ReadyPlanet.com
dot dot
bulletHome
bulletกระดาน คำถาม-คำตอบ
bulletAdisai's Facebook
dot
Twitter To:-
dot
bulletกัปตันอดิศัย พะลายานนท์
bulletบารัค โอบาม่า
bulletทักษิณ ชินวัตร
bulletอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
bulletจาตุรนต์ ฉายแสง
bulletกรณ์ จาติกวนิช
bulletสุระนันท์ เวชชาชีวะ
bulletสาทิตย์ วงค์หนองเตย
bulletจุรินทร์ ลักษณวิสิทธิ์
bulletกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
bulletคุณปลื้ม ม.ล.ณัฐกรณ์ เทวกุล
dot
ข่าวประจำวัน
dot
bulletกระแสหุ้น
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletไทยโพสต์
bulletผู้จัดการ
bulletมติชน
bulletThe Nation
bulletBangkok Post
bulletกรุงเทพธุระกิจ
bulletข่าวไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bullet Thai Red News
bulletVoice Of Taksin
dot
โทรทัศน์
dot
bulletสถานีโทรทัศน์ ITV
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 9
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 7
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 5
bulletสถานีโทรทัศน์ช่อง 3
bulletSub Menu 3
bulletSub Menu 4
dot
LES & INMARSAT INFO
dot
bulletNERA Satcom
bulletSTCW
bulletGMDSS 2
bulletGMDSS
bulletเพลงสุนทราภรณ์
dot
หน่วยงานราชการกองทัพเรือ
dot
bulletกองทัพเรือ
bulletโรงเรียนนายเรือ
bulletเพลงราชนาวี - ไทยสากลเก่า ๆ.. ฯลฯ
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0001-0296
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0297-0580
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0581-0862
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 0863-1162
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1163-1464
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1465-1766
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 1767-2062
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2063-2352
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2353-2639
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2640-2931
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 2932-3225
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3226-3522
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3523-3824
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 3825-4125
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4126-4426
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4427-4732
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 4733-5030
bulletรายชื่อนักเรียนนายเรือ เลขประจำตัว 5031-5334
dot
บทความใน Website ; Adisai.com
dot
bulletความจริงก็คือความจริง 1
bulletความจริงก็คือความจริง 2
bulletความจริงก็คือความจริง 3
bulletตอนที่ 1 ความจริงวันนี้
bulletตอนที่ 2 เอกราชของชาติ
bulletตอนที่ 3 มโนธรรม
bulletตอนที่ 4 ระบอบประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 5 ที่มาของประชาธิปไตย
bulletตอนที่ 6 อารยธรรมและวัฒนธรรม
bulletตอนที่ 7 การก่อกบฏในอังกฤษ
bulletตอนที่ 8 กฏหมายโมเสส
bulletตอนที่ 9 ราชวงค์บูร์บองของฝรั่งเศส
bulletตอนที่ 11 กฏหมายต่างตอบแทน
bulletตอนที่ 10 ดูตรงนี้เป็นตัวอย่าง
bulletตอนที่ 12 เก่งกับ เก่ง
bulletตอนที่ 13 โจราธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2550
bulletตอนที่ 14 เรื่องที่เราไม่รู้
bulletตอนที่ 15 หาไม่ได้อีกแล้ว
bulletตอนที่ 16 แม่กับลูก
bulletตