลิกกฏหมายความมั่นคง
bulletสุภาพบุรุษ "กองทัพเรือ"
bulletพล.ร.อ.สงัด และ พล.อ. กฤต
bulletมันชั่ว หรือ ขายชาติ กันแน่ ?
bulletการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletผังประกอบการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletโจรครองเมือง 1
bulletโจรครองเมือง 2
bulletโจรครองเมือง 3
bulletโจรครองเมือง 4
bulletโจรครองเมือง 5
bulletหน้าแรก ย้ายมาเมื่อ 5/07/54
bulletตอนที่ 1 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 2 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 3 หวามหวังใหม่
bulletตอนที่ 4 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 5 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 6 ความหวังใหม่




มังกรดำ article

มังกรดำ (Black September)

*********

Capt.Adisai Balayananda M.Mnr.

Saturday, April 12, 2008

……………………………

          เพื่อน ๆ ...ที่รัก...ครับ  เท่าที่เราได้คุยกันมาแล้วตั้งแต่ต้น จนบัดนี้ ถึงแม้ว่ามันจะยาวมาก จนแทบจะจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่แล้ว ...แต่มันก็ยังไม่จบ...ยังมีสิ่งที่จะต้องคุยกันต่อไปอีกมาก ...และก่อนที่จะคุยกันต่อไป ผมขอฝากข้อคิด ไว้กับท่าน ที่เกี่ยวข้อง เล็กน้อยนะครับ...ว่า ..

 ถึงแม้ว่า...การกู้ชาติ ....(เช่นการกู้ชาติเมื่อเสียกรุงปี พ.ศ.2310) นั้นจะไม่ใช่ของง่ายก็จริง แต่ก็ยังมีสิ่งที่ยากกว่า...ที่ต้องใช้เวลา และความอดทนมากว่า.. นั่นคือ “การสร้างคน”...การสร้างคน ให้เป็นคนที่มี มีวินัย ...เพราะวินัยเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะก่อให้เกิดการกระทำที่เป็นที่มาของพลังร่วม ที่ยิ่งใหญ่ มั่นคง แข็งแรง ด้วยการทำตามคำสั่ง ตามขั้นตอนของผู้บังคับบัญชา หรือผู้อาวุโสสูงกว่า ด้วยความเต็มใจ อย่างแน่นอนและจริงใจ.... สร้างคนให้เป็นคนมีเกียรติ รู้จักรักเกียรติของตนเอง ใม่กระทำตนให้ได้ชื่อว่า..เสียชาติเกิด ไม่ทำอะไรให้ได้ชื่อว่าเป็นคนไร้เกียรติ ...คนมีเกียรติจะเป็นคนที่ไม่ทำความผิด... ไม่เห็นแก่ตัว  หรือ คิดถึงตัวเองให้น้อยที่สุด  จะเป็นคนขยันขันแข็งประกอบสัมมาอาชีพ รักพวกรักพ้อง คือ สามัคคีกลมเกลียวกัน  มีความรัก ความเคารพ เชื่อฟัง พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ครูอาจารย์ ผู้บังคับบัญชา หรือหัวหน้าที่เหนือนชั้นกว่า(นี่คือวินัย)....การสร้างสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้อยู่ในสายเลือดของคน ๆ เดียวกันนั่นต่างหากที่ยาก ....  แต่ก็เป็นเรื่องที่หน้าเสียดาย น่าเศร้าใจ ที่สิ่งต่างเหล่านี้ยังไม่มีในหมู่คนไทยเรามากพอ..(มีเหมือนกันแต่น้อยไป)  จึงเป็นเรื่องของผู้บริหารประเทศที่จะต้องวางแผนระยะยาว...ให้เด็กไทยรุ่นใหม่ ได้รับการ ฝึกฝนอบรมให้เป็นผู้ใหญ่ในอนาตค ที่พร้อมที่จะเป็นผู้เสียสละให้ชาติบ้านเมืองได้ทุกอย่างแม้แต่ชีวิต และเลือดเนื้อ...ครับ  ท่าน ....

(ทำอะไรกันให้เป็นเรื่อง จริง ๆ จัง ๆ บ้าง...อย่าทำเป็นเล่นกันให้มากนัก ...ทำอะไรกันเป็น" เรื่องตรก" ไปหมด...เรื่องของบ้านเมืองไม่ใช่เรื่องจะมาล้อเล่นกันได้ง่าย นะครับ) 

ย้อนกลับไป ถึงเรื่อง....” มังกรดำ “  ที่เราพูดกันมามากพอสมควร นะครับ ...จริง ๆ แล้ว คนที่พูดมากในเรื่องนี้มีผมคนเดียวเท่านั้นละ ..พูดแล้วแต่พูดไม่จบ เมื่อพูดไม่จบคนอื่นก็จะไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจก็จะตำหนิได้ว่า “พูดอะไรไม่รู้ ไม่เห็นรู้เรื่องเลย “ไม่รู้เอาเรื่องอะไรมาพูด....เพ้อเจ้อ...

วันนี้เลยอยากจะเรียนให้ทราบว่า จริง ๆ แล้ว ผมก็ ..เพ้อเจ้อ...  จริง ๆ ด้วย เพราะจริง ๆ แล้ว คุณสมบัติของคนไทย ที่ฝังลึกอยู่ภายในนั้นมันแตกต่างกับของ "คนญี่ปุ่น" มาก....ไม่เหมือนกัน ...ต้นกำเหนิดและที่มาของความตั้งใจทำ ของคนญี่ปุ่น กับของคนไทย ก็ไม่เหมือนกัน ...ของญี่ปุ่นนั้น มีพี้นฐานมาจาก แรงกดดันจากภายนอกประเทศ เพื่อเอาชนะสัตรูที่อยู่ภายนอกประเทศในเวลานั้น....และในขนะนั้น คนญี่ปุ่นทั้งประเทศจึงร่วมมือกันทุกคนทั้งประเทศ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ที่จะ "สร้างชาติ" ให้เจริญรุ่งเรืองเพื่อเอาชนะชาติตะวันตกให้ได้ .....และก็ได้จริง ๆ ...ได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 52  ปี เท่านั้น (ต้น ร. 5 ถึง ปลาย ร.5)...ก็สามารถเอาชนะชาติมหาอำนาจตะวันตกอย่างรัสเซียได้ ....นั่นคือ  "สิ่งที่ดี"  ที่ผมต้องการ.....ต้องการให้คนไทยทุกคนทำอย่างนั้น....เป็นอย่างนั้น ... แต่ก็ไม่ต้องการให้เกินเลยไป....เกินไป..จนแทนที่จะ   "ดีขึ้นมันกลับเลวลง" .... เลวลงเพราะ   "เบรกแตก"...เบรกไม่อยู่....เบรกไม่อยู่จึงได้นำความฉิบหายล่มจมมาสู่ประเทศญี่ปุ่น....ด้วยการ เปิดสงความที่ใหญ่เกินตัว จนไม่อาจรักษาพื้นที่ไว้ได้จากชัยชนะที่เคยลงทุนลงแรงไปมากมายในการบุกไปข้างหน้า  ทำสงความด้วยความโหดเหี้ยม ทารุน อย่างบ้าคลั่งกับประชาชนมากเกินไปจนเป็นที่ไม่พอใจของคนทั้งโลก รวมทั้งอเมริกันด้วย จึงทำให้อเมริกาต้องแอบส่งอาวุธยุทธโภปการณ์ไปช่วยเหลือจีน (เชียงไคเช็ค)...และร่วมกับพันธ์มิตร ไม่ขายน้ำมันดีเชลที่จะใช้กับกองเรือให้ญี่ปุ่น (กองเรือรบญี่ปุ่นต้องใช้น้ำมันอย่างน้อยที่สุดวันละประมาณ 500 ตัน)...ทำให้ญี่ปุ่นไม่พอใจ จึงเกิดการล่าสังหารขึ้นเป็นวงกว้างในญี่ปุ่น ...." มังกรดำ "มัจะฆ่าทุกคนที่ไม่ให้ความร่วมมือในการทำสงคราม บุกแมนจูเรีย บุกลงไปทางใต้ของจีน ตามริมฝั่งทะเลตะวันออกไล่ลงไป โดยมีแผนลงไปจนถึง เกาะไต้หวัน ใหหลำ เวียตนาม รุกลงไปถึงมลายู  สิงคโปรค์พม่า และ เข้าโจมตีอเมริกันที่เบิลฮาเบอร์ในต้นสงครามเอเชีย-แปซิฟีก...(ท่านเห็นความยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นแล้วหรือยัง)

                นายทหารในกองทัพบกญี่ปุ่น...นายทหารหนุ่ม ๆ  เลือดร้อน ...ยศตั้งแต่ ร้อยโท ถึงพันโท ทั้งกองทัพ “ ต้องการรบ “  ประกาศสงครามกับอเมริกา สัตรูเก่า ให้เห็นดำ เห็นแดงกันไปเลย ...ทั้งนี้เพราะ...” กองทัพถือว่า การรบเป็นหน้าที่ของทหาร" ถ้าไม่อยากรบก็อย่ามาเป็นทหาร...เมื่อเป็นทหารแล้วต้องรบ นี่คือ   “พลัง “ พลังที่นำญี่ปุ่นเข้าสู่จุดสูงสุดในการพัฒนาประเทศจนประสพผลสำเร็จในระยะเวลาอันสั้นไม่ทันเท่าไร ก็ผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำทางทะเลของโลกได้ ....แต่มันก็เกินเลยไป เพราะขาดความยับยั้ง....จนในที่สุดก็ทำให้ญี่ปุ่น ผู้ซึ่งไม่เคยรบแพ้ใครเลย ...ต้องประสพกับความพ่ายแพ้อย่างยับเยิย

                คนไทยไม่ใช่อย่างนั้น “คนไทยเป็นคนที่ เจ็บแล้วไม่จำ “ เจ็บแล้ววันสองวันก็ลืม (ลืมแล้วยังเอาดินแดนไปให้สัตรู เพื่อแรกกับการเอาไม้ออกดัวย)....คนไทยเป็นคนที่ไม่มีวินัย ไม่รู้รักสามัคคีกันในหมู่คนไทยด้วยกัน ดังจะเห็นได้จาก คนสำคัญ ๆ ในพรรคการเมืองเก่าแก่ (คงรู้นะว่าพรรคนั้นชื่ออะไร ผมไม่ต้องบอกชื่อท่านก็คงทราบอยู่แล้ว) มักจะออกมา ยุยงส่งเสริมให้คนไทยด้วยกัน เกลียดชังคนไทยด้วยกันเองอยู่เนือง ๆ ....ดังจะเห็นได้จาก รายการ TV จากทสถานีเพื่อประชาชน  บางครั้งก็ออกอ่กาศแล้วชอบกระแนะ กระแหน รัฐบาล ให้ประชาชนเกลียดชังรัฐบาล ....รัฐบาลที่ กำลังทำงานหาเงินให้ประชาชนอยู่ดีกินดี แต่มีคนบางกลุ่ม...นักวิชาการบางคน...บุคคลสำคัญในพรรคการเมืองบางพรรค ...สื่อมวลชลบางกลุ่ม ...เหล่านี้ คอยยุแยงตะแคงแซะให้ประชาชนเกลือดชังรัฐบาล...อย่างนี้แล้ว...เราจะเห็นว่า คนไทย เหล่านี้ ใช้ไม่ได้ ...“ มือไม่พาย แต่ชอบเอาเท้าราน้ำ” อย่างนี้ ใช้ไม่ได้ “เลวมาก”.....เพราะคนพวกนี้....ทำให้ไม่เกิดพลังร่วม ที่เข้มเเข็งในการพัฒนาประเทศ ...และคนพวกนี้นี่เองที่จะทำให้ประเทศไทยต้องแตกสลายไปในที่สุด อย่างเช่นประเทศ " เชคโก - สโลวัค " เมื่อต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 (ดูต่อไปนะครับแล้วจะทราบเอง ...แล้วจะเห็นด้วยกับผม ที่ผมต้องเกลี้ยวกราดกับคนเลว ๆ พรรคการเมืองเลว ๆ อย่างนั้น) .คนไทยปากกับใจไม่ตรงกัน เก่งแต่ในทาง “ หักหลังเพื่อน...คดโกงเพื่อน ....เหยียบหัวเพื่อน  ....มานมนานแล้วตั้งแต่เริ่มมีประวัติศาสตร์มา ....มาจนเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือ กรณีย์ “ พระเจ้าตากสินหมาราช”....คนไทยตอนนั้นไม่เคยคิดถึงบุญคุณของท่านแม้แต่น้อยในการที่พระองค์ท่าน ทรงกอบกู้อิสสระภาพ ให้กับชาติบ้านเมือง..ให้พ้นจากการกดขี่ข่มเหงของพม่า....ผลสรุปที่พระองค์ท่านได้รับจากการกู้ชาติให้ประเทศชาติหลุดพ้นจากการถูกกดขี่ข่มเหง คือ “ความตายอย่างไร้เกียรติ” (ถามอาจารย์นิธิ ฯ ซิว่า พระองค์ท่านเสร็ดสรรคตด้วยวิธีใด) ...เช่นเดียวกับ ...” พระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว “ ... พระปิ่นเกล้าฯ พระองค์ท่าน เป็นผู้มีความรู้ความสามารถมาก ...รับราชการสนองพระเดชพระคุณมาตั้งแต่อายุ สิบห้า สิบหก ในรัชกาล พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว...เป็น “ผู้บัญชาการกรมปืนใหญ่ทหารบก” ..เป็น “แม่ทัพเรือ” ไปปราบญวน..ต่อ เรือ เอง สร้างกองทัพเรือ เคยนำเรือที่ต่อเองไปอวดธงที่สิงค์โปร..จนคนทั้งเอเชีย ยกย่อง และชมเชยพระองค์ท่านเป็นอย่างมาก ...ทรงเชียวชาญในภาษาอังกฤษมากในสมัยนั้น ....ชาวต่างชาตินิยมชมชอบ ทั้งประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เขมร ตลอดไปจนถึงยุโรป เช่น อังกฤษ ...แต่ผลสรุปสุดท้าย คือ ต้อง เสด็จสรรคต ด้วยการ...”ถูกลอบวางยาพิษ สิ้นพระชนชีพอย่างทนทุข์ทรมาน “  โดยมีพระอาการเหมือนกับถูกสารหนู เช่นเดียว และ/หรือ เหมือน ๆ กับ “ พระเจ้านโปเลียมหาราช “ ด้วยความอิจฉาริสยา ส่วนตัว หรือ การเมืองกันแน่ ยังสงสัยอยู่...นะครับ...ท่าน...เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า-

                เมื่อวันจันทร์ เดือน 2 ขึ้น 1 ค่ำ ปีฉลู สัปตศก  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จไปเยี่ยมอาการพระประชวรของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ...พระปิ่นเกล้าได้ กราบทูลว่า...”ทรงประชวรครั้งนี้ ..สงสัย กลีบ (เจ้าจอมมารดา กลีบ) ทำเสน่าห์ยาแฝด(คือการวางยาพิษ) จึงประชวรมากไป ...ขอรับพระราชทาน ข้าทูลละอองทุลีพระบาทในพระบรมมหาราชวังเป็นตระลาการชำระให้ได้ความจริง “ ....พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งให้...พระยามณเฑียนบาล...พระยาอนุชิตชาญไชย....พระยาปริรักษราชา....พระยาอัษฎาเรืองเดช...พระพรหมธิบาล ....พระพรหมสุรินทร์ เป็นตระลาการชำระ ก็ได้ความว่า เจ้าจอมมารดากลีบ ร่วมกับพวกทำเสน่าห์ยาแฝดวางยาพิษจริง ....คณะตระลาการลงความเห็นว่า..ให้รับราชบาทพระอาญาเฆียนแล้วนำตัวไปประหารชีวิตเสีย....พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริย์ .."สงสัย ว่าจะไม่จริง" ...จึงทรงพระราชหัถเลขาให้เนรเทศ เจ้าจอมมารดากลีบ และพวกอีก 2 คนไปอยู่ที่เมืองสุโขทัย ส่วนที่เหลือให้ลดโทษเป็นจำคุก ....อีกไม่นานต่อมา..พอถึงวันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2408  เวลา 0900  พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่ง อิศเรศราชานุสรณ์ รวมพระชนมายุ 57 พรรษาเศษ  อยู่ในราชสมบัติอยู่ประมาณ 15 ปี .....และอีกสามปี ต่อมา คือปี พ.ศ. 2411 พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็สวรรคต ตามพระปิ่นเกล้าฯไป และ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงขึ้นเสวยราชแทนพระราชบิดา

หันกลับไปดู ทางด้าน...ญี่ปุ่นกันต่อนะครับ...ญี่ปุ่นได้เจริญรุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร้ว...จนถึงในปี พ.ศ.2448  ญี่ปุ่นได้ครองความเป็นเจ้าในภูมิภาคตะวันออกไกลและเหนือท้องทะเลมหาสมุทรแปซิฟิก...เป็นประเทศมหาอำนาจแห่งเอเชียที่โลกตะวันตกยำเกรง....แต่ไทยละ เป็นอย่างไรบ้างในระยะนั้น ...ดูทางนี้...

        “ ไทย “

ปี พ.ศ. 2431 ไทยได้เสียดินแดนทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง คือบริเวณ เขมร และ ลาว ให้กับฝรั่งเศส

ปี พ.ศ. 2435 ไทยเสียดินแดนทางใต้ คือ มลายู รวมทั้งดินแดนรัฐฉาน คือไทยใหญ่ และ กะเหรี่ยงให้กับอังกฤษ

ปี พ.ศ 2457 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ไทย และ ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพันธ์มิตร และชนะสงคราม

วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2482 เวลา 1240 เป็นวันเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป  ต่อมามันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ.2484 เวลา 0800 ญี่ปุ่นโจมตีเพิลฮาเบอร์ เป็นการเริ่นต้นสงครามเอเชียแปซิฟิก ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยและญี่ปุ่น อยู่ฝ่ายเดียวกันและเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยกัน แต่ไทย อ้างว่าที่ต้องประกาศสงครามกับอังกฤษ-อเมริกาเพราะรัฐบาลถูกบังคับ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงทราบด้วย...ประชาชนส่วนมาก ไม่เห็นด้วย จึงเกิดมีขบวนการ “ เสรีไทย “ ต่อต้านญี่ปุ่นอยู่ใต้ดิน จึงถือว่า การประกาศสงครามในครั้งนั้น เป็น “โมฆะ” อย่างหน้าตาเฉย ...ไทยนั้นยังดีกว่า อิตาลี่  ๆ พอเห็นว่าญี่ปุ่นจะแพ้ แหง ๆ แล้ว จึงได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นทันที เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2488.(จากมิตร เป็น สัตรูทันที เมื่อจะแพ้...ดูไว้นะ ๆ )...อีก หนึ่งเดือนต่อมา คือวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2488 ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้....ก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะประกาศยอมแพ้ 2 เดือน ...นายโตยาม่า หัวหน้ามังกรดำได้ทำฮาราคีรีตังเองตายไปก่อนหน้านั้นแล้ว

“ ญี่ปุ่น ”

ปี พ.ศ. 2418 ญี่ปุ่นผนวก เกาะ โอกาซาว่า และเกาะ กันโต้ เข้าเป็นดินแดนของญี่ปุ่น

ปี พ.ศ. 2422 ญี่ปุ่น ผนวก เกาะ โอกินาวา เข้าเป็นดินแดนของญี่ปุ่น......จีน ไม่เห็นด้วยจึงเกิดรบกัน เรียกว่า “สงคราม จีน – ญี่ปู่น” เมื่อปี พ.ศ. 2438 ...จีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ...ญี่ปุ่น...เป็นผู้ชนะ

วันที่ 8 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2447  เกิดสงคราม ญี่ปุ่น-รัสเซีย รบกันอยู่ จนถึงเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2448  ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะ ทั้งทางบกและทางทะเล กองทัพบกญี่ปุ่น ยึดได้เกาหลี และแมนจูเรียทั้งหมด โดยไม่ได้รับอนุญาติจากทางโตเกียว (เบรกแตกแล้ว)

 

กองทัพบกญี่ปุ่นเบรกแตก

นับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2448 เป็นต้นมา กองทัพญี่ปุ่นที่เรียกกันว่า “กองทัพกวางตุ้ง” ได้เข้าคุ้มครองผลประโยชน์ของญี่ปุ่นในแมนจูเรียตามจุดต่าง ๆ คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 440,000 ตารางไมล์ ทางจังหวัดภาคเหนือของจีน ในแคว้นแมนจูเรีย กองทัพกวางตุ้งเข้ายึดครอง และควบคุมแมนจูเรียอย่างง่าย ๆ ทำให้โลกทั้งโลกต้องตะลึง ....และที่มีความหมายมากไปกว่านั้นก็คือ “ในโตเกียวก็ตะลึกเช่นกัน”  .... ทหารแห่งกองทัพกวางตุ้งเข้ายึดครองแมนจูเรีย โดยมิได้รับคำสั่งใด ๆ จากรัฐบาลในโตเกียวเลย และได้ดำเนินการปกครองแมนจูเรีย ในฐานะที่เป็นเขตปกครองของทหารบก ...ทหารบกปฏิเสธคำสั่ง (ขัดคำสั่ง)  เมื่อพวกเขาได้รับคำสั่งให้หยุด การกระทำอันป่าเถื่อน ทารุนโหดล้ายต่อประชาชนคนจีน อย่างกว้างขวาง รุกรามไปใหญ่โตมากขึ้น ของกองทัพ ....แต่ภายหลังหลังจากที่ได้ประชุมถกเถียงกันมากมาย จึงหาข้อสรุปได้ว่า “รัฐบาลต้องยอมรับ การกระทำของทัพกวางตุ้ง” และได้ตั้งชื่อให้ดินแดนที่ได้มานี้ว่า “ แมนจูกัว”  อันมีความหมายว่า “รัฐแห่งแมนจู”  และยินยอมให้ประชาชนเดินทางไปตั้งถิ่นฐานยังแมนจูกัวได้

                การโจมตีอย่างฉับพลัน และ การฉวยโอกาส ที่ประสบความสำเร็จ ของกองทัพบกญี่ปุ่นในครั้งนี้  มิได้ทำให้ความยุ่งยากในประเทศญี่ปุ่นลดลง  แต่ในทางตรงกันข้าม กับทวีความรุนแรงมากขึ้น จากการที่นายทหารหนุ่ม สมาชิกของ “สมาคม มังกรดำ” ที่เป็นพวกชาตินิยมสุดขั้ว ได้เข่นฆ่านักการเมืองผู้ซึ่งคัดค้าน “การฉวยโอการศดำเนินการทางด้านแมนจูเรีย”  .....

                ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2475 (ปีที่คณะราษฏร์ในการนำของ นายพันเอกพระยาพหนพลพยุหเสนา เป็นกบฏต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว...รัชกาลที่ 7 แห่งราชวงค์ “จักรี”) ...9/02/2475 อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายจันโนสุเกะ อินนูเย ถูกยิงทิ้งข้างทางเดิน ริมถนนในกรุงโตเกียว.

ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2475 มีทหารจำนวน 9 นาย ได้ทำพิธี “อธิษฐานต่อองค์สุริยเทพ” แล้วพากันบุกเข้าไปในบ้านของนายกรัฐมนตรี ชุโยชิ อินูคาอิ วัย 75 ผู้รับหน้าที่นายกรัฐมนตรีด้วยความจำเป็น ไม่เห็นด้วยและคัดค้านพฤติกรรมของการกระทำของกองทัพบกที่ทารุนโหดร้ายต่อประชาชนและ การเข้ายึดครองแมนจูเรีย ของกองทัพบกญี่ปุ่น...ท่านนายกรัฐมาตรีปรากฏตัวออกมาต้อนรับด้วยความสุภาพเรียบร้อยอย่างปราศจากความหวาดกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น  ...ทหารเหล่านั้นก็ถอดรองเท้าเข้าไปในบ้านของท่านนายกรัฐมนตรี ตามประเพณีญี่ปุ่นด้วยความสุภาพเช่นกัน ....ในห้องรับแขกที่เรียบง่ายตามแบบฉบับญี่ปุ่นการต้อนรับ และการเจรจาก็เริ่มขึ้น....นายทหารคนหนึ่งในที่นั้น อดรนทนไม่ได้ จึงตะโกนขี้นว่า          

”ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเจรจา...ยิงเลย”

คนทั้ง 9 ปล่อยกระสุนจนหมดลำกล้องเข้าใส่นายกรัฐมนตรีชราผู้กล้าหาญ จนพลุนไปทั้งร่าง

ในระหว่างการไต่สวนคดีที่เขย่าขวัญที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจของสาธารณะชนมิได้หลั่งไหลพรั่งพรูไปที่เหยื่อ แต่ กลับหลั่งไหลพรั่งพรูไปที่ฆาตกรทั้งหลาย ฆาตกรต่างได้ประดับดอกไม้แห่งการเป็นวีระบุรุษจากประชาชนผู้ต่อต้านนักการเมืองคอรัปชั่น จะมีใครที่ใหนอีกเล่า ที่จะทำให้การตกต่ำทางเศรษฐกิจยุติลงได้ นอกจากทหาร ผู้สังหารนายกรัฐมนตรี นายชุโยชิ อิคูนาอิ ทหารคนหนึ่งในจำนวนนั้น ได้กล่าวว่า “ท่านนายกรัฐมนตรี ชุโยชิ อิคูนาอิ ได้ถูกบูชายันต์อยู่บนแท่นแห่งการปฏิรูปประเทศชาติขึ้นมาใหม่” การหลั่งไหลของอาราณ์แห่งความเห็นอกเห็นใจของสาธารณะชนนั้น ช่างเข็มแข็งเสียจนกระทั่ง กลุ่มฆาตกรผู้บ้าคลั่งทั้งเก้าคนได้รับการเสนอตำแหน่ง “ผู้ฆ่า” ในศาล และเพื่อเป็นการตอกย้ำความจริงใจของพวกเขา นิ้วก้อยเล็ก ๆ ทั้งเก้านิ้วของพวกเขา ถูกนำมาประกอบข้อเสนอนี้ นิ้วก้อยเหล่านั้นถูกตัดออกมาและถูกเก็บรักษาไว้ในแอนกอฮอล์ ฆาตกรได้รับการตัดสินลงโทษค่อนข้างเบา ไม่มีใครทั้งเก้าคนในพวกเขาถูกประหารชีวิต

                ต่อมาทหารบกจากในค่าย 1500 คน ในตอนตีสี่ของวันที่อากาศหนาวเหน็บของเดือนกุมภาพันธ์และเข้าทำการโอบล้อมศูนย์กลางของรัฐบาลในกรุงโตเกียว จากนั้นจึงส่งหน่วยล่าสังหาร ตระเวนไปในกรุงโตเกียวพยายามที่จะลอบฆ่า นายพลเคอิสุเกะ โอคาด้า ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่และคณะรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลของเขา ...นายกรัฐมนตรีรอดชีวิตไปได้ด้วยการเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในกองเสื้อผ้าเก่า ๆ สกปรก ที่จะเอาไปชัก ในห้องน้ำ เมื่อฆาตกรมาถึงบ้านของเขา...ผู้ที่ไม่มีโชคดีเช่นนั้นคือรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง นายโคเลคิโย ตาคาฮาชิ เขาถูกเกลียดชังเพราะค้ดค้านงบประมาณ จำนวนมากของทหารในปีที่ผ่านมา หลังจากฆาตกรพังประตูบ้านเข้าไป พบตาคาฮาชิ อยู่ในห้องนอนของเขา นายร้อยโทคนหนึ่ง แตะผ้าห่มออกจากตัวของเขาแล้วร้องว่า “เตชู” หมายความว่า “การลงโทษแห่งสวรรค” ตาคาฮาชิ ตะโกนสวนกลับไปว่า “ไอ้หน้าโง่” ก่อนที่เขาจะถูกยิงตาย ทหารอีกคนหนึ่งฟันไปที่ร่างของเขา ...ตัดแขนออกมาข้างหนึ่ง....แล้วแทงไปที่ท้อง...ภรรยาของตาคาฮาชิ ถลันเข้าไปในห้อง  นายร้อยโทหนุม ก้มศรีษะและพูดว่า

“โปรดอภัยให้แกการรบกวนที่ผมเป็นต้นเหตุด้วยเถิด”

 

ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว

ท่านครับ.....”กรรมใดใครก่อ คนนั้นก็รับไปก็แล้วกัน”...นะครับท่าน....ฆาตกรที่เข้าไปในบ้าน ของนายตาคาฮาชิ และ ร่วมกันฆ่า รัฐมนตรีการคลังตาย ถูกศาลตัดสินประหารชีวิตทั้งหมด ....ข้างบนผมเขียนเอง อ่านทบทวนเอง ทำอยู่คนเดียวยังรู้สึก “เซ้ง” ในพฤติกรรมของพวกมังกรดำอนู่บ้าง....แต่พอนึกได้ว่าคนพวกนี้ “โกงกินชาติ” (จริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) จึงทำให้ความเซ็งหายไป ..แต่กลับมีความรู้สึก “สมน้ำหน้าเข้ามาแทน”

และก็ ด้วยเหตุนี้เองในระยะหลัง ๆ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงไม่รับรองว่า “มังกรดำ” เป็นสมาคมที่ถูกต้องตามกฏหมาย สมาชิกของมังกรดำ เหล่านั้นจึงต้องหลบลงไปใต้ดินกันทั้งหมด ....“นายโตยาม่า” ชายชรา รูปร่างเล็ก ๆ อายุ 85 ปี ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งลัทธิชาตินิยม”  คือ...”หัวหน้ามังกรดำ” ...

นายจอท์น คันเธอร์ เขียนข้อความไว้ตอนหนึ่ง ที่เกียวกับหัวหน้ามังกรดำคนนี้ไว้ว่า .-

                " คนญี่ปุ่น คนหนึ่ง ซึ่งเป็นบุคคลลึกลับ และมีอิทธิพลอย่างน่าหวาดเสียว คือ ..."โตยาม่า".... หัวหน้ามังกรดำ ซึ่งมีอายุถึง 85 ปีแล้ว ...บุคคลผู้นี้ถือกันว่าเป็น  "เทพเจ้าแห่งลัทธิชาตินิยม" ...และเรื่องราวของคนผู้นี้ ก็มีความแปลกประหลาดอยู่ ไม่น้อย สมัยหนึ่ง เขาไม่ยอมกิน อะไรเลย นอกจากหญ้า และ ใบไม้  ครั้งหนึ่งเขาเคยแข่งขันความทนทานในการเข้าฌาน แข่งกับพระภิสุขนิกายเชน บุคคลผู้นี้สามารถ นั่งโดยไม่เคลื่อนไหว ไม่หลับ ไม่กินอาหารแม้แต่น้ำ นั่งนิ่ง ๆ อยู่ได้ถึง 5 วัน 5 คืน

หัวหน้ามังกรดำ คนนี้ เป็นชายผู้สูงอายุคนหนึ่งประมาณ 85-90 ปี ชายผู้นี้มีอำนาจมาก ที่สุดคนหนึ่งในญี่ปุ่น  อำนาจของชายผู้นี้อยู่ที่ดาบสั้น สมาคนมังกรดำ ทำหน้าที่สังหารคนทุจริตที่กฏหมายบ้านเมืองไม่อาจจะลงโทษได้ด้วยความฉลาดเลี่ยงกฏหมาย หรือด้วยอิทธพลอย่างหนึ่งอย่างใด.... แต่ เป็นการยากที่จะเลี่ยงดาบสั้นชนิดนี้ สถานีรถไฟมักเป็นที่ ที่คนทุจริตจะถูกลงโทษ เพราะเป็นที่ ๆ คนหนาแน่นอยู่เสมอ ผู้รับหน้าที่เป็นผู้ลงโทษเป็นผู้เชี่ยวชาญในการใช้ดาบสั้น สามารถจะ ลงโทษได้ตามสมควรกับความผิด คือความผิดยังไม่รุนแรงถีงตาย ก็จะลงโทษเพียงบาดเจ็บ ถ้าเป็นอุกฤษฎ์ก็ถึงตาย การลงโทษโดยคณะมังกรดำนั้น เกือบเป็นการแน่นอนว่าผู้กระทำจะไม่ถูกจับ เพราะถ้ามีเรื่องที่ใครถูกทำร้ายด้วยดาบสั้นโดยปราศจากการวิวาท หรือชิงทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ก็เข้าใจกันว่าเป็นการกระทำของคณะมังกรดำ ซึ่งมติมหาชนเห็นชอยด้วยทันที เพราะคณะมังกรดำไม่เคยทำร้ายดนดี เขาสังหารแต่คนทุจริต คณะมังกรดำไม่ทำผิดกฏหมาย แต่เขาช่วยกฏหมาย เขาช่วยลงโทษคนที่กฏหมายไม่สามารถจะเอาโทษได้ ใครที่ถูกกระทำร้ายแรงโดยเข้าใจว่าเป็นมือของมังกรดำแล้ว ก็เป็นคนทุจริตจริง ๆ คนคดโกง ช่อราษฎร์บังหลวง เมื่อถูกจับตัวขึ้นศาล ก็มักยินดีสารภาพให้ศาลพิพากษาจำคุก ดีกว่าที่จะต่อสู้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของเจ้าถ้อยหมอความให้พ้นโทษออกมา เพราะเขารู้ดีว่า การพ้นโทษทางกฏหมายด้วยวิธีนั้น เขาจะต้องมารับโทษที่รุนแรงกว่า.....วิธีการคงอยู่ของคณะมังกรดำก็คือ แยกสาขาของพวกลูกศิษย์ออกเป็นสาย ๆ ต่างสายต่างมีหัวหน้า หัวหน้าคนหนึ่ง ๆ ควบคุมคนไม่มากนัก เพราะไม่ต้องการให้รู้จักกันมาก หัวหน้าคนหนึ่ง ๆ มีลูกสายเพียง 5 คน แค่คนหนึ่ง ๆ ใน 5 คนนั้น ก็มีลูกสายออกไปอีกคนละ 5 แล้วก็แตกแขนงออกไปอย่างนี้ จนกระทั่งเป็นจำนวนเเสน วินัยที่ถือกันอย่างเคร่งครัดในระหว่างสายนั้น คือจะต้องไม่พยายามรู้จักกัน ให้มากไปกว่าลูกสายของตัว และการพบปะมั่วสุมทำอะไรกันก็ไม่เกิน 5 คน ด้วยวิธีการอย่างนี้ ถ้าไปทำอะไรพลาดพรั้งถูกจับ ก็จะถูกจับไม่เกิน 5 คน แต่ด้วยการแตกกิ่งก้านสาขาด้วยวิธีที่วิเศษเช่นนี้ จะสามารถนัดหมายทำอะไรกันได้โดยรวดเร็ว และรักษาความลับได้อย่างดีที่สุด "พวกมาก แต่รู้จักกันน้อย" เป็นหลักการสำคัญของคณะมังกรดำ

                ตัวหัวหน้าคณะมังกรดำเอง เป็นคนพูดน้อย หรือเกือบจะไม่พูดอะไรเลย เพราะตัวเองก็ต้องระมัดระวังมาก อะไรที่ออกจากปากไป มักจะเกิดผลอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ไปบ่นหรือตำหนีใครเข้า ก็เท่ากับเป็นคำพิพากษาของศาลสูงสุดให้ประหารชีวิตผู้นั้น เขาไม่จำเป็นต้องสั่งใครให้ไปฆ่าใคร เป็นแต่พูดถึงว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ บุคคลที่พูดถึงนั้นก็ตายไปครึ่งตัวแล้ว เป็นการยากเหลือเกินที่จะหาบุคคลหนึ่งบุคคลใดมีอิทธิพลยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้

การทำงานของมังกรทำคงดำเนินไปอย่างไม่หนุดยั่ง ข้าราชการ พ่อค้า หรือประชาชนที่ “ช่อราชบังหลวง” และเป็นพิษ เป็นภัยกับประเทศชาติ ยังคงถูกฆ่าตายไม่เว้น....ไม่เคยมีใครได้รับการยกเว้น (นิรโทษกรรม)เช่นเดิม ...ในระยะต่อมาจึงเรียบร้อยขึ้นมาก ไม่ซู่ซ่าเหมือนก่อน ๆ ....การรบ และการคุ้มครองผลประโยชน์ของคนญี่ปุ่นในแมนจูเรียก็เรียบร้อยดี แต่ก็ยังคงความหารุนโหดร้ายอยู่เช่นเดิม สำหรับผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือกับทหารญี่ปุ่น ...การแก้แค้น..การต่อสู้..ในแมนจูเรีย ยิ่งนานวันยิ่งรุนแรงขึ้น ยิ่งต่อสู้ยิ่งทารุนหนักขึ้น...จนเกิดเหตุที่สะพาน “มาโคโบโล”...

              ท่าน ..ครับ...ก่อนที่ผมจะเล่าให้ท่านฝังถึงเหตุที่เกิด ที่สะพานมาโคโปโล ผมขอให้ท่าน....ย้อนกลับไปเมื่อ พันกว่าปีมาแล้ว ในสมัยนั้น กุปไรข่าย ทำกองทัพจีนเข้าเหยียบย่ำอาณาจักรน่านเจ้าของบรรพบุรุษไทยเรา อย่างทารุนโหดร้าย...ขนานใหนท่านไปหาประวัติศาสตร์ตอนนั้นอ่านเอาเอง...ถ้ากุบไร่ข่าน ไม่รุกรานเรา ไม่ทารุนโหดร้ายกับเรา ตอนนี้เราก็คงจะอยู่ที่นั่น....ที่ “อาณาจักรน่านเจ้า” นั้น..อาณาจักรน่านเจ้าต้องล่มสลายลง ต้องอ่อนแอ ลงเพราะคนไทยด้วยกันเองรบกับเอง แก่งแย้งชิงดีชิงเด่นกันแอง แตกแยกตวามสามัคคีกัน เหมือน ๆ กับการเมืองในประเทศไทยขณะนี้ ...คณะรัฐบาลเดียวนี้ กับกลุ่มพรรคที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล ไม่มีผิด ...จนในที่สุด เราก็ไม่อาจจะต่อสู้กับสัตรูผู้รุกรานได้ ต้องแตกกระสาน ซ่านเซ้นไปคนละทิศละทาง ผู้ที่ลงมาทางใต้ก็แบ่งแยกกันอีก คือสายหนึ่งมาตามลำน้ำสารวินลงมาอยู่ในรุ่มน้ำสารวิน ...พวกนี้ได้แก่...”ไทยใหญ่ “...ในพม่าปัจจุบัน....อีกพวกหนึ่งลงมาตามลุ่มน้ำโขงเข้าสู่รุ่มน้ำเจ้าพระยาพวกนี้ได้แก่ ลาว และไทยน้อย คือไทยปัจจุบัน ...กลุ่มที่สาม ก็เดินทางไปทางทำวันออกเข้าไปอยู่ในผืนแผ่นดินใหญ่ใจกลางตอนใต้ของจีนปัจุบันก็มี....บรรพบุรุษของเราที่น่านเจ้าได้รับการทารุด ทนทุกข์ทรมาร จากการกระทำของทหารจีนในสมัยนั้นอย่างแสนสาหัส...ท่านครับ...ท่านลองนึกภาพเอาเองก็แล้วกัน...ว่ามันจะเจ็บปวดรวดร้าวและสยดสยองขนาดใหน ถ้าไม่รู้ก็รองเอา “คัดเตอร์ “...กรีดแขนหรือตัดนิ้วตัวเองดูชิว่ามันมีรสชาติเป็นอย่างไร....นั่นละครับคือความเจ็บปวดที่ “กุบไลข่าน ผู้กระหายสงคราม” ต้นราชวงค์ “หงวน” ของจีน ได้มอบไว้ให้กับ...” บรรพบุรุษของไทย “ ...ในปัจุบัน (บอกแล้วว่า ”ไทย” นั้นเจ็บแล้วไม่ค่อยจำ)...ดูญี่ปุ่น..นะ...ดูนะ..ครับ

กุบไล่ข่าน  กษัตริย์ ต้นราชวงค์ “หงวน” ของจีน ต้องการได้ญี่ปุ่นเป็นเมืองขึ้น จึงยกกองทัพเรือไปเพื่อยึกเอาเกาะญี่ปุ่น ถึงสองครั้ง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จสักครั้งเดียว คือ เมื่อ ปีพ.ศ. 1817 และ 1824 ....คนญี่ปุ่นทุกคนรู้ดี ...ทางญี่ปุ่นก็เตรียมจัดทัพ   “นักรบซามูไร” ใว้คอยรับศึกแล้ว...แต่กองทัพจีนไปไม่ถึงทั้งสองครั้ง เพราะถูกพายุ ไต้ฝุ่น.ทำลายกองทัพเรือจีนเสียหายยับเยิน....ธรรมชาติเป็นผู้ช่วยญี่ปุ่นไว้.. ตั้งแต่นั้นมา จีนก็ไม่กล้า ยกกองทัพเรือไปตีญี่ปุ่นอีกเลยเพราะ กลัว ..”ลมกามิกาเซ่”  หรือ “ลมพระเจ้า”...ญี่ปุ่นรู้ดีว่าลมพระเจ้าเป็นผู้ช่วยให้ญี่ปุ่นชนะสงครามโดยไม่ต้องทำอะไรเลย (ไม่เหมือนกับขุนหลวงขี้เลื้อนของไทย... ไม่ออกไปรบกับพม่าที่นอกกำแพงเมือง แต่คอยให้ น้ำเหนือไหลบ่าลงมาท่วมทัพพม่า เมื่อน้ำไม่ท่วมทัพพม่า...ไทยเลยเสียกรุงให้พม่า เมื่อปี พ.ศ. 2310).... ดังนั้นในปลายสงความโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นจึงได้ตั้งกองบินขึ้นกองหนึ่งและให้ชื่อว่า “กามิกาเช่”เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ นักบินที่จะไปตาย ...นักบินในกองบินนี้ ทุกคนรู้ดีว่า “ถ้าขึ้นเคริ่องบินเมื่อไร นั่นคือการไปตาย “...แน่ ๆ แต่ทุกคนก็ยินดี ไป...”ตายเพื่อชาติ ..เพื่อพระจักรพรรดิ์โอรสแห่งสวรรค “...ในปี พ.ศ. 2487....และนี่ละคือ อีกเหตุผลหนึ่ง นอกเหนือจากที่ญี่ปุ่นบุกเข้าไปในแมนจูเรียเพื่อแสวงหาวัตุดิบมาป้อนโรงงานสร้างอาวุธยุทธโภปกรณ์ในญี่ปุ่นแล้วญี่ปุ่นยังต้องการแก้แค้นจีน และมองโกลอีกส่วนหนึ่งด้วย...เมื่อเป็นเช่นนี้ใคร ...ในญี่ปุ่นใครก็ตามที่ไม่ให้ความร่วมมือในการทำสงครามบุกจีน....”มันผู้นั้นต้องตาย” ...ไม่ว่ามันผู้นั้นจะเป็นใครทั้งนั้น..นี่คือ “ประกาสิตมังกรดำ”  คือ มันผู้นั้นต้องตาย ...คนญี่ปุ่นจะพูดอยู่เสม ๆ ว่า.“ ชัยชนะในวันนี้ เพื่อชดเชยกันการที่ต้องเสียหน้าในอดีต”

                ท่าน ครับ  ท่าน ดูนะครับ...ญี่ปุ่นทำกับจีนอย่างไร เมื่อญี่ปุ่นบุกเข้าไปในแมนจูเรีย ไม่ทราบว่าเหมือนกับที่ “กุบไล่ข่าน” ทำกับบรรพบุษไทยสมัยน่านเจ้าหรือเปล่า...นะครับ ท่าน

                วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2480  กองลาดตะเวนยเล็ก ๆ ของญี่ปุ่น ได้เกิดปะทะกับ กองกำลังของจีน ใกล้กับกรุงปักกิ่ง ตรงกับสะพานโบราณที่มีชื่อว่า “มาร์โค โปโล” การสู้รบขนาดย่อมจึงเกิดขึ้น  และมีทหารญี่ปุ่นเสียชีวิต ไปสองสามคน ...นี่เป็นข้ออ้างที่เพียงพอแล้ว  สำหรับนายพลตรี  “เคนจิ โดอิฮารา”  ที่จะนำกองทัพกวางตุ้งเคลื่อนพลเข้ามาทำการโจมตีครั้งใหญ่  โดยที่ก่อนหน้านั้นกองทัพกวางตุ้งได้แอบรุกคืบหน้าเข้ามาแล้วอย่างเงียบ ๆ เข้าสู่ภาคเหนือของจีน เรียบร้อยแล้ว เพื่อที่จะปกป้องธุระกิจของญี่ปุ่นในแถบนี้

                ไม่นานนักญี่ปุ่นเรียกว่า “ เหตุการณ์ประกอบในจีน” ได้พัฒนาไปเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ทหารและเรือรบจำนวนมาก ได้ถูกส่งหลั่งไหลเข้ามา เพื่อเสริมสร้างให้กับกองกำลังของนายพล “โดอิฮาร่า”  นอกเหนือไปจากกองกำลังทหารแล้ว ยังมีเครื่องบิน และเรือรบเข้ามาสมทบอีก  ติดตามมาด้วยลูกระเบิดอันทันสมัย สำหรับบดขยี้เมืองต่าง ๆ ที่ปราศจากการป้องกันของประเทศจีน เมืองแล้วเมืองเล่า ...นคร แล้วนครเล่า นับตั้งแต่ ปักกิ่ง เทียนสิน เซี่ยงไฮ  ฯล ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของทหารญี่ปุ่นทั้งหมด .

                ชาวจีนผู้หน้าสงสาร ซึ่งเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่สงคราม ตั้งแต่ผู้มีอายุตั้งแต่ 51 ปีลงมาภายไต้การปกครองของนายพลเจียงไคเช็ค ต่างแตกหนีกระเจิดกระเจิง ภายหลังการสู้รบครั้งใหญ่นี้ มีผู้เสียชีวิต หลายแสนคน

                การถอยของกองทัพเจียงไคเช็ค ช่วยรักษาความบอบช้ำของกองกำลังพล ไม่ให้ย่อยยับมากขึ้นไปอีก ยังรักษาสถานการณ์คนไว้ได้ก็จริง...แต่การล่าถอยนั้นเท่ากับเป็นการปล่อยให้ส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในสภาพที่ปราศจากการคุ้มกัน ประเทศ  และ ทิ้งประชาชนไว้ต่อหน้าสัตรู  ที่เพิ่ม...” ความป่าเถื่อน “...ขึ้นทุกขณะ ...ในจังหวัดเกียงสู ทางภาคตะวันออกของจีน....ทหารญี่ปุ่นเดินขบวนเข้าไปยังเมืองนานกิง ที่ปราศจากการต่อต้านอย่างแท้จริง ...กองทัพญี่ปุ่นเข้ายึดนานกิงในรูปแบบที่ “บ้าคลั่ง” ...กระทำการด้วยความสุดยอดของการทารุณกรรม ...ชาวจีนที่อยู่ในวัยที่ยังสามารถจะเป็นทหารได้...จำนวน 20,000 คน ถูกนำตัวออกไปนอกเมือง และถูกใช้ให้เป็นเป้า สำหรับการฝึกซ้อมแทงด้วยดาบปลายปืน (นึกภาพตามไปด้วยนะ)...ถูกยิงด้วยปืนกล...หรือถูกบังคับให้ลงไปแช่ในถังน้ำมัน แล้วจุดไฟเผาทั้งเป็น....ผู้หญิงและเด็กประมาณ 20,00คน ถูก ข่มขืนกระทำชำเรา ..ถูกฆ่า...ถูกตัดแข้งตัดขาให้กลายเป็นคนพิการ พลเรือนอีกหลาย ...หลายพันคนถูกบังคับพาตัวออกจากบ้านไปฆ่าทิ้ง...และก่อนหน้านี้ ชาวจีนจำนวน 40,000 คน ถูกสังหารก่อนที่เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะเกิดขึ้น ซึ่งเรียก กันต่อ ๆ มาว่า “ การกระทำชำเราที่นานกิง “

 

ครับท่าน...นี่ละครับ ..” สงคราม “ ..ท่านว่าไว้ว่า “ ในสงครามไม่มีความปราณี  ถ้าจะหาความปราณีต้องไปหาในวัด  “ เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าเป็นเราบ้างละจะเป็นอย่างไร ท่านมองภาพออกใหม ?  ท่านไม่สงสาร คนไทย ซึ่งมีเชื้อสาย เผ่าพันธ์เดียวกับท่านบ้างหรือ มันจะเกิดหรือไม่เกิดกับ เราคนไทย กับพี่น้องเผ่าพันธ์ไทย ยังหาหลักประกันไม่ได้...ขณะนี้ ปี พ.ศ. 2551 เพราะที่ผมเห็น มายี่งทำให้ ไม่ใว้วางใจ ว่าจะปลอดภัย อยู่เย็นเป็นสุขไปชั่วลูก ชั่วหลาน ...เพราะ...กองทัพไทยขณะนี้...“อ่อนแอมาก” ...ดังจะเห็นได้จาก สี่งที่เกิดให้เห็นเมื่อเร็วนี้คือ “แม้แต่ไอ้โจร 500 ธรรมดา ๆ ยังสู้มันไม่ได้เลย แล้วจะไปสู้กับสัตรู ผู้รุกล้ำอธิปไตยของไทยได้อย่างไร “ ..(น่าแปลกนะแนวร่วมที่กระเฮี่ยนกระหือลือกันอยูในธรรมศาสตร์ขณะนี้ (25/04/2551)ไม่เห็นออกมาโวยในเรื่องนี้กันสักคน)..แต่นั่นละ..มันจะไม่เกิดกับเรา ถ้าเราไม่แตกแยกความสามัคีกัน ไอ้นักการเมืองเลว ๆ ที่ชอบยุยงส่งเสริมให้ ประชาชนเกียจชังรัฐบาล ..นั่นละ คือ การสร้างความแตกแยกความสามัคคีในบ้านเมือง แล้วจะนำความฉิบหาลล่มจมมาสู่ประเทศไทยในที่สุดละครับท่าน....ท่านพอเห็นภาพ...ดูออกแล้วนะครับว่า....นักการเมืองพวกนี้เลวชาติอย่างไร ?..เหตุการทำนองนั้น มันจะไม่เกิดกับเรา ถ้าเรารู้จัก วลีที่ว่า “ในยามสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ” ...ไม่ใช่เตรียมวางแผนเพื่อกำจัด และ เข่นฆ่าคนไทยด้วยกันเอง เพื่อ...”ความสะใจ “..เท่านั้น ...เห็นดีแต่เก่งกับคนชาติเดียวกัน...เห็นเก่งแต่กับประชาชนที่ไม่มีอาวุธ นี่ละ....หาทางซิ...ทาหางป้องกันบ้าง...ตอนนี้สัตรู ของชาติในรูปแบบใหม่ แอบแฝงเข้ามาในบ้านเมืองมากมาย เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แล้ว ที่สมุทรสาครนั่นนะ....ไปดูกันบ้าง  ซิว่า “มันเข้ามาอยู่กันได้อย่างไร”...ไม่เห็นจัดการกันสักที....รู้ใหม...ทำใมถึงทำงานไม่ได้ผล...สาเหตุสำคัญที่ทำงานไม่ได้ผลนั่นมัน ...”เกิดจากความเห็นแก่ตัวมากเกินไป”....เมื่อลดความเห็นแต่ตัวให้น้องลงกว่านี้ได้ ...ก็จะทำงานได้ผลมากกว่านี้ ...ที่ว่านี้ รวมทั้งข้าราชการการเมือง ...ข้าราชการประจำ ... องค์กรต่าง ๆ พ่อค้า และ นักธุระกิจด้วย....เข้าใจหรือยังละ ? ...เข้าใจแล้ว ก็แก้สันดานที่ไม่ดีของตัวเองเสีย...ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้...นะครับ...ท่าน ขอบคุณครับ

ที่เห็นข้างบน มันเกิดขึ้นตอนนั้น สมัยนั้น หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเรามาอ่านตอนนี้เดีนวนี้ จึงดูคล้าย ๆ กับว่ามันทารุณ แต่ถ้าเป็นเราบ้างละ เมื่อเราอยู่ในสถาณการณ์อย่างนั้น หรือถ้าเราเป็นทหารญี่ปุ่นในขณะนั้น เราจะเห็นว่า ...ที่ทำอย่านั้น ...มัน”ถูกต้องแล้ว” ...กล่าวคือ ..ถ้าไม่ทำอย่างนั้น ..เมื่อยึกเมืองได้ ประชาชนพลเมืองจะรุกขึ้นทำสงครามกองโจร ต่อต้าน ยี่งจะทำให้เกิดความยุ่งยากกับกองทัพญี่ปุ่นมากขึ้น....เมื่อเป็นเช่นนี้ ...พฤติกรรมของทหารญี่ปุ่น ตอนนั้น...ขณะนั้น จึงถือว่า ...”ชอบด้วยเหตุผล ของญี่ปุ่นฝ่ายเดียว”

ท่านคงได้ยินผมพูดอยู่ประจำนะครับว่า “ไม่มีความปราณีในสงคราม” ...นั้นคือหลักการทำสงคราม....ท่านคงเคยได้ยินนะครับที่ผมกล่าวว่า “ถ้าไม่เฮี้ยม จะไม่ได้เป็น ฮ่งแต้ “ ..สงคราใน แมนจูกัวของญี่ปุ่น เป็นตัวอย่างที่ดี...อีกอย่างหนึ่งถ้าเป็นเรา เราจะทำอย่างนั้นหรือเปล่า เราต้องการให้ปัญหาต่าง ๆ มันจบลงในระยะเวลาอันนั้น หรือต้องการให้มันยาว เพื่อเรียกร้องงบประมาณจากรัฐบาล ขอเพิ่มตรงนั้นตรงนี้ ....เพื่อสร้างงาน..เพื่อสร้างเงิน...เหมือน ๆ กับที่ท่าน จอมพลสฤทธิ์ ท่านกล่าวว่า “งานคือเงินงานบันดาลสุข” อย่างนั้นหรือครับ ...มันก็ดี ...แต่ถ้าต้องเอาชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่รู้เรื่องเข้าเกี่ยวข้องด้วย ตอนนี้ “ไม่ดี” แล้วครับ   

ในการทำสงคราม ถ้าไม่ชนะ ก็ต้องแพ้ ...เราจะเป็นผู้แพ้...หรือผู้ชนะก็ตาม ....เราจะทำอย่างนั้นหรือเปล่า ยังเป็นที่สงสัยอยู่ ...เราไปโทษอะไรใครไม่ได้ทั้งนั้น...นอกจากจะ ท่อง และ จำไว้ว่า “พูดไปสองไพเบี้ย นี่งเสียตำลึงทอง “..เรามาดูกันต่อไปดีกว่า ว่าอะไรจะเกิดกับญี่ปุ่นบ้าง นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง เมื่อ สัญญาสงบศึกมีผลบังคับใช้ ในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2461 ด้วยญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะสงครามชาติหนึ่ง และเรื่อย มาจนเกิดเหตุที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้น จนทั่วโลกเรียกเหตุการนั้นว่า  “ การกระทำชำเราที่นานกิง “   เลื่อยมาจนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป และ สงครามเอเชียแปซิฟิก ในเวลาต่อมา.

            ในที่ประชุมวางแผนการทำสงครามกับสหรัฐอเมริกาที่ในโตเกียว นั้น มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายไม่เห็นด้วย หลังจากที่ สงครามในยุโรปกำลังรุนแรงอยู่ ตั้งแต่ ทศตวรรวรรษที่ 30 ของศตวรรษที่ 20เริ่มต้นขึ้น โลกร้อนระอุขึ้นจากกระแสที่ส่อเค้าว่า จะนำพาโลกไปสู่สงครามครั้งใหญ่ เป็นผลกระทบที่เกิดจากเศรษฐกิจโลกกำลังตกต่ำอย่างรุนแรง  เป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ “ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ “ ก้าวขึ้นสู่อำนาจในเยอรมนี  ฮิตเลอร์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น นายกรัฐมนตรีเยอร์มนี เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2476  ……..

           

                กองทัพเรือ ....”ไม่เห็นด้วย” ....กองทัพเรือไม่ต้องการรบในตอนนั้น ...กองทัพเรือต้องการเฝ้าคอบ ๆ ....คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เมื่อสงครามในยุโรปสงบลงแล้ว ถ้าญิ่นปุ่นไม่รบ เมื่อสงครามยุติลง ทุกชาติทุกภาษา จะอ่อนแอลง ...ชาติที่ชนะก็อ่อนแอลงน้อยหน่อย ชาติที่แพ้สงครามก็อ่อนแอมากหน่อย แต่ตอนนั้น กำลังรบของญี่ปุ่นจะยังเข้มแข็ง และสมบูรณ์อยู่ ....ถึงตอนนั้น ... "ญี่ปุ่นจะเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก" .โดยไม่ต้องรบ...โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ..ทุกชาติทุกภาษาในโลกต้องเชื่อฝังญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นยังมีกำลังที่เข้มแข็งสมบูรณ์อยู่ ทุกชาติ ทุกภาษาในโลก จะต้องเชื่อฟังญี่ปุ่น ทุกชาติทุกภาษาจะทำอะไรต้องเกรงใจญี่ปุ่น  ต้องปรึกษากับญี่ปุ่นก่อน...นี่คือ  “ แนวคิดของกองทัพเรือ" ...

.               กองทัพบกไม่ยอม....เมื่อไม่ยอม นายพลในกองทัพเรือหลายคนถูกสังหาร รัฐมนตรีคนใหนที่เห็นด้วยกับกองทัพเรือถูกสังหารหมด นายกรัฐมนตรี เจ้าชายโคโนเอ เห็นชอบด้วยกับกองทัพเรือ คือยังไม่รบ ให้รอไปก่อน ...เห็นว่า ยังไม่ควรทำสงคราม ในขณะนั้น จึงต้องลาออกไป  ในวันที่ 16 ตุลาคม 2484  

วันที่ 18 ตุลาคม 2484  นายพลเอก โตโจเข้ารับหน้าที่ เป็นนายกรัฐมนตรี แทนเจ้าชายโคโนเอ และ หลังจากนั้นมา  3  เดือน สงครามมหาเอเชียบูรพาก็ระเบิดขึ้น จากฝีมือของ "ทหารญี่ปุ่น"....ผลสรุปสุดท้าย คือ ระเบิดปรามาณูตกในญี่ปุ่น ประชาชนพลเมืองนับเเสน นับล้านเสียชีวิต....ญี่ปุน ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ใคร จึงต้องประสพกับความพ่ายแพ้อย่างยับเยินในสงครามโลกครั้งที่ 2 .....นี่เป็นตัวอย่างที่ดี  ที่จะชี้ให้เห็นว่า "ประชาชน และ/หรือ ทหาร ผู้ถืออาวุธ"  นั้น.....ถ้าไม่อาจควบคุมได้แล้ว ประชาชน และ/หรือ ทหารนั้น ๆ จะนำความฉิบหายล่มจมมาสู่ประเทศชาติในที่สุด.....ครับท่าน....ท่านครับ...ดูทางนี้นะครับ...ท่าน

 

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า

เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2396 (ตรงกับของไทย คือ ต้น ร. 4  ...ในเวลานั้นไทยเกิดผู้มีความสามารถที่จะพัฒนาประเทศตามแบบตะวัยตกแล้ว คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เช่นเดียวกับ ญี่ปุ่นมีจักรพรรดิ์เมจิ ที่กำลังจะสร้างญี่ปุ่นให้ยิ่งใหญ่เท่าชาติตะวันตก) เมื่อนายพลจัตวาแมทธิวซี เพอร์รี่ นำเรือรบอเมริกัน มาบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ เพื่อค้าขายกับสหรัฐอมเมริกา ญิ่ปุ่นภายใต้การปกครองในระบบโชกุน ยังเป็นประเทศด้วยพัฒนา และไม่มีกำลังเพียงพอที่จะป้องกันประเทศ ญิ่ปุ่นจำยอมต้องเปิดประเทศค้าขายกับโลกตะวันตก คบค้ากับต่างชาติ การยอมเเพ้ของโซกุนต่อชาติตะวันตก ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่ซามูไรกลุ่มต่าง ๆ ขึ้น การต่อต้านของพวกซามูไรรุกรามใหญ่โตจนเกือบกลายเป็นสงครามกลางเมือง โซกุน "โยชิโนบุ" หลีกเลี่ยงการทำสงครามกลางเมือง ด้วยการมอบอำนาจการปกครองประเทศคืนให้กับองค์จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นในปี พ.ศ.2411 (ปีที่ ร.4 เสด็จสวรรคต....ตอนนั้นพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเสร็จสวรรคตแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2408 อย่างมีข้อสงสัยว่า ว่ามีใครอยู่เบื้องหลังการรอบปรงพระชนต์ด้วยการวางยาพิษหรือไม่อย่างไร ?) อำนาจของโชกุนในการปกครองประเทศมานาน 700 กว่าปีก็สิ้นสุดลง

จักพรรดิ์เมจิ ซึ่งได้รับอำนาจปกครองประเทศมาจากโซกุนนับจากปี พ.ศ.2411 ได้เปลี่ยนแนวทางการปกครองประเทศตามแบบตะวันตกทันทีด้วยการส่งคนไปศึกษาวิชาการต่าง ๆ ในยุโรป เพื่อให้กลับมาพัฒนาประเทศ ...ไม่ใช่เอาปริญญามาแขวนคอไว้แล้วก็มาแสดงอิทธิฤทธิ.....เที่ยวสร้างความเดือดร้อน ...วุ่นวายให้บ้านเมือง เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ให้ตนเองและพรรคพวก พวกพ้อง  ...รัฐบาลไม่ให้เงิน ปิดปาก เพื่อ เป็นค่าคุ้มครอง (เป็นอาชีพใหม่ ที่เกิดในประเทศไทย).....คนพวกนี้ก็จะไปตั้งวงปลุกปั่นประชาชนอยู่ที่ท้องสนามหลวง ให้ประชาชนรุกขึ้น ล้มล้าง “รัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ล้มล้างรัฐบาลที่พระบาทสมเด็พระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งขึ้นมา..... มันพวกนั้นไม่เคยมีจิตรสำนึกสักนิดหนึ่งว่าที่มันทำอย่างนั้น ..." เป็นการกระทำที่เห็นได้ชัด ๆ ว่า  คือการลบล้างอำนาจของพระมหากษัตริย์ .....เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ....เป็นกบฏภายในราชอาณาจักรไทย "....มีความผิดอย่างร้ายแรง....เป็นโทษมหันต์ ...  ประชาชนทุกหมู่...ทุกเหล่า...ทุกผู้ทุกคน ในบ้านเมือง...ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักกฏหมาย ปริญญาโท ปริญญาเอกทางกฏหมาย ทั้งบ้านทั้งเมือง ...เต็มเมืองไปหมด ..ต่างก็ปิดปากสนิด ...ไม่เห็นมีใครออกมาตอบโต้เป็นปากเป็นเสียงให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสักคน.... ใหนอ้างกันนักกันหนาว่า “จงรักษ์ภัคดี” ... จงรักภัคดีแต่ปากนะซิ...ช่างหน้าขายหน้าเป็นที่สุดที่ปากกับใจไม่ตรงกัน...พฤติกรรม และ/หรือ การกระทำ กับคำปฏิญาณที่ให้ไว้ไม่ตรงกัน...ขาดความจริงใจ ต่อ สถาบัน ...ชาติ...ศาศนา...และ พระมหากษัตริย์ “ ตามที่เคยปฏิญาณไว้ต่อหน้าแถวทหารว่า .....” ชาติ... เกียรติ ...วินีย...กล้าหาญ “....  และ ...”ตายเสียดีกว่าที่จะละทิ้งหน้าที่”....หน้าที่ในที่นี้...ผมหมายความว่า  “ หน้าที่ในการรักษาพระองค์ “ ในฐานะที่เป็น “ ทหารรักษาพระองค์ “ ... ไม่เห็นมีใคร ออกมาแสดงความคิดเห็น..ว่าพฤติกรรมอย่างนั้น มันไม่ถูกต้องอย่างไร เพราะมันไปริดรอนสิทธิของผู้อื่นเขาด้วย ....อยากจะเป็นประชาธิปไตย....ต้องเป็นคนมีเกียรติ  เป็นคนรู้จักรักษาเกียรติของตนเอง....เพื่อไม่ให้ไปรุกล้ำ ..." สิทธของผู้อื่น " ...ต้องรู้จักรักษาเกียรติของตนเอง เพื่อจะได้รักษาชื่อเสียง วงค์สกุลได้  ไม่ให้เสียหายเมื่อเข้าไปเป็นรัฐบาล...จะได้ไม่ช่อราชบังหลวง...ดังจะเห็นได้จาก รัฐบาลของแทบทุกพรรคที่มีในประเทศไทย เมื่อเข้าไปบริหารประเทศแล้วจะเกิด กรณีย์ ...." ช่อราชฯ" ...ขึ้นเป็นข่าว ครึกโครม “จริงบ้าง เท็จบ้าง”...แล้วแต่ นักข่าวหรือ สื่อมวลชน จะเสกสรรค์ ปั้นแต่งขึ้นมา เพื่อให้ส่งผลกระทบกับ รัฐบาลที่ให้ หรือ ไม่ไห้ ค่าคุ้มครอง หรือผลประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ ...เรื่องอย่างนี้ในญี่ปุ่นก็มี...มีแล้ว ญี่ปุ่น เขาแก้กันได้อย่างไร ?  ตำตอบคือ แก้ได้ด้วย..." อำนาจของ ซามูไรสั้น "

                จริง ๆ นะครับท่าน ....ผมไม่เห็นนักกฏหมาย ..อาจารย์มหาวิทยาลัยที่บางคนอ้างตนข่มขู่ประชาชนว่าเป็นนักวิชาการ ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้สักคน ...ต่างคน..ต่างปิดปากสนิด...เพื่อฉกฉวยโอกาศเสนอหน้าออกมา เพื่อจะมีโอกาศเข้าไป นั่งเป็นรัฐมนตรีกับเขาบ้าง เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล  ...เห็นหรือยังว่า..."ทุกคนนั้นก็ทำเพื่อตัวเองทั้งนั้น"...มันผิดทั้งนั้น แล้วจะไปสอนนักเรียนให้เป็นคนที่ทำตนให้เที่ยงตรงซื่อสัตย์สุจริต ต่อชาติบ้านเมือง เป็นกำลังสำคัญที่จะสร้างชาติ สร้างบ้าน สร้างเมือง ให้ เจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร ในเมื่อ ครูบาอาจารย์มันไม่ดีเสียอย่าง ...ทุก ๆ อย่างก็จะไม่ดีไปหมด ......มันมีอีกเรื่องหนึ่งที่สัมพันธ์กับเรื่องนี้  อยู่ใน  Web นี้  คือเรื่องของ ..." ถ้าจะกลับให้ดู ตรงนี้เป็นตัวอย่าง " ....เรื่องนี้  จะชี้ให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญของเรา ถูกตั้งขึ้นมาจาก  ....." คณะราษฎร์ " .....คณะราษฎร โดยการนำของ นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา ที่เที่ยวไปโกหกประชาชนว่า เพื่อสิทธิที่เท่าเทียมกัน ดังเช่น ประเทศต่าง ๆ ที่เขาเจริญแล้วทั่วทั้งยุโรป หรือ ทั่วทั้งโลก ....ไปโกหกประชาชน เพื่อให้ประชาชนรุกขึ้นมาก่อกบฏต่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู้หัว ...เพื่อแก้แค้น ที่พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านต้องตัดงบประมาณทหารลง..เพราะเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งไม่ใช่ตกต่ำ แต่เมืองไทย มันตกต่ำ ไปทั่วทั้งโลก..ที่พระองค์ท่านต้องลดกำลังรบ ปลดทหาร เพราะเศรษฐกิจตกต่ำไปทั้งโลกในภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น....หัวหน้า " กบฏ " ตอนนั้น ไม่ได้เอาความจริงมาพูดกับ “ประชาชน” กลับบอกว่า " เพื่อ ความเป็นประชาธิปไตย เพื่อความเสมอภาคของประชาชน" ....อ้างว่า " สมบูรณายาสิทธิราช" เป็นระบอบที่กดขี่ประชาชน ฯล  อะไรต่อมิอะไรมากมาย....ซึ่งไม่จริง....นั่นเป็นการ..ปิดบัง อำพรางไว้เพื่อให้ประชาชนหลงผิดทั้งนั้น ...ในปี พ.ศ. 2475 เมื่อฝ่ายกบฏ เป็นฝ่ายชนะ จึงร่างรัฐธรรมนูญที่ผิด ๆ ขึ้นมา เพื่อหมกเม็ดใว้หาผลประโยชน์ให้ตัวเอง ...แล้วก็...ใช้รัฐธรรมนูญที่ผิด ๆ นั้น เป็นต้นแบบร่างกันต่อ ๆ มา....การกบฎ จึงเกิดขึ้นในประเทศไทยอย่าง " ซ้ำ ๆ ซาก ๆ "...อย่างไม่มีที่จบสิ้น .....นอกจากนี้ ยังกีจกัน พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว (พระปกเกล้าฯ) ไม่ให้พระองค์ท่านเข้ามาควบคุมการ  "การเเสวงหาผลประโยชน์ของคณะราษฎร์ ในทางที่ไม่ชอบด้วยเหตุผล "...ไว้ด้วยคือวางไว้ว่า  "ไม่ให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีส่วนร่วงรู้กับการบริหารบ้านเมืองเลย แม้แต่เรื่องของความมั่นคงของชาติ "......แล้วก็ไม่ให้พระองค์ท่าน ได้ออกความเห็นอะไรทั้งสิ้น...มีอย่างเดียวที่พระองค์ท่าน ทำได้ คือ...”เซ็นต์หนังสือ “...ตามที่คณะรัฐบาล เขียนขึ้นไปให้พระองค์ท่านเซ็นต์ ....คล้าย ๆ จับมือพระองค์ท่านเซ็นต์โดยไม่ปรึกษาหาลือกับพระองค์ท่านก่อน (ผมว่า รัฐธรรมนูญฉบับแก้ใขใหม่นี้ น่าจะเอา หน้าที่ของ ประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ มาพิจรณาแก้ใขให้เป็นหน้าที่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในบางเรื่องด้วย โดยฉะเพาะเรื่องความมั่นคงของชาติ ...เรื่องการประกาศสงคราม....อำนาจและหน้าที่ของจอมทัพไทย.) ...ด้วยความกลัดกลุ้มพระทัย พระองค์ท่านจึงขอลาออกจากการเป็นพระมหากษัตริย์เสียเลย.....

.ท่านครับ...นี่ละคือ จุดที่   " ผิด " ...ผิด มาก ๆ .....ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาดูให้ดีนะครับแล้วจะรู้ว่า ...จุดที่ผิดนั้นมันอยู่ตรงที่ว่า ...ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉะบับ แรก ....".เอา การเมือง กับ ความนั่นคงของชาติ ไปรวมกัน ".....ความมั่นคงของชาติ กับการเมือง เป็นคนละเรื่องกัน  การรบทัพจับศึก การเคลื่ยนพล การสั่งให้กองทัพ  " รบ หรือ ไม่รบ " เป็นเรื่องของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง แต่ พระองค์เดียว เท่านั้น แม่ทัพ นายกองไม่มีสิทธิ  " ประกาศสงคราม "  สั่งเคลื่อนพล เอาทหารออกนอกกรมกองเพื่อกิจกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น ...นอกจาก หรือ เว้น แต่ จะ ได้รับ ..." พระบรม ราชานุญาติก่อน " ....เท่านั้น ...แล้วจะเล่าให้ฟังโดยละเอียด ใน เรื่อง  "ถ้าจะกลับ ฯ "  ตั้งแต่ นักเรียนไทยในต่างประเทศ เมื่ออยู่ที่เมืองนอก ไปร่วมหัวกันก่อหวอด เพื่อเป็นกบฏต่อพระปกเกล้าฯ..อย่างไร มีใครบ้าง และรวมไปถึง ที่มาของ "พรรคประชาธิปัติ"  ด้วย  (ผมเคยบอกไปแล้วนะว่า ถ้าจะดูนางให้ดูที่แม่ ถ้าจะให้แน่ ต้องดูไปถึงยายด้วย)

                ผมบอกแล้วว่า  ไม่เห็นมีใครออกมาชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจสักคน ..ที่เห็น ๆ กันอยู่ก็มีแต่.." กัปตัน อดิศัย พะลายานนท์ ".....นักเดินเรือไทยคนนี้ละ ที่เป็นคนไทย ถือ บัตรประจำตัวประชาชนไทย...มีอยู่คนเดียวเท่านี่ละ ..ที่ออกมา ...ปาว ๆ อยู่ทุกวันนี้...ทั้ง ๆ ที่ เป็นนักเดินเรือ ...ไม่มีความรู้ทางกฏหมายเลย...นะจะบอกให้...พวกที่มีความรู้ทางกฏหมายมากมาย ไม่รู้ว่าเงียบหายกันไปใหนหมด .....ที่ปาว ๆ ได้ก็เพราะ อาศัย กฏหมายทางทะเลระหว่างประเทศ บ้าง กฏหมาย ประเพณี ... คำสั่งระเบียบการที่ถือปฏิบัติใหทะเล บ้าง....ออกมาแสดงความคิดเห็น ถูกบ้าง ผิดบ้าง...ก็ว่ากันไปก็แล้วกัน .....ตรงใหนดี...ตรงใหนถูก ก็รับไปพิจารณาด้วยก็แล้วกัน...ตรงใหนไม่ถูก...ไม่ดีก็ทิ้งไป...เราไม่ว่ากันนะครับท่าน ขอให้พึงเข้าใจว่า ผมไม่มีเจตนาในทางที่ไม่ดีกับใครทั้งนั้น ที่ทำอยู้นี้ ก็เพื่อชาติเท่านั้น  ที่ต้องพูดตรง ๆ ก็เพื่อให้เข้าใจง่าน ไม่ต้องตีความมากมาย ถึงแม้ว่า จะทำให้ดูว่าไม่ค่อยจะสุภาพสักเท่าไรก็ต้องยอมเพื่อให้เด็ก รุ่นใหม่อ่นแล้วเข้าใจง่าย จะได้นำสิ่งที่ดี ๆ ที่ถูกต้องไปต่อยอดขึ้นไปอีก...อะไรไม่ดีก็จะได้ตัดทิ้งไปเมื่อไปพบเห็นเข้า ก็เท่านนั้นเองครับท่าน...ครับ...

ในการออกกฎหมายนั้น ผมขออยู่อย่างเดียวคือ...อย่าเขียน กฏหมายแล้ว...”หมกเม็ด”..ไว้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องก็แล้วกัน.....อย่าลืมนะ ....อย่าลืมว่า ...” คนนั้นเชื่อถือไม่ได้ “ คนปากอย่าง..ใจอย่างมีมากมาย พระพุทธเจ้าท่านยังสอนว่า “จะเชื่ออะไรใคร ต้องพิจารณาไห้ดี” ...ความยุติธรรมนั้น ส่วนหนึ่งมันขึ้นอยู่กับพยานทางเอกสาร ที่ถูกสร้างขึ้นมา สร้างขึ้นมาตามความประสงค์ของผู้เจ้าพนักงานสรุปผล จริงบ้างเท็จบ้างตั้งแต่ชั้นสอบสวนแล้ว...การสร้างพยานเท็จ....การทำหลักฐานเท็จมีให้เห็นมากมายในทุกระดับ....เพื่อส่งสำนวนขึ้นฟ้องศาล ...ศาลก็จะ พิจารณาว่า มีหลักฐานเพียงพอหรือไม่  .... ถ้ามีหลักฐานเพียงพอก็จะรับฟ้อง...ถ้าไม่พอ ก็จะยกฟ้องไป  .... เมื่อศาลรับฟ้อง ก็ต้องนัดวันพิจารณาคดีกันอีก ....ดูนะ..ๆ..การพิจารณาความนั้น มันก็ไม่ได้หมายความว่า จะ ถูกต้อง และ ยุติธรรมตรงตามความเป็นจริงเสมอไป มันอยู่ที่ ทนายของใคร จะรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหางมากกว่ากันต่างหาก ทนายฝ่ายใหนเก่งฝ่านนั้นก็ชนะไป แต่ การชนะความอย่างนั้น..ไม่ได้หมายความว่า  การตัดสินความในครั้งนั้นจะ ถูกต้องเสมอไปนะครับ ....อาจผิดก็ได้ ...เราจึงเห็นว่า..” มีคนบริสุทธิ ติดคุกมากมาย” ....การยัดข้อหาให้ฝ่ายตรงข้าม การทำสำนวนให้คนดีเข้าคุก (ให้ใบแดงโดยสร้างหลักฐานเท็จ) ถ้าไม่ให้ ค่าคุ้มครอง ทำกันได้อย่างมากมายในเมืองไทย ...เมื่อสองสามวันนี้ก็มีข่าวใหญ่โต (รตอ.นัดฯ)......ยิ่งถ้าผู้ตัดสินคดี ความ รับเงิน  กินสินบาท คาดสินบน เข้าไปด้วย หรือเป็นพวกพ้องกันด้วยละก็  ไปกันใหญ่เลย ...แน่เสียยิ่งกว่าแน่  ที่ ...“คนดี คนไม่มีความผิด ก็อาจจะติดคุกได้” ....มีคำถาม ๆ ว่า “มีหรือไม่ที่ผู้ตัดสินความ และ/หรือ ผู้ชี้ ผิด – ชี้ถูก รับเงินสินบน”...คำตอบคือ  “มี...มีแน่นอน...แน่นอนที่สุด” ...ครับท่าน... พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3..พระองค์ท่านจับได้ ว่า ผู้ตัดสินคดีความรับสินบล จึงมีพระบรมราชโองการให้ประหารชีวิตผู้ตัดสินความนั้นเสีย ด้วยการ... “ทุบด้วยท่อนจันทร์” ..จนตาย  สิ่งที่หน้าสังเกตุ ประชาชนคนทั่วไป มักจะเกรงกลัว ไม่กล้าฟ้องร้อง หรือยืนยันว่า “ผู้ผู้ตัดสินความรับสินบล” เพราะกลัวข้อหา “ตามกฎหมายที่หมกเม็ดไว้เพื่อการกินอย่างปลอดภัยของกลุ่ม” .... ผู้ตัดสินความมักจะอ้างว่า ตนเองเป็นผู้มีเกียรติ เพราะได้รับการแต่งตั้งจาก “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือ เป็น ตัวแทนของพระเจ้าอยู่หัว”  ...จริง ๆ แล้ว ก็มีเกียรติด้วยกันทุกฝ่ายนั่นละ ทั้งหัวหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ ..บริหาร  และตุลาการ ...นายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงแต่ตั้งเช่นกัน..แล้วทำไมฝ่ายกฏหมายไม่ไปจัดการกับพวกที่มาตะโกนด่าท่านนายกฯ อยู่ปาว ๆ ที่สนามหลวงบ้าง...ทำไม ๆ ...แต่ในทางตรงกันข้าม ทั้งฝ่าย นิติบัญญัติ   บริหาร ...และตุลาการบางคน กลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “สามารถทำได้”...มันทำไม่ได้ เห็นชัด ๆ อยู่แล้ว แต่กลับบอกว่า..”ทำได้”....คิดให้ดีนะ..คิดให้ดี...ผมว่า (ผมกัปตันอดิศัย พะลายานนท์) “ทำไม่ได้” ...ทำไม่ได้เพราะเป็นการหมื่นพระบรมเดชานุภาพ เช่นเดียวกับผู้ตัดสินคดีความ และ / หรือ ผู้ชี้ผิด ชี้ถูก เหมือนกัน ...ถ้าการกระทำอย่างนี้ถูกเพราะมีกฏหมายรองรับ แสดงว่า “กฏหมายนั้นผิด”...ต้องแก้ที่กฏหมาย....ท่านที่มีหน้าที่ แก้กฏหมายทั้งหลายครับ...ท่านต้องแก้เรื่องนี้ ให้ชัดเจน จะออกกฏหมายให้มีช่องว่าง ให้ ประชาชนคนธรรมดา ๆ ทั้งที่มีอาวุธ และไม่มีอาวุธ ไปกระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ได้ ...มันใช้ไม่ได้ “รัฐธรรมนูญ” อย่างนี้ .....ไปกระทำการหนิ่นพระบรมเดชานุภาพ แล้ว...กลับมาออกกฏหมายนิรโทษกรรมให้ตนเอง...อย่างนี้ใช้ไม่ได้...เห็นได้ชัด ๆ  นะครับ   ...อย่างนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญนั้นใช้ไม่ได้จริง ๆ “ต้องแก้ใหม่” เพื่อรักษาใว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์  (คณะราษฎร์ ทำใว้น่าเกลียดมาก จนเกิดผลเสียหายกับประเทศชาติมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2475 จนบัดนี้ ปี พ.ศ.2551 เป็นเวลา 75 – 76 ปี แล้ว ประเทศชาติ เสียหายไปเท่าไร ?)

                ที่ผมเขียนจุดประเด็นไว้มากมาย เพื่อขอให้ท่าน....ท่านนักวิชาการทั้งหลาย ที่เป็นกลาง เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ออกมา...ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการแก้กฏหมาย เพื่อความอยู่รอดของบ้านเมืองกันบ้าง ถ้ากฏหมายเป็นอย่างที่ผ่าน ๆ มา ละก็...” พังแน่เมืองไทย “ ...บ้านเมืองพังแล้ว...ผู้ใหญ่ ๆ ตายกัน หมด แล้วผมจะไปรดน้ำดำหัวใครกันละ เมื่อถึงสงกรานต์ปีหน้า ...เป็นห่วงแต่ผู้ใหญ่ ที่ดี ๆ เท่านั้น ผู้ใหญ่ ที่ ...” หน้าซื่อ แต่ ใจคด”  ก็ไม่ต้องไปเป็นห่วงเขาหลอกนะครับ ...คนพวก นี้ ทั้งหญิง และชาย เป็นพวก “ โกหก ปลิ้นปล้น กระร่อง ตอแหล” ทั้งนั้น เขาเอาตัวลอดอยู่แล้ว....แต่ก็ไม่แน่ สุดท้าย อาจจะ ..”ถูกตัดหัว” ...อย่างเจ้าพระจักรีก็ได้ใครจะไปรู้ ....เมื่อมีเหตุการณ์เช่นเดียวกับ ที่เกิดขึ้นมาแล้วในฝรั่งเศส (การกบฏในฝรั่งเศส) ก็ได้ ใครจะไปรู้ ....คนหน้าซื่อใจคด ตายเสียก็ดี คนอัปรีย์อย่างนั้น

ออกมากันบ้างนะ...ท่านนักวิชาการทั้งหลายออกมา ...ออกมาบ้าง (เชิญชวนครับ)...ขอให้ทำ ตาม...พระประสงค์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ...กันให้มาก ๆ โดยฉะเพาะ อาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เป็นคนดี ก็มีอีกมาก ขอให้ช่วยกัน ทำตามพระประสงค์ของสมเด็จฯ กันที......ทำไม ๆ  ไม่เคยมีใครออกมาชี้แจง ...ชี้แนะ ให้ประชาชนได้ทราบบ้าง เห็นแต่มีนักการเมือง ...นักต่าง ๆ ที่เป็นสัตรูกับคุณทักษิณ..รีด ไถ หาผลประโยชน์ จากคุณทักษิณไม่ได้ (สงสับไปถามท่าน มท.1 คุณเฉลิม อยู่บำรุง นะครับ) ทั้งนั้นที่ออกมาสนับสนุนพวก ที่ก่อกวนอยู่ที่สนามหลวงนั้น ว่า พวก Mob นั้นทำถูก ...มีกฏหมายรองรับ.....เพราะเราเป็น...ประชาธิปไตย...เราปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย...ทุกคนจึงมีสิทธิแสดงความคิดเห็น..ความคิดเห็น บวก กับ การด่าคนให้ได้รับความเสียหาย นั่นนะมันถูกหรือ ?  นั่นนะมันเป็นการผิดกฏหมายในข้อหา “ระเมิด” ชัด ๆ ..แต่นักการเมือง และคนบางกลุ่ม กลับเอาใจคนพวกนี้ สนับสนุนคนพวกนี้ ...เพื่อให้รัฐบาล...บริหารงานไม่ได้ ...มันถูกแล้วหรือที่ทำกันอย่างนั้น...เมื่อรัฐบาล ล้มไป  พวกฝ่ายค้าน...พวกที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลจะได้เข้ามาเป็นรัฐบาลบ้าง แล้วก็เบียดบัง ช่อราชบังหลวง ...หาเงินเข้าพรรคบ้าง ...มาแบ่งกันบ้าง....มีตัวอย่าง....ให้เห็นมากมาย...ตกลงว่า. ...คนที่ถูกหลอกลวง คือ ประชาชน  ...ผู้ที่เสียหาย คือ ประเทศชาติ...อยากจะรู้ว่าเสียหาย จริงหรือไม่ เสียหาย  เท่าไร ? ให้ไปขอดูเอกสารได้ที่ ธนาคารชาติ ขอดูได้ตามกฏหมาย ....(กฏหมายไทย มีการหมกเม็ดกันไว้มาก ต้องเลือกใช้ให้ดี นั่นคือหน้าที่ของประชาชน ...ถ้าประชาชนไม่รู้จักใช้กฏหมาย...ประชาชนนั้น ก็จะตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง และ นักวิชาการที่คิดทำลายชนชาติไทยทันที)

           ...ผู้รักษากฏหมาย ไม่มีใครพูดถึง ไม่มีใคร คิด ต่างก็เงียบกันไปหมด ...เหมือนกับรู้เห็น เป็นใจด้วย บ้านเมืองมันจึงยุ่งเหยิง วุ่นวายกันไปหมด...ตอนนี้ ...ขณะนี้ ก็ยังไม่เลิก ...ยังจะเอาใหม่อีก ...ก่อกวนอีก....คงจะไปไถเงินรัฐบาท เรียกค่าคุ้มครองแล้วรัฐบาล (คนในรัฐบาล)  ไม่ให้ ....เลยก่อกวนใหม่.......เห็นคุณเฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย หรือ มท. 1 บอกว่า ......" มีคนมาเล่าให้ฝัง ว่า คนพวกนี้ ไปเรียกเงินค่าคุ้มครองเขามา 100 ล้านแล้ว....ตอนนี้ จะไป ขอเพิ่มอีก เขาไม่ให้ "   .....คนพวกนี้เลยเริ่มก่อหวดอีก (ต้องการรู้ว่าใครเป็นคนบอกกับ มท 1 ..ให้ไปถาทคุณเฉลิมเอง) ....และมันก็ เหมือน ๆ กับที่ คุณมงคลชัย บอกว่า บ้านเมือง ที่มันวุ่น ๆ อยู่ขณะนี้นั้นเพราะ พวก  " นักวิชาการ  ...ไม่กี่คนนี่ละ ที่เป็นต้นเหตุสำคัญ....ครับท่าน...คนพวกนี้ ในญี่ปุ่นก็มี...มีมากเหมือนกัน..แต่ญี่ปุ่นเขาแก้ได้...เขาแก้ได้...ด้วย อำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ ของมีดสั้น ดูกันต่อไปนะครับ....

               

จักรพรรดิ์เมจิ  ดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยความระมันระวัง... เร่งแก้ใขปัญหาเศรษฐกิจ เปลี่ยนประเทศจากประเทศกสิกรรมเป็นประเทศ "อุตสาหกรรม" ทั้งหนัก และเบา สร้างโรงงานอุสาหกรรม ที่สำคัญ คืออุสาหกรรมเหล็กกล้า เพระเป็นปัจจัยการผลิต อาวุทธยุทธภัณท์ที่สำคัญ ในอันดับต้น ๆ   เครื่องกล และเครื่องกลเรือ...อู่ต่อเรือ ...ปรับปรุงถนนหนทางภายในประเทศ สร้างทางรถไฟรางคู่ สร้างระบบขนส่งมวลชนดังเช่นในยุโรป ผลิดสินค้าออกไปขายต่างประเทศ ต่อเรือสินค้าขนสินค้าที่ตนผลิดขึ้นมาได้ออกไปขายต่างประเทศ ขนสินค้าที่สั่งเข้าจากต่างประเทศดัวยเรือสินค้าที่ญี่ปุ่นต่อขึ้นเอง  รับจ้างขนสินค้าให้ชาติต่าง ๆ ทั่วทั้งโลก ทำให้ได้เงินตราต่างประเทศเข้าประเทศอย่างมากมาย เป็นการแก้ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศที่ตกต่ำให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศสเคยทำมาก่อน เพื่อเอาเงินมาสร้างกองทัพ เพื่อการสร้างศักดิ์ยภาพทางทหารให้แข็งแกร่ง เพื่อรักษาเอกราชและสร้างความมั่นคงภายในประเทศ การฟื้นฟูประเทศญี่ปุ่นจนแข็งแกร่งและเจริญรุ่งเรืองของจักรพรรดิ์เมจิ เป็นการพริกโฉมหน้าและเริ่มต้นศักราชใหม่ของญี่ปุ่น ซึ่งมีชื่อเรียกยุคสมัยนี้ของญี่ปุ่นยุคนี้ว่า "ยุคฟื้นฟูเมจิ"

                ในยุคนี้เองในระยะต้น ๆ ญี่ปุ่นเริ่มมีการขัดขวามการพัฒนาประเทศ (แตกแยกความคิด  เหมือนเมืองไทยสมัยนี้) ด้วยความอิจฉาริสยากันแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน ปัดแข้งปัดขากัน เพื่อหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง และพวกพ้อง มีการช่อราชบังหลวงเกิดขึ้นคนพวกนี้นับว่า เป็นอุปสรรค์เป็นอย่างมากในการนำประเทศไปสูความเจริญในภายหน้า และเพื่อกำจัดคนพวกนี้ให้หมดไปจากแผ่นดินญิ่ปุ่น จึงได้เกิดมี "คณะมังกรดำ" (Black September) เกิดขึ้นเช่นกัน  เพื่อกำจัดคนคดโกง คนที่เป็นภัยกับความเจริงรุ่งเรืองของญี่ปุ่น มังกรดำในญี่ปุ่น เริ่ม "ฆ่าคน"   คนญิ่ปุ่นทุกคนที่เป็นพิษเป็นภัยกับประเทศชาติ นั่นคือกาารเริ่นต้น และตั้งต้นของ "คนดีฆ่าคนชั่ว"   แล้ว...คนชั่วเหล่านี้จะได้รับโทษอย่างหนักจากคณะมังกรดำทุกคนไม่เว้น...ในที่สุดญี่ปุ่นจึงเป็นประเทศที่แข็งแกร่ง และ เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในเอเชียจากนั้นเลื่อยมาจน ปัจจุบันนี้

                สนธิสัญญาที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ที่เกิดจากนายพลเฟอร์รี่ นำเรือรบอเมริกัน มาข่มขู่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2396 นำความขมขื่นที่ฟังแน่นให้กับผู้นำญี่ปุ่นในยุคพื้นฟูเมจิมาก  สัญญาที่ทำกับตะวันตกได้กำหนดสิทธินอกอาณาเขต ทำให้ตะวันตกมีอำนาจเหนือญี่ปุ่นในดินแดนของประเทศญี่ปุ่นเอง อีกทั้งยังเก็บภาษีกับคนต่างชาติในอัตราที่จำกัดอีกด้วย ญี่ปุ่นพยายามขอแก้ใขความเสียเปรียบเรื่อยมาหลายครั้ง ซึ่งกว่าจะสำเร็จได้ต้องใช้เวลายาวนาน

  ญี่ปุ่นเห็นว่าการที่จะป้องกันการรุกรานประเทศของตนให้พ้นจากจักรวรรดิ์นิยมตะวันตกได้ ญี่ปุ่นต้องเข้าครอบครองดินแดนที่อยู่รอบ ๆ ริมฝั่งทะเลของประเทศ

                ปี พ.ศ. 2418 เข้าครอบครอง เกาะโอกาซาวาร่า และ เกาะ กันโต้  (ร.5 ขึ้นครองราชได้ 7 ปี พระชนมายุ 22 ชันษา)

                ปีพ.ศ.  2422  ญี่ปุ่นได้ผนวกเอา เกาะโอกินาวา เข้ามาเป็นดินแดนของตน (ร. 5  พระชันษา 26 ปี)การกระทำของญี่ปุ่นในครั้งนี้ ได้รับการค้ดค้านจากจีน

 ญี่ปุ่นอ้างสิทธิเเหนือหมู่เกาะคูริน และเกาะซาคาริน ทำให้ต้องเผชิญหน้ากับรัสเซีย แต่สามารถตกลงกันได้ ในชั้นต้น

                ปี พ.ศ. 2438 (สมัย ร. 5 พระชันษา  42 ปี) เกิดสงคราม จีน - ญี่ปุ่น เพื่อแย่งกันมีอิทธิพลเหนือดินแดนเกาหลี เพราะทั้งสองประเทศต่างก็ถือว่า ผู้เข้าครอบครองคาบสมุทรเกาหลี ย่อมเป็นพิษเป็นภัยกับพระเทศของตน  ...ผลของสงครามที่เกิดขึ้น ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายชนะ

                ปี พ.ศ. 2441 รัสเซียทำสัญญาเช่า "ปอร์ต อาเธอร์" ในคาบสมุทรเลียวตุงในแมนจูเลีย อันตรายของญี่ปุ่นจากรัสเซีย ซึ่งพยายามขยายอิทธิพลมาทางเอเชียเพิ่มมากขึ้น ญี่ปุ่นจึงต้องรีบทำความตกลงกับรัสเซีย และหาทางออกในรูปแบบอยู่ร่วมกันอย่างสันติในตะวันออกก่อน และพร้อม ๆ กันนั้น ญี่ปุ่นก็เตรียมตัวทำสงครามกับรัสเซีย ด้วย (ตรงนี้ก็สำคัญ ไทย ควรดูใว้เป็นตัวอย่างทำสัญญาไว้ก่อน เพื่อซื้อเวลา พร้อม ๆ กับเตรียมการรบด้วย)

                วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2447 ขณะนั้นเวลาใกล้เที่ยงคืน บรรดานายทหารเรือบนเรือรบ "มิกาซ่า" ของราชนาวีญี่ปุ่น ต่างมารวมตัวกันอยู่ในห้องบัญชาการ....เรือรบมิกาซ่าเป็นเรือรบขนาด 15,000 ตัน (สำหรับเรือรบ ถ้าพูดว่าเรือมีความใหญ่ "เป็นตัน"  หมายความว่าเป็นตันของน้ำหนักของเรือทั้งหมด คือ  "Displatememt Tons".....แต่ถ้าเป็นเรือสินค้า ถ้าพูดว่า ความใหญ่ของเรือ "เป็นตัน" หมายความว่าเป็นตันน้ำหนักบรรทุกที่เรือสามารถบรรทุกได้ คือ "Dead weight Tons") อันทรงอานุภาพมากที่สุดลำหนึ่งของโลก (เอาพ.ศ. มาลบกันดูซิว่า กี่ปี่ตั้งแต่ไม่มีอะไรเลย จนญิ่ปุ่นสามรถสร้างเรือที่มีอานุภาพมากที่สุดในโลกได้...แล้วไทยละ ?..น่าคิดนะ )  นายพลเรือตรี "โตโก" ผู้บัญชาการกองเรือ กล่าวว่า

                " กองเรือรบรัสเซียชุมนุมกันอยู่ที่ ปอร์ต อาเธอร์ จงเตรียมตัวไปที่นั่น"

เพื่อน ๆ ที่รักของผมทุกท่าน ...ครับ...ขอได้โปรดพิจารณา นะครับว่า  ก่อนที่ ญี่ปุ่นจะเคลื่อนพล ออกมาจากกรมกองเพื่อไปรบกับใครนั้น ต้องได้รับพระบรมราชานุญาติจากพระจักดิ์พรรดิ์ก่อนเสมอ...ดังที่ผมเคยเรียนให้ทราบไปแล้วนะครับ...เช่นการรบกับรัสเซีนในครั้งนี้ก็เช่นกันนะครับ ....ผมว่าของเราก็น่าจะเอาอย่างญี่ปุ่นนะครับ...ท่าน ..และก็ควรมีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของไทยให้ชัดเจนด้วยนะดรับ เพื่อไม่ให้พวกขี้ถ้อยหมอความ "ตีความเป็นอย่างอื่น" ...... "อย่าลืมกำหนดด้วยว่า ..".การเคลื่อนกำลังออกนอกกรมกองโดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาติจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือว่า เป็นกบฏต่อราชอาณาจักรไทย  และ จะกระทำการนิรโทษกรรมมิได้" ประโยชน์ที่จะได้นับในกรณีย์นี้คือ ...เพื่อให้ทหารที่เห็นกับประโยชน์ส่วนตน มากกว่าประโยชน์ส่วนรวม ที่อยู่เบื้องหลังการก่อกบฏภายในราชอาณาจักร ส่งแนวร่วมออกไปยุยงส่งเสริมให้ประชาชนที่รู้เท่าไม่ถึงการ รุกฮือขึ้น ก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เมื่อบ้านเมืองวุ่นวาย ก็จะถือโอกาศ ยกกองกำลังติดอาวุธ ที่ซื้อมาจากภาษีอากรของประชาชน ออกมาขับไล่ รัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามาบริหารประเทศได้ยากขึ้นอีกขั้นหนึ่ง เพราะถ้าใครขืนทำการกบฏภายในราชอาณาจักรอีก จะมีแต่ตายลูกเดียว ไม่ช้าก็เร็ว .... “ภรรยา”  ตามกฏหมายถือว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับสามี จึงให้ตายตกตามสามีไปด้วย...ดีใหม ?...  เหมือน ๆ กับทีกฏหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2550 กำหนดว่า ผู้ลงสมัครรับเลือตั้งที่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองพรรคใด ถ้ากระทำการ ทุจจริตการเลือกตั้งสอบสวนแล้วเป็นจริง จนใด้รับโทษให้การเลือกตั้ง นั้น เป็นโมฆะแล้วพรรคนั้น ๆ จะต้องถูกยุบพรรคด้วย..อย่างไรละ  ...เหมือน ๆ กันนั่นละ ...เหตุผลเดียวกัน....เมียไม่ห้ามผัว...ไม่ห้ามก่อนที่ผัวจะก่อกบฏ...เพาะฉะนั้น ต้องยิงเป็า เมียด้วย...อย่างนั้นหรือ ? ..ทำอะไรไม่คิด....หลาย ๆ อย่างที่ผม ..คิดอยู่คนเดียว คิดมานานแล้ว...ก่อนที่ รัฐธรรมนูญ ฉบับ ของพวก 50 จะประกาศใช้เสียอีก ....ทั้งนี้เพราะ ...การที่ พรรคไทยรักไทยถูก ยุบพรรคนั้น มันไม่ยุติธรรมสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ...แต่คนเหล่านั้นพูดไม่ออก  เพราะกลัว ม.17 ของจอมพลผู้พิชิต สฤทธิ์ ธนรัตน์ (ไม่มีแล้วจ้า...นะจ๋ะ .. ๆ )....เพราะผมเห็นว่า  พรรคที่ควรถูกยุบ คือ "พรรคประชาธิปัติ"  .... เพราะพรรคประชาธิปัติ ...มีความผิดที่ชัดแจ้งกว่า (ของผมคนเดียว) ที่ไม่ลงรับเลือกตั้ง ...เพราะผมถือว่า ...การไม่ลงรับเลือกตั้งเป็นการ "ละเว้นการบปฏิบัติหน้าที่" ในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองที่รับเงินสนับสนุกพรรคจากภาษีอากรของราษฎรไปแล้ว แล้ว ไม่ลงรับเลืองตั้งนั้น จึงน่า จะถูก "ยุบพรรคมากกว่า .....การไม่ลงรับเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัติ นอกจากจะเป็น การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แล้ว ยังเป็นการ  “ ทำลายระบอบประชาธิปไตย “ ด้วย....เห็นหรือยังครับท่าน เห็นหรือยังว่า “ความยุติธรรมนั้น  “ไม่มีเมืองไทย “   เห็นหรือยังว่า “ความยุติธรรมคือความพอใจ “ ....แล้วผมก็เกิดความคิดต่อไปอีกว่า ...แล้วทำไมพรรคประชาธิปัติ จึงไม่ถูกยุบพรรค...คำตอบ คือ  "เพราะศาลตัดสินว่าไม่ต้องยุบพรรคประชาธิปัติ"...นั่นะซีครับท่าน...ครับ...ผมจึงถามท่านต่อไปอีกว่า...แล้วทำไมศาลจึงตัดสินว่า " ไม่ต้องยุบพรรคประชาธิปัติ ?"  ละ คำตอบนั้นมีสองอย่าง ง่าย ๆ คือ กฏหมายบอกว่า การไม่ลงรับเลือกตั้งนั้นไม่ผิด เป็นสิทธิที่ทำได้ ( อย่าลืมนะท่านนักกฏหมายที่รัก... ผมเป็นนักเดินเรือ ไม่มีความรู้เรื่องกฏหมาย จึงอยากจะถามท่านว่า พฤติกรรมใด ๆ ที่ถือว่า “ถูก” นั้น ...”จะต้องชอบด้วยเหตุผล และ ถูกต้องตามกฏหมาย”...ไม่ใช่หรือ  แต่การไม่ลงรับเลือกตั้งของ พรรคประชาธิปัตินั้น "มันไม่ชอบด้วยเหตุผล"...ชัด ๆ อยู่แล้วนี่ครับ...ท่าน  แล้วทำไมศาล จึง  "ยังตัดสินว่าไม่ผิดอีกละ" ....นั่นหนึ่ง....หรือ....อีกประการหนึ่ง จากสิ่งที่เราไม่อาจจะปฏิเศสได้ว่า ในขณะนั้นได้มีการแบ่งขั่วกันอย่างชัดเจน ระหว่างคนที่ชอบคุณทักษิน (ผมก็ชอบ) กับคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณ  พวกที่ไม่ชอบคุณทักษิณ มีทั้ง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ  พ่อค้า ประชาชน  นักค้ายาบ้า เจ้ามือหวยไต้ดิน นักวิชาการ สื่อมวล อาจารย์ในมหาวิทยาลัย (คนพวกนี้ ถ้าคิด ผิด ๆ แล้วจะไปสอนให้เด็ก ๆ คิดในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อไปสร้างคุณประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้อย่างไร ?....กรุงศรีอยุธยาพินาจล่มจนก็เพราะผู้ใหญ่ ที่คิด ผิด ๆ พวกนี้ละ)...พวกหลังนี้ดูแล้วเหมือนกับว่า ....มีเป็นจำนวนมาก   แต่จริง ๆ แล้ว  ไม่มาก  ๆ อย่างที่เห็น ....ที่ดูว่ามาก เพราะ "สื่อ" ..และ/หรือ ผู้ประกาศข่าว ที่เป็นสมุนของ "มือที่มองไม่เห็น" (สำนวนท่านนายกฯสนมัคร).ทั้งนั้น.....ขณะนี้ก็มีที่ผมเห็น และผมกำลังจับตาดูอยู่สำหรับผู้ประกาศข่าว ของ สถานี โทรทัศน์  " ไทย  PBS " ที่ชอบกระแนะกระแหน รัฐบาล และพรรค "พลังประชาชนอยู่ขณะนี้"  ..คุณพูดกันเองนะว่า สนานี "ไทย PBS" เป็นสถานีที่เป็นกลางที่ ตั้งขึ้นมาจากภาษี ของประชาชน....ผมก็เป็น ประชาชนคนไทยคนหนึ่ง จึงเป็นเจ้าของ ไทย PBS คนหนึ่งเช่นกัน ขอร่วมด้วยคน....ร่วมด้วยช่วยกัน....ช่วยกันดูแลว่า สถานีนี้ ต้องเป็นกลาง (ตามที่โฆษณา) จริง ๆ ...การกระแนะ กระแหน ผมถือว่า ไม่เป็นกลาง ผู้อำนวยการสถานี ต้องรับผิดชอบ....ผู้ประกาศคนนั้น ต้องถูกปลดออกจาก การว่าจ้างของทางสถานี คือ  “เลิกจ้าง" เท่านั้น ...นี่ละครับ คือผมละ....ผม กัปตันอดิศัย พะลายานนท์...ละครับ.....แต่จะอย่างไรก็ตาม ก็จะต้องมีข้อแม้ว่า...สถานี โทรทัศน์ "ไทย PBS นี้จะต้องได้มาอย่าง ชอบด้วยเหตุผล และถูกต้องตามกฏหมาย ...ไม่ใช่    " ไปปล้นเขามา แล้วเอามาออกอากาศ...หารายได้ให้กับสมุนของมือที่มองไม่เห็น  สร้างงานให้ตัวเอง เอาภาษีอากรที่ควรจะเป็นของรัฐ....มาฟอกให้เกิดประโยชน์ กับสมุนของมือที่มองไม่เห็น...เช่นนี้แล้ว ผมไม่เอาด้วย   นะจะบอกให้....ครับ...ท่าน

          เรื่องมันมาก เลยไม่รู้เลยว่า อีก ประการหนึ่งคือพวกที่ไม่ชอบคุณทักษิณนั้นเขาทำอย่างไร ...เขาทำอย่างนี้ครับ....ก็คนพวกนี้ละ ตัดสินว่า ..."ต้องยุบพรรคไทยรักไทย...และ...ไม่ต้องยุบพรรค์ประชาธิปัติ "    ตามใบสั่งนั่นละครับ.....คุณฟังผมนะ...ผมจะยกเหตุผลมาให้ท่านทราบ จริงหรือไม่จริงท่านคิดเอาเอง .....ท่าน...ว่าคนที่ตัดสินว่าใครผิด หรือใครไม่ ผิดนั้น เป็นใคร มาจากใหนกันแน่....เป็นนักกฏหมายที่เขียนกฏหมายขึ้นมาเพื่อรักษา และ/หรือ ป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกด่า เมื่อมีการรับสินบามคาดสินบนนั้นใช่หรือไม่ ....และการที่ออกกฏหมายอย่างยั้นมันถูกแล้วหรือ ...เมื่อไม่ถูกก็แก้เสีย .....ที่สำคัญ....ที่ผมจะถาม คือ  บุคคล คนนั้น เป็น "มนุษย์" หรือ เปล่า ? ถ้าไม่ใช่มนุษย์ แล้วเป็น อะไร ? ถ้าเป็นมนุษย์ หรือ "คน"......แน่นอน ต้องมี กิเลส มี" รัก โลภ โกรธ หลง" เหมือนกันทุก คน เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้ว จะให้เชื่อได้อย่างไรว่า  "บุคคลเหล่านี้ ไม่รับสินบาทคาดสินบล ไม่ทำงานตามใบสั่ง"  ....ท่านว่า บุคคลพวกนี้ ที่รับสินบาท คาดสินบน หรือทำงานตามใบสั่งมีหรือไม่ ?....ท่านว่ามีหรือไม่มีก็สุดแท้แต่สิ่งที่ท่านได้ประสพ พบเห็นมา .....แต่สำหรับผมหรือครับท่าน  ....ดังที่ผมเคยเรียนให้ทราบไปแล้ว ตอบให้ท่าน ทั้งหลายได้รับทราบไว้ได้ อีกครั้ง อย่างเต็มปากเลยนะครับว่า ..."มี"....มี แน่ ๆ .....มี 100 % ....เดียวว่างผมจะเล่าให้ท่านฟังนะครับ.....เอาอย่างนี้ดีกว่า....ก่อนที่ท่านผมจะเล่าให้ท่านฟัง..ผมขอถามท่านก่อนว่า ท่านรู้เรื่องราวของ " กรมหลวงรักษรณเรศร์" หรือไม่ .....ถ้ารู้ก็ไม่ต้องเล่าแล้ว....ถ้าท่านไม่รู้ก็ไปถามนักประวัติศาสตร์ อย่างเช่น อาจารย์ นิธิ เอี้ยวศรีวงค์ ก็แล้วกันนะครับ ....ท่านครับ....นี่ก็ เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่อาจจะเป็นการยืนยันได้ว่า ที่ "คุณหนูนา บอกว่าการยุบพรรคชาติไทยนั้นมีใบสั่ง"...เป็นความจริงครับ...ท่าน ....และถ้าเป็นอย่างที่กล่าวข้างบนจริง ก็แสดงว่า " กกต, ศาลรัฐธรรมนูญ ฯล ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อคอยล้มกระดาน "  อย่างที่ท่านนายกฯสมัคร ท่านพูดนะซิครับ.....ถ้าทั้งหมดถูก ....แล้วบ้านเมืองนี้ มันจะหาความสงบสุขได้อย่างไร บ้านเมืองนี้เป็นของใครกันแน่..ของคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ทำตัวเป็น  “ มาเฟียร์การเมือง “...ใช่หรือไม่ ?..และ “ มันปกครองด้วยระบอบใหนกันแน่ “   ...เมื่อมันเป็นอย่างนี้ แล้วจะให้ผมนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร ? ....ถ้าผม นิ่งเฉยอยู่ ก็ เท่ากับผม “ ขัดพระบรมราชโองการของ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ “ ...ซิครับ .. ท่าน ...ซึ่งก็เท่ากับ.ผมไม่ทำตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยซิครับ ที่พระองค์ทรงตรัสใว้ว่า “ ไม่มีใครสามารถ จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้หมด แต่ต้องช่วยกัน ไม่ให้คนไม่ดีได้ครองเมือง”

               

พอ...พอแล้วนะครับ...เรื่องมันยาว...ผมเรียนให้ทราบไปแล้วนี่ครับ...พอก่อน...ตัดตอนตรงนี้ไปก่อนนะครับท่าน..ครับ...แล้วหันกลับไป...ดูเรื่องญี่ปุ่นต่อไปดีกว่านะครับ...ท่าน.

                ครั้งนี้ก็เช่นกัน ก่อนที่นายพลเรือ โตโก (โตโก กัยโตโจ คนละคนกันนะครับแต่ชื่อคล้ายกัน คนแรก เป็นทหารเรือ คนหลังเป็นทหารบก )  จะบอกกับบรรดาผู้บังคับการเรือ แม่ทัพนายกองของกรมนาวิกโยธินทั้งหลาย ให้ไปที่ ปอร์ดอาเธอร์นั้น ก็ได้อ่านพระราชสารของสมเด็จพระจักรพรรดิ์ ให้บรรดาผู้บังคับการเรือ และแม่ทัพนายกองฟังว่า .-

                " รัฐบาลรัสเซียไม่มีความตั้งใจจริง(พระราชสารของจักรพรรดิ์) ในการรักษาสันติภาพ ดังนั้นข้าพเข้าจึงตัดสินใจรบทันที เพื่อปกป้องประเทศของเราให้คงอยู่ต่อ ๆ ไป " .....เมื่ออ่านจบแล้ว  นายพลโตโก ก็ได้กล่าวต่อไปอีกว่า

                " จงทำลายล้างสัตรูให้หมดไป เพื่อพระทัย ขององค์จักรพรรดิ์จะได้หมดกังวล "

                คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2447 ....เรือตอปิโดของญี่ปุ่น 10 ลำ ได้แฝงตัวโดยใช้เงามืดเป็นฉากกำบัง โจมตีเรือรัสเซีย ซึ่งจอดอยู่ที่ปอร์ต อาเธอร์  เช้าวันรุ่งขึ้นเรือมิกาซ่า เข้าโจมตีซ้ำ กองเรือรบรัสเซียที่ปอร์ต อาเธอร์ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ..และ...บัดนี้ กำลังทางเรือของญี่ปุ่นในตะวันออกมีกำลังเหนือกว่ารัสเซียแล้ว .....กองเรือของนายพลโตโก ปิดปากอ่าวของปอร์ต อาเธอร์ไว้

                กองกำลังภาคพื้นดิน คือ กรมนาวิกโยธินของกองทัพเรือญี่ปุ่น ยกพลขึ้นบก และเข้ายึด ฐานทัพเรือของรัสเซียที่ ปอร์ต อาเธอร์ ไว้ ได้ กองทัพเรือ และ กองทัพบก ของญี่ปุ่น ร่วมกันเข้าโจมตีกองทัพรัสเซีย ในเกาหลี ...รัสเซีย พ่ายแพ้... ญี่ปุ่นจึงยึดเกาหลีไว้.....ทางฝ่ายรัสเซียได้ส่งนายพลเรือเอกมาการอฟ ผู้เชี่ยวชาญการรบทางเรือ เพื่อมาบัญชาการรบที่ปอร์ อาเธอร์

วันที่ 12 เมษายน 2447 เรือธงของนายพลเรือเอกมาการอฟ แล่น ชนทุ่นระเบิด  ที่ญี่ปุ่นวางไว้บริเวณปากอ่าว  เรือธงรัสเซียจึงระเบิด แลันายพล มาการอฟเสียชีวิต  ...ในเดือน สิงหาคม ปีเดียวกันนั้น  ....กองเรือที่ยังเหลืออยู่ พยายามหนีไปที่ท่าเรืออ่าววลาดิวอสสต้อค  กองเรือญี่ปุ่นรีบติดตามไป แล้วบังคับให้กองทัพเรือรัสเซียถอยหลังกลับ

                ความปราชัยของรัสเซียที่ฐานทัพเรือ ปอร์ต อาเธอร์ ทำให้รัฐบาลรัสเซียอัปยศเป็นอย่างยิ่ง ...พระเจ้าซาร์ แห่ง รัสเซีย ตัดสินใจส่งกองเรือรบจากฐานทัพเรือในทะเลบอลติกมาเสริมกำลังที่ปอร์ท อาเธอร์  กองเรือที่รัสเซียส่งมานี้เป็นกองเรือสมัยใหม่ และมีอานุภาพสูง กองเรือดังกล่าวมีจำนวนทั้งสิ้น 42 ลำและเมื่อเดินทางมาสมทบกับกำลังทางเรือ ที่ปอร์ต อาเธอร์ ที่ยังเหลืออยู่แล้วฝ่ายเสนาธิการกองทัพเรือของรัสเซียเชื่อว่า จะสามารถ ทำลายกองเรือ ของนายพลโตโกได้ทั้งหมด .

                พระเจ้าซาร์ ทรงมีรับสั่งกับนายพลเรือโท "โรสเดสท์เวนสกี" ผู้บัญชาการ กองเรือรบแปซิฟิก ที่ 2  ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรบทางเรือมากที่สุดคนหนึ่งของ กองทัพเรือรัสเซีย พระองค์มีรับสั่งว่า .-

                " ให้ญี่ปุ่นผู้อวดดี ต่อรัสเซียได้สำนึกเสียบ้าง."  (ดู..ๆ ...ตรงนี้เป็นตัวอย่างแล้วจะทราบว่าที่ผมเรียนให้ท่านทราบนั้นเป็นความจริงทุกประการ กล่าวคือ กการยกกองทัพไปรบกัข้าศึกของรัศเซีย พระมหากษัตริย์ก็เป็นผู้สั้ง....แต่ของไทยละ....แอบไปทำกันเอง...สั่งกันเอง...พอเสียหายก็ดึงพระองค์ท่านเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย...ใช้ไม่ได้)

กองเรือรบอันยิ่งใหญ่ของนายพลเรือโทโรชห์เดสท์เวนสกี้ ...เริ่มออกเดินทางจากฐานทัพเรือที่อ่าวฟิลแลนด์ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2447  กองเรือรัสเซีย ต้องเดินทางอ้อมโลกเป็นระยะทางกว่า 18,000 ไมล์ทะเล (1 ไมล์ทะเล = 6080 ฟุต และ 1 เมตร = 3.281 ฟุต )  เพื่อไปรบกับญี่ปุ่น ที่รอคอยอยู่ที่อีกซีกโลกหนึ่ง ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้ได้เกิดความยุ่งยากขึ้นนานับประการ

                วันที่ 15 ธันวาคม 2447 (ตรงกับสมัย ร.5  พระชันษา 51 ปี) เมื่อกองเรือรัสเซียเดินทางมาถึง  "มาดากัสการ์" (เป็นเกาะใหญ่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของอาฟริกา) ก็มีรายงานมาว่า  ปอร์ต อาเธอร์ กำลังจะตกอยู่ในมือของกองกำลังภาคพื้นดิน และกองทัพเรือ ของญิ่ปุ่น  และกองเรือรบของรัสเซียกำลังถูกระดมยิงอย่างหนัก  ผู้บังคับกองเรือรบรัสเซียตัดสินในนำกองเรือมุ่งหน้าไปยังวลาดิวอสสตอค ซึ่งเป็นฐานทัพเรือที่สุดท้ายของรัสเซีย ที่เหลืออยู่ในขณะนั้น การเดินทางไปยังเป้าหมายดังกล่าว จะต้องนำกองเรือไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้พ้นจากสายตาของเรือตรวจการณ์ และหน่วยข่าวกรองของญี่ปุ่น แต่ขณะที่กองเรือของเขากำลังเตรียมตัวออกเดินทางจา มาดาร์กาสก้า ร์ ก่อนจะถึงวันคริสต์มาส ก็มีคำสั่งมาจาก "กรุงเซ้นต์ปิเตอร์เบอร์ก” ให้หยุดการเดินทาง  แล้วรอกองเรือแปซิฟิกที่ 3 ซึ่งกำลังเดินทางมาสมทบ แต่นายพลโรชห์เดสท์เวนสกีปฏิเสธ เพราะเห็นว่า กองเรือแปซิฟิดที่ 3 เป็นกองเรือรบเก่า จะเป็นอุปสรรค์ในหารรบ ของตนมากกว่า  แต่เมื่อทางกรุงเซ้นต์ปิเตอร์เบอร์กยังยืนยันเช่นเดิม เขาจึงขอลาออกจากตำแหน่ง แต่ก็ถูกปฏิเสธจากทางเซ้นต์ปีเตอร์เบอร์กอีก  โดยแจ้งเงื่อนใขว่า จะอนุญาติให้ลาออกได้ เมื่อการรบกับนายพลโตโกเรียบร้อยแล้วเท่านั้น ...โรชน์ก็เดินทางออกจากมาดากาสก้าร์ในตอนกลางเดือน มีนาคม 2448

                ภายหลังกองทัพภาคพื้นดินของญี่ปุ่น บุกเข้ายึด ปอร์ตอาเธอร์ได้แล้ว  นายพลเรือเอกโตโกก็พากองเรือของเขากลับญี่ปุ่น เพื่อทำการซ่อมบำรุงเรือ ในขณะเดียวกัน กองเรือของเขาที่ส่งออกไปลาดตะเวณหาข่าว การมาของนายพลโกโรชห์เดนเวนสกี ยังไม่พบวี่แวว....อย่างไรก็ดี ..กองเรือรัสเซียอาจมุ่งหน้ามายัง บริเวณช่องแคบ ชูชิม่า  ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาหลี กับ ญี่ปุ่น เพราะการเดินทางมุ่งไปสู่วลาดิวอร์สตอ์ก เต็มไปด้วยอันตราย เรือญี่ปุ่นจึงคอยสอดแนมอยู่บริเวณช่องแคบชูซีม่า

                ตอนเช้ามือของ วันที่ 27 พฤษจิกายน พ.ศ. 2448 ซึ่งหมอกลงจัด  "กัปตัน ฮาการุ นารุกานะ  ผู้บังการเรือ เรือลาดตะเวณ "ซินาโนะ มารู (น่าจะเป็น เรือสินค้า นะครับ) มองเห็นเรือไม่ทราบสัญชาติ แล่นอยู่เบื้องหน้า  เขาเฝ้าจับตาดูอยู่นานถึง 2 ชั่วโมง  พอสว่างจึงแน่ใจว่า เรือที่ตนเห็นอยู่เบื้องหน้านั้น คือเรือของรัสเซีย  จึงรีบส่งข่าวให้นายพลโตโกซึ่งอยู่บนเรือ มิกกาซ่า ทราบทันที

                กองเรือรัสเซียขณะนั้นมีกำลังถึง 52 ลำ จากการสมทบของกองเรือแปซิฟิก 3 ....กองเรือญี่ปุ่น เข้าตีกองเรือรัสเซีย โดยไม่ให้รู้ตัวก่อน .....ยุทธการแห่ง " ชูชิม่า " เริ่มขึ้นและจบลงด้วยการ ทำให้นายพลโรชห์เดสเวนสกี บาดเจ็บสาหัด และถูกส่งตัวไปรักษาในญี่ปุ่น ( ท่าน...เข้าใจตรงนี้นิดนะครับ ว่าการยุทธทางทะเลนั้นเรามุ่งแต่ทำลายเรือของฝั่งตรงข้าม หรือ เรือของสัตรู เท่านั้น ไม่ต้องการทำอันตรายคน ในทางตรงกันข้าม ต้องช่วยคนให้รอดพ้นจากการจมน้ำตายและบาดเจ็บครับ...นี่คือกฏหมายระหว่างประเทศครับ ท่าน)....การปราชัยในสมรภูมิ " ชูชิม่า " ของรัสเซีย ทำให้ รัสเซียต้องเสียเรือไปทั้งหมด 50 ลำ มีเรือรบรัสเซียเพียง 2 ลำ เท่านั้น ที่หนีรอดไปถึง "วลาดิวอร์สต้อค" ได้

                รัสเซียสูญเสียทหารไป 4,830 นาย...ถูกจับเป็นเชลยอีก 6,000 นาย ....และสูญเสียเรือคิดเป็นม้ำหนักทั้งหมด 146,000 ตัน .......ส่วนญี่ปุ่นสูญเสียทหารเรือไป 117 นาย  และสูญเสียเรือ คิดเป็นน้ำหนักเพียง 300 ตัน.

                การปราชัยของรัสเซียในครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนแนวทาง ๆ ประวัติศาสตร์ เพราะนับจากนั้นเป็นต้นมา ญี่ปุ่นได้กลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลประเทศหนึ่งของโลก  ซึ่งประเทศตะวันตกให้ความยำเกรงเลื่อยมา ตราบจนปลาย หรือ ยุคแห่ง " สงครามโลกครั้งที่ 2 " .

ภายหลังจาก ยุทธการที่  ซูซิม่า แล้ว กองทัพเรือรัสเซีย พินาศ สิ้น ....ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า เป็นการปิดบทบาท ของอำนาจทางทะเลของชาติตะวันตก ที่ยิ่งใหญ่มาก่อนในอดีตลงได้ชาติหนึ่ง ในปลายปี พ.ศ. 2448 เลย ครับท่าน.....ท่าน..ครับนี่ ละ...คือ ญี่ปุ่นที่ผมอยากจะให้ พวกเราชาวไทยทุกคน ... " เอาเป็นต้นแบบในการพัฒนาประเทศ " แต่อย่าเอาอย่าง ญี่ปุ่น จะครับ .....เหมือน ๆ กับที่ บรรพบุรุษของเราท่านได้สอนเรา ๆ ไว้ว่า...." จงเอาเยี่ยงกา  แต่ อย่าเอาอย่างกา " ...

อีกาตื่นเช้า ขยัน ขันแข็งในการทำมาหากิน ...รักพวกรักพ้อง อีกามักจะ ร่วมกันต่อสู้กับนกใหญ่ เช่น  แร้ง หรือเหยี่ว อย่างได้ผล ไช้พวกมากเข้าป้องกัน สัตรู ผู้รุกรานอย่างได้ผล " ไม่ตีกันเอง กัดกันเอง ทำลายล้างกันเอง ปัดแข้งปัดขากันเอง โดยไม่คิดว่าเป็นคนชาติเดียวกัน ...จะเอากันให้ตายกันไปข้างหนึ่งหรืออย่างไรไม่ทราบ (สำนวนท่านายกฯสมัคร)...คนพวกนี้ เลวยี่งกว่าหมาอีกนะครับ “ ...กล่าวคือ ..หมา ถ้าเจ้าของบ้าน ๆ ใหนเอา ข้าวมาให้มันกินที่หน้าบ้าน ทุกวัน ๆ มันจะ จำเจ้าของบ้านนั้นได้ รักเจ้าของบ้านนั้น ...คอยนอนอยู่ที่หน้าบ้าน เฝ้าขโมยให้ ...คือพอเห็น ขโมยมาในเวลายามวิกาลที่เจ้าของบ้านนอนหลับ  มันจะเห่า ปลุกให้เจ้าของบ้าน ตื่นขึ้นมา ขับไล่ โจร   ให้ออกจากบ้านไป...นิ่เป็นเการตอบแทนบุญคุณที่เจ้าของบ้าน นั้น ๆ ให้ข้าวมันกิน ...บางครั้ง...หรือหลาย ๆ ครั้งที่มันเห็นเจ้าของบ้านเดินออกมาที่หน้าบ้าน มันก็จะส่งเสียงครางอิง ๆ ๆ ปีน บ่ายประตูรั้วบ้าน เพื่อจะขอเข้ามาหาเจ้าของบ้าน ในบ้าน ....นั่นคือ หมาที่รู้จักตอบแทนบุญคุณ " คน " .....ไม่เหมือนกับคนหลาย ๆ คนในหลาย ๆ วงค์สกุล ในขณะนี้ นอกจากจะไม่รู้จักบุญคุณของแผ่นดินเกิดที่เลี้ยงดูอุ้มชูมันมาแล้ว ....มันยังร่วมหัวกัน สร้างความวุ่นวายให้ชาติ บ้านเมืองไม่รู้จักจบจักสิ้น...บ้านเมืองกำลังจะเดินหน้าไปด้วยดี...ก็จะพยายามหาทางล้นกระดานเสียอย่างนั้นละ...บ้านเมืองจะได้... "ฉิบหายล่มจม" ...เพราะฉะนั้น ...ผมจึงว่า คนพวกนี้ ที่มีอยู่ในบ้านเมือง ของประเทศ บางประเทศในโลกยุคปัจจุบันนี้บางคน มัน "  เลวยิ่งกว่าหมา " ..เสียอีก  ครับท่าน.........ครับ

                พูดถึงเรื่องหมา....เมื่อตอนที่ผมเป็นนักเรียนนายเรืออยู่ที่ปากน้ำ มันมีหมาอยู่ตัวหนึ่งครับท่าน ...ตัวผู้หรือตัวเมียก็ไม่ทราบจำไม่ได้แล้ว  รู้สึกว่าจะเป็นตัวผู้นะ ..เพราะไม่เคยเห็นลูกของมัน ....มันเป็นหมาไทยขนสั้นสีต้ำตาลแดง...นักเรียน รุ่นนั้น คือ ตั้ง แต่ ชั้น 1 ถึง ชั้น4 ในระหว่าง ปี พ.ศ. 2500 ถึง ปีพ.ศ. 2505 ต่างก็เรียกมันว่า " อ้ายแดง ".....ผมเคยได้ข่าวเรื่องของหมาในโรงเรียนนายเรือมาเหมือนกันในระยะ หลัง ๆ นี้....แต่ไม่ทราบว่า ตัวเดียวกันหรือเปล่า ...ผมคิดว่า ....น่าจะเป็น ..ตัวเดียวกัน นะ แต่ นักเรียนรุ่นนั้น เขาตั้งชื่อให้มันใหม่เป็นอย่างอื่น ไปแล้ว....ไม่ใช่ อ้ายแดง แล้ว .....อ้ายแดงเป็นหมาที่นักเรียนนายเรือทุกคนรักมันมากนะครับ ...เพราะมันนิสัยดีมาก ...เวลานักเรียนไปแถว ที่ถนนริมน้ำ...ก่อนที่จะเดินไปเข้าโรงอาหาร ...อ้ายแดง ..มันก็จะมาแถวด้วย ทุกครั้งไม่เคยขาด พอนายยามนักเรียน สั่งแถว..." ขวา-ซ้าย หัน "... เพิ่อเดินเข้าโรงอาหาร ...อ้ายแดงก็จะออกเดินนำหน้า แถว นักเรียน ..เข้าโรงอาหารด้วย ..เป็นอย่านี้ทุกวัน ไม่เคยขาด....แต่ที่สำคัญ...คือ เมื่อมันเข้าไปในโรงอาหารแล้ว มันไม่เคยไปสร้างความวุ่นวาย หรือทำอะไรไม่ดีในโรงอาหารเลยครับ.....มันก็จะไปหมอบคอยอยู่ที่หน้าโรงอาหารชั้นใน ..ไม่ เข้าไปยุ่งย่ามภายใน มันจะรอจน นักเรียน รับประทานเสร็จแล้ว ก็จะมีนักเรียนที่ยังไม่ออกจากโรงอาหาร เมื่อเลิกรับประทานอาหารแล้ว ทุกคนส่วมมากออกจากโรงอาหารไปเข้าร้านค้า หน้าโรงอาหารแล้ว ก็จะมีนักเรียนที่ยังไม่ออก ...ออกจากโรงอาหารช้า....ก็มี นักเรียนคนนั้นจะมีหน้าที่(กำหนดเอง)จัดหาอาหารให้  "อ้ายแดงกิน"....ท่านครับ...ใหน ๆ ก็ใหน ๆ แล้ว...ผมก็จะเล่าให้ฟังอีกนิดหนึ่งว่า " นักเรียนนายเรือ ที่ชอบจัดหาอาหารที่เหลือจากนักเรียนรับประทานแล้ว ให้ อ้ายแดงกินนั้นคือ  นักเรียน นายเรือ สุภี ป๋องทอง เพื่อนผมเองครับ.....ป๋อง (ชื่อเล่น) เป็นนักเรียนนายเรือ ตำรวจฝากเรียน เมื่อจบจากโรงเรียนนายเรือแล้ว ก็ไปรับราชการในกรม ตำรวจ ได้ยศ เป็นนายร้อยตำรวจเอก แล้วก็ลาออก มาประกอบธุระกิส่านตัว (ทำกรงสัตว์ขาย) ...ตอนนี้...รวยมาก..และก่อนจะรวยก็ลำบากมากนะครับ ผมเห็นแล้ว น้ำตาแทบตก นึงในใจว่า “นี่หรือคือ ผู้ที่จบจากสามสมอ “ ทำไมถึงตกต่ำถึงเพียงนี้ ผมจึงต้องช่วยให้ไปเดินเรือกับผม ไปอาฟริกาใต้ ด้วยกันเที่ยวเดียว พอกลับมา ป๋องก็ลาออกไปทำกรงนกอีก ...อยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เดียวนี้ รวยมากนะครับ   เรื่องมันมาก... แล้วจะเล่าให้ฝังนะครับ.....เรื่องของเพื่อนของผมคนนี้ก็น่าศึกษานะครับ....นะครับ..ท่าน...เอาละ เอาละ หันกลับเข้าเรื่องของเราต่อนะครับ...ผมมันเป็นอย่างนี้ละครับท่าน...ชอบทะเหลทะใหล ออกนอกเรื่องอยู่เลื่อยเลย....กลับเข้าเรื่องได้แล้ว.

         ญี่ปุ่นใช้เวลา ในการพัฒนา ประเทศ  52 ปี คือจากไม่มีอะไรเลย ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2396...ดินปืนยังต้องมาซื้อจากไทยเลย....ท่านอ่านไม่ผิดครับ....ในสมัย กรุงศรีอยุธยา "ญี่ปุ่นมาขอซื้อดินปืนจากไทย"...และบอกว่า ดินปืนของไทยมีคุณภาพดีมากเสียด้วยซิครับ....เมื่อ ปีพ.ศ. 2396 อเมริกา เอาเรือรบมาบังคับให้ญี่ปุ่น เปิดประเทศ .....ญี่ปุ่นยอมเปิดประเทศ คือโซกุน เห็นว่า ถ้าขัดขืนชาติตะวันตกก็มีแต่พังกับพังเท่านั้น จึงยอม...แต่ซามูไร บางตระกูลไม่ยอม จนเกือบจะเกิดเป็นสงความกลางเมืองในญี่ปุ่นแล้ว...ข้อขัดแย้งที่เกือบจะก่อให้เกิดเป็นสงคลามกลางเมืองในญี่ปุ่นในครั้งนั้น ..."เกิดจากคนญี่ปุ่น ต้องการต่อสู้กับชาติตะวันตกที่เข้ามาลังแกญี่ปุ่น" ..เช่นเดียวกับข้อขัดแย้งของคนไทย ในประเทศไทยในขณะนี้ เหมือนกัน ผิดกันอยู่ตรงที่ว่า ในญี่ปุ่นทำเพื่อต่อสู้กับคนต่างชาติที่เข้ามารุกราน ญี่ปุ่น ...แต่ในเมืองไทยขณะนี้ คนไทยเรา ก่อสงครามกลางเมือง(รบกันอ้วยปาก)ในประเทศไทยก็เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้องทั้งนั้น ....ที่ละครับท่าน...มันผิดกันตรงนี้.....ตอนนี้ทั่วโลกเรากำลังทำสงครามเศรษฐกิจกันอยู่ อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่นี่ละ เมืองไทยหรือ คนไทย หรือ ประเทศไทย กำลังอยู่ในฐานะที่ลำบากมาก  เพราะมีพวกบ่อนทำลายที่ได้รับการว่าจ้างจากต่างประเทศเข้ามาก่อกวน จนรัฐบาลไทยที่มีความรู้ความสามารถสูง ๆ อย่างรัฐบาลของคุณทักษิณที่ต้องล่มสยายลง เป็นการตัดสัตรูทางการค้าของชาติเขาได้ชาติหนึ่ง  ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ไปได้ชาตินั้น คือ "ชาติไทย" ...มันทำให้อะไร  อะไร  ก็สดวกขึ้นสำหรับ ชาติอื่นในภูมิภาคนี้เมื่อไม่มีคู่แข่งคือ ไทยเสียแล้ว....ตอนนี้ ขณะนี้ ...ขณะที่คนไทยกำลังแตกแยกความสามัคีกัน .... โดยมาเฟียร์การเมืองเป็นต้นเหตุที่คอย พันแข็งพันขา รัฐบาลไว้ อย่าให้ รัฐบาลไทย ทำงานได้ในขณะนี้  เมื่อรัฐบาลทำงานไม่ได้ ประเทศไทยก็จะจนลง ๆ จนในที่สุดก็จะล่มสลายไปโดยไม่ต้องลงมือฆ่าฟันกัน ....พวกมาเฟียร์การการเมือง เจ็บใจคุณทักษิณมากที่ไปไถเงินแล้วไม่ให้ ....เมื่อไม่ให้ก็ร่วมหัวกัน   “ยุยงส่งเสริมให้ ประชาชนก่อกบฏภายในราชอาณาจักร" ...โดยอ้างว่ารัฐบาลคุณทักษิณ โกงชาติบ้านเมือง ....ทุกคนตั้งแต่ ตัวเล็กถึงตัวใหญ่ เออออห่อหมกไปกับเขาด้วย...โดยที่ไม่รู้หลอกว่า อ้ายพวกนั้น " มันคือมาเฟียร์การเมือง " ที่จะเข้ามาทำลายชาติบ้านเมืองให้ ...."ฉิบหายล่มจม" ....อ้านคนพวกนี้ หน้ามันด้านมาก ทำ หน้าตาเฉย ...ทำตัวเป็นนักวิชาการ ทำเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้คนเชื่อถือ...แล้วก็ทำตามมัน....ตามมันเพื่อให้ประชาชนคนไทยทำลายคนไทยด้วยกันเอง .....ผมว่าเจ้าหน้าที่ผู้รักษากฏหมายน่าจะพิจารณา หาทางจับคนพวกนี้เข้าคุกเสียบ้าง ในข้อหา “ก่อกบฏภานในราชอาณาจักร” จะรอจนกว่าเมื่อไรที่ประเทศไทยจะมีกลุ่มคนหนุ่ม เช่นมังกรดำ เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้วจึงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนหนุ่มเหล่านั้นหรือ ?...เราแก่แล้ว....หลบไปได้แล้ว.....”พี่จำรอง” ก็เหมือนกันนะครับ....เลิกได้แล้ว..หมดเวลาสำหรับเราแล้วครับ..พี่...

                มีข้อหน้าสังเกตุอยู่นิดหนึ่ง...ว่าอ้ายพวกมาเฟียร์การเมืองเหล่านี้ไปเอาเงินมาจากใหน ?...มาใช้ในการบ่อนทำลายบ้านเมือง..... รัฐบาลรองเข้าไปตรวจสอบดูซิครับว่า พ่อ - แม่ มันเป็นใคร ?....ทำมาหากินอะไร? ... จึงมีเงินมากมายมาให้ลูก มาสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมือง ..หรือว่า  เงินนั้นเข้ามาจากต่างประเทศ ...เข้ามาในรูปใด...ในนามของใคร ถึง ใคร ตรวจสอบได้นี่ครับจาก แบงค์ ....ดีกว่าคอยแต่จะตรวจสอบเพื่อล้มพรรคการเมืองเป็นใหน ๆ (ขณะนี้ ใครล้มพรรค...คนนั้นคือ...คนทำลายชาติผมหมายความถึงคนที่สร้างหลักฐานเท็จเพื่อล้มพรรคการเมือง พรรคหนึ่ง พรรคใดนะครับท่าน )

                สำหรับ ญี่ปุ่น สิ่งที่จะต้องพิจารณากันให้ดี คือ สาเหตุที่ญี่ปุ่นสามารถ พัฒนาประเทศได้อย่างรวอดเร็วมาก เพียง 52 ปี จาก การที่ไม่มีอะไรเลย จนกลายเป็นมหาอำนาจชาติหนึ่งของโลกก็คือ ...." มังกรดำ "...มังกรดำเป็นคณะของคนหนุ่มคณะหนึ่งในญี่ปุ่นที่ทำงานเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นของทวีปเอเชีย ....ดังที่ได้เรียนให้ทราบมาแล้วว่า สมาคนนี้มีมาช้านามแล้ว ...และเกิดขึ้นจาก "ซามูไรเก่า " ซึ่ง รักชาติมาก จน เกือบจะเรียกได้ว่า "ตกขอบ"   เลยก็ว่าได้ แต่ก็ดีในระยะต้น ๆ นะครับ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สมาคมนี้ รัฐบาลรับรองเป็นสมาคมที่ถูกต้องตามกฏหมาย มีสมาชิก เป็นคนทุกชั้นในสังคมญี่ปุ่น ...มีตั้งแต่ รัฐมนตรี ลงมาจนถึง ประชาชนคนธรรมดา ๆ ก็มี แต่ที่มากที่สุดเห็นจะเป็นนายทหารในกองทัพบก ยศตั้งแต่ ร้อยโท ขึ้นไปจนถึง พันโท มากที่สุก  คนเหล่านี้ จะฆ่าคนทุกคนที่เป็นพิษเป็นภัยกับการพัฒนาประเทศ ด้วย " ซามูไรสั้น " ตัวอย่างที่เห็นง่าย ๆ อย่างพวกมาเฟียร์การเมืองในประเทศไทยเหล่านี้ ถ้าอยู่ในญี่ปุ่น " ถูกฆ่าตาย" หมดไปนานแล้ว .....ไม่ได้มานั่งเสนอหน้าอยู่จนทุกวันนี้ดอกครับ....ชาติที่ดำเนินการตามรอยของมังกรดำ...และวิธีการของญี่ปุ่นในโลกนี้ ตอนนี้มีมากมายครับ ...ผมเคยมีเพื่อนเป็นคนเกาหลี ....ที่เขารู้เรื่องการเมืองของประเทศเราเป็นอย่างดี ...เขาเคยบอกกับผมว่า..." นายคนนี้...(ออกชื่อ) ...ถ้าอยู่เกาหลี ตายไปนานแล้ว "...ผมได้แต่ฟัง และก็ยิ้ม ๆ ไม่ออกความเห็นใด ๆ ทั้งสิ้น .

   ท่านครับ....เรื่องของการสร้างกองทัพนั้น เป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็นมาก ถ้าจะนำชาติไปสู่ความเป็นหนึ่งในโลกนี้ ...ปั๗จัยสำคัญที่จำเป็นมากที่จะอดกล่างไม่ได้คือ   "เงิน " ญี่ปุ่นเอาเงินมาจากใหนเป็นจำนวนมากมายมาสร้างกองทัพ ....คำตอบคือ จากการเปลี่ยนประเทศ จากประเทศกสิกรรม ไปเป็นประเทศอุตสาหกรรม ตั้งโรงงาน การผลิดตั้งแต่อุตสาหกรรมเบาไปจนถึงอุสาหกรรมหนัก โดยการนำเอา วัตุดิบที่ได้จาก "แมนจูกัว " และบางส่วนในเกาหลี เข้าป้อนเข้าโรงงานผลิดออกมาเป็นสินค้าส่งไปขายทั่วทั้งโลก  ..ด้วยการ "รอกเรียนแบบจากสินค้าของยุโรป"(นี่คือต้นเรื่องที่ทางตะวันตก ร่วมหัวกับออกเป็นกฏหมายลิขสิทธิ์ขึ้นมา)...กลุ่มที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจมากที่สุดในการค้าขายของญิ่ปุ่นในขณะนั้น คือ "กลุ่มไซบัตสุ" คำว่า "ไซ" ในภาญี่ปุ่นหมายความว่า เงิน หรือความมั่งคั่งสมบูรณ์ ..."บัตสุ" หมายถึง กลุ่ม ....รวมความว่า คำว่า "ไซบัตสุ" จึงหมายความว่า " กลุ่มบุคคลที่มีอิทธิพลในการจัดการควบคุม ในเรื่อง การเงิน การอุตสาหกรรม การค้ขาย "  ..."ซบัตสุที่สำคัญมีอยู่ 4 ตระกูลใหญ่คือ มิตซุย...มิตซุบิชิ....ชูมิโตโม....และ ยาชูตะ

       1. มิตซุย  เป็นไซบัตสุที่ใหญ่ที่สุด เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เดิมเป็น "ซามูไร"  แล้วเปลี่ยนอาชีพม่เป็นพ่อค้า ระหว่างปีค.ศ.1615 - 1623 จนกลายเป็นพ่อค้าผู้ยิ่งใหญ่ สืบตระกูล รับมรดกต่อกันมาจากสมัย "โตกูกาวะ" จนมาถึงสมัย "เมจิ" มีอิทธิพลมากโดยเป็นผู้ให้การสนับสนุนจักรพรรดิ์ในการต่สู้ทางการเมือง จึงไดบความไว้วางใจจากรัฐบาล...มิตซุยมีกิจการ "ธนาคาร" และบริษัทการค้าทางอุตสาหกรรมมากมาย

       2.  มิตซูบิซิ ..ต้นตระกูลเป็นซามูไร เริ่มมีกิจการขนส่งทางเรือขนาดใหญ่ โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล  ได้มีการก่อตั้งธนาคาร   บริษัทประกันภัย...จากการใกล้ชิดกับรัฐบาลทำให้มิตซูบิซิได้รับเงินช่วยเหลือและอภิสิทธิ์ต่างจากรัฐบาลมากว่าบริษัทอื่น

        3. ซูมิโตโม่  เริ่มก่อตั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ตอนแรกทำเหมืองแร่และการค้าข้าวก่อน ต่อมาได้มีการสร้างโรงงานเหล็ก และ การธนาคารขึ้น

        4.  ยาชูตะ  เป็นไซบัตสุ ที่เล็กที่สุด แต่มีความสำคัญมากในทางธนาคาร จนทำให้ ยาชูตะ เชนจิโร ได้ชื่อว่า  "เจ้าแห่งการธนาคาร" ...ค.ศ. 1868 ยาชูตะ เป็นเจ้าของธนาคารอันมั่งคั่ง ปีค.ศ. 1908 เป็นเจ้าของธนาคาร 11 แห่ง  และยังมีบทบาทอื่น ๆ ทางอุตสาหกรรมอีกเป็นจำนวนมากด้วย.....

        เพื่อน ๆ ที่รักครับ ....เมื่อญี่ปุ่น มีกำลังคน มีเงิน มีความรู้ ความสามารถ ที่จะเสริมสร้างเข้มแข็งของประเทศให้โลกรู้แล้ว...จึงเริ่มสร้างกองทัพ อาวุธยุทธโภปกรณ์ ต่าง ๆ (ทำเองทั้งหมด) ให้พร้อมรบ ....เพื่อรบกับชาตตะวันตกที่เคยทำให้ญี่ปุ่นเสียหน้าในอดีต ....ในระยะหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และ ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองไม่กี่เดือน เมื่อเปรียบเทียบกำลังรบกันแล้ว จะเห็นว่า ญี่ปุ่นมีกำลังรบไม่แพ้ชาติตะวันตกเท่าไรนัก....ดูตารางข้างล่างครับ...

 

NAVAL COMPATANT STRENGTH, PACIFIC OCEAN, 1st May 1941

                   United States       Royal      Royal       All Total           Japan

                   Pacific  Asiatic    Navy   Neth Navy   Potential            Navy

Battle Ship         9         -           1            -               10                 10

Carriers             3          -          1            -                 4                  10 

Heavy Cruisers  12       1           4            -                17                18

Light Cruisers     9        2          13           3                27                17

Destroyers         67       13          6           7                93                111

Submarines        27       28          -           15              70                64

 

    เมื่อฝ่ายเสนาธิการพิจารณากำลังรบแล้วเห็นว่าน่าจะได้ช้ยชนะในการรบ และตอนนั้น ...ตอนที่สงครามเอเซียบูรพาใกล้จะระเบิดขึ้นมา กำลังผลิดของญี่ปุ่น กำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี ยกตัวอย่าง ระยะนั้น ญี่ปุ่นสามารถผลิดเครื่องบินรบได้ วันละ 500 เครื่อง ซึ่งมากพอสมควร  ยี่งตอนที่ญี่ปุ่นใกล้จะแพ้สงคราม และจำเป็นต้องใช้เครื่องบินมากเพื่อให้ "นักบินกามิกาเซ่" ขับ  ...ญี่ปุ่นสามารถผลิดเครื่องบินได้วันละ 1,200 เครื่อง  ..... ท่าน  ครับ...ท่านดูนะครับ  ตอนนั้นญี่ปุ่นกังลังเจริญสุดขีด อาจจะเรียกได้ว่า  "ไม่ใช่ธรรมดา" เลย นะครับ....นี่ละคือ " พลังมังกรดำ "

          หันกลับไปดูทางยุโรปกันบ้าง...นะครับ...ได้เรียนให้ทราบไปแล้วว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงเป็นต้นมา  "เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วทั้งโลก" ....พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ...พระองค์ท่านจึงต้อง พิจาณาลดค่าใช้จ่ายด้วยการลดจำนวน ข้าราชการ ตัดงบประมาณทางทหารลง (เหมือน ๆ กับที่ท่านนายกทักษิณทำ ผิดกันก็ตรง สมัยคุณทักษิณนั้นมีเรื่องการย้ายสนามบินจากดอนเมืองไปสุวรรณภูมิ และ พวกมาเฟียร์การเมืองมาใถเงินคุณทักษิณ เมื่อคุณทักษิณขายดาวเทียม ไทยคอม เท่านั้นละครับ...นอกนั้นไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย)

           วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2476 หลังจากที่ ฝ่ายกบฏในประเทศไทยโดยการทำของนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฎร์ ได้เข้าทำการยึดอำนาจจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประมาณ 7 เดือนเท่านั้น ฮิตเลอร์ก็ได้ก้าวขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรี เยอรมันนี และ ได้ประกาศเจตนารมภ์ ที่จะสร้างอาณาจักร์ไรที่ 3 ให้ยิ่งใหญ่ในยุโรป สำหรับชาวเยอรมัน หรือ ให้มีความยิ่งใหญ่เหนือกว่า จักรวรรดิ์ของพระเจ้าชาร์ลมาจ์นแห่งเยอรมัน เมื่อ ศตวรรษที่ 9 หรือให้มีความยิ่งใหญ่เหนือกว่าอาณาจักร์ไรช์ ที่ 2 ของเยอรมันเมื่อสมัย พ.ศ. 2414 - 2461

           วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ.2478 (ก่อนผมเกิด 1 ปี) มุสโสลินี ส่งกองทหารอีตาลี่ บุกยึดเอธิโอเปีย

            วันที่ 7 มีนาคม 2479 (ปีผมเกิด) ฮิตเลอร์ ส่งทหารเข้าไปในแคว้นไรน์

            กลางเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2479 เกิดสงครามกลางเมืองในเสปญ อีตาลี่ และ เยอรมัน หนุนหลังพวกชาตินิยม นำโดนนายพลฟรังซิส ฟรังโก 

            วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2479 (ก่อนผมเกิด 1 วัน) ซึ่งเป็นเวลาหลังจากที่เยอรมันรับรองอาณาจักร์เอธิโอเปีย ซึ่งถูกอีตาลี่บุกยึด อย่างเป็นทางการแล้ว มุสโสลินีประกาศ "อักษะ โรม - เบอรลิน"  พอถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2479  เยอรมันนีกับญี่ปุ่น ร่วมกันลงนาม "แอนตี้คอมมินเทอร์น" (แอนตี้ คอมมิวนิสส์สากล) 

            วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 อีตาลี่เข้าร่วม  กติกา แอนตี้ - โคมินเทอร์ ด้วย ...เป็นอันว่า การรวมตัวกันระหว่าง ประเทศทั้ง 3 ซึ่งแข็งกล้าวที่สุดในโลกครั้งนี้ ถึงแม้จะเพื่อต่อต้านกับฝ่ายคอมมูนิสต์ แต่เป็นภัยอย่างยิ่งกับ พันธมิตร  "ตะวันตก"      

     ภายหลังฮีตเลอร์ส่งทหารเข้าไปในแคว้นไรน์แล้ว

     วันที่ 11 มีนาคม 2481 ทหารเยอรมันก็เดินทางเข้าสู่ออสเตรีย   มุสโสลินีนิ่งเฉยไม่ขัดขวางการกระทำของอีตเลอร์

     วันที่ 13 มีนาคม 3481 ฮีตเลอร์ประกาศว่า " ออสเตรีย เป็นจังหวัดหนึ่งของอาณาจักรไรน์ แห่งเยอรมัน" 

     วันที่ 10 เมษายน 2481 มีการลงคะแนนเสียงแสดงประชามติ ผลปรากฏว่า 99.7 %  ของการลงคะแนนเสียงทั่วออสเตรีย ต่างเห็นด้วยในการรวออสเตรีย เข้ากับเยอรมันนี

     สหพันธรัฐ "เชคโก -  สโลวัค" มีอายุอยู่ได้ไม่นาน ก็แตกสลายลง เพราะเกิดการขัดแย้งกันเอง แตกความสามัคคีกัน ระหว่างประเทศที่รวมตัวกันเป็นสหพันธรัฐ .......เหมือน ๆ กับประเทศไทยที่แตกแยกความสามัคคีกันอยู่ในขณะนี้ โดยมีพรรคประชาธิปัตกับ กลุมแนวร่วม ฯ อาจารย์บางคนในมหาวิทยาลัย ข้าราชการบางคน นักวิชาการอิสสระ  นักข่าว และดูคล้าย ๆ จะมี ผู้อ่านข่าว และผู้จัดรายการในสถานี  "ไทย PBS" ที่อ้างตนว่าเป็นกลาง ที่ตั้งขึ้นจากภาษี-อากร ของประชาชนโดยพลการบางคนร่วมอยุ่ในขบวนการนี้ด้วย ผมกำลังจับตาดูอยู่ เมื่อได้หลักฐานแน่ชัดแล้วจะส่งหลักฐาน วัน เวลที่ ออกอากาศไปให้รัฐบาลตรวจสอบ ถ้าเป็นความจริง "ต้องยุบสถานี ไทย PBS นี้  หรือ อย่างน้อย ต้องเปลี่ยนผู้บริหารทั้งหมด "  จริง ๆ แล้ว ผู้บริหารของ สถานี PBS นี้ส่วนมากเป็นฝ่ายที่ไม่ให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาลมาก่อนแล้ว ซึ่งไม่ควรให้เข้ามาบริหารสถานี ที่เป็นกลางอยู่แล้ว ...ฝ่ายหนึ่ง....กับ พรรค "พลังประชาชน" ที่เป็นแกนนำในการเป็นรัฐบาล ที่ถูกเลือกตั้งขึ้นมาด้วยความชอบธรรม จาการคัดเลือก ของประชาชน เข้ามาบริหารประเทศอยู่ในขณะนี้กับพรรคร่วมรัฐบาลอีกฝ่ายหนึ่ง....ระยะนี้ให้ประชาชนทั้งหลายจับตาดูให้ดีนะ จะมีพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคโดยหัวหน้าพรรคทำท่า เหมือนกับ "ตีสองหน้า " เพื่อหาเสียงกับประชาชนบางกลุ่ม สำหรับการเลือกตั้งคราวหน้า....เมื่อท่านรู้แล้วคราวหน้าก็อย่าเลือกพรรคการเมืองนี้เข้าไปนั่งในสภาอีกนะครับ ...ผมบอกแล้วว่า คนไทยบางคน เก่งในทางหักหลังเพื่อน...เก่งในทางตีสองหน้า....เก่งในทางเหยียบหัวเพื่อน....(ส่วนมากจะเป็นคุณสมบัติฉะเพาะของนักการเมืองและพวกมาเฟียร์การเมืองในประเทศไทย นอกจาก โกหก  ปลิ้นปล้อน  กระร่อน  ตอแหล เพราะฉะนั้น จึงเตือนมายังประชาชนให้ระวังนัก ต่าง ๆ เหล่านี้ให้ดี...ระวังนะครับ จะเสียรู้พวกหน้าชื่อใจคดเหล่านี้

 

     ในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2482 สหพันธ์รัฐ เชคโก - สโลวัค ก็ประกาศแยกตัวเองเป็นประเทศเอกราชไม่ขึ้นกับสหพันธ์รัฐเชค - สโลวัค คำร้องเรียน ถูกส่งไปยังฮิตเลอร์  ฮิตเลอร์ เลยส่งกองทัพเข้ายึดครอง "โบฮีเมีย" ไว้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2582 วันที่ 16 มีนาคม ฮิตเลอร์ประกาศอารักขา "โบฮีเมีย - โมราเวีย"  ทางรูเธเนีย เลือกเข้าร่วมกับฮังกาลี่ โดยได้รับการยินยอมจากฮิตเลอร์ ...เมื่อถึงขณะนี้จึงเท่ากับว่า ฮิตเลอร์ ได้ทำลายเข้าทำลาย ประเทศ "เชคโกสโลวาเกีย" จนหมดสิ้น (ไทยจะเหมือนอย่างเชคโกสโลวาเกีบหรือไม่ ต้องคอยดูกันต่อไป)

     เดือน เมษายน พ.ศ. 2482 อีตาลี่ประสพความสำเร็จในการผนวกอัลบาเนีย 

 

                         

 




โลกในอดีตจนถึงปัจจุบัน

รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0001-0296
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0297 -0580
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0581-0862
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0863-1162
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1163-1464
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1465-1766
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1767-2062
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2063-2352
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2353-2639
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2640-2931
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2932-3225
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3226-3522
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3523-3824
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3825-4125
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4126-4426
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4427-4732
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4733-5030
รายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 5031-5334



Copyright © 2010 All Rights Reserved.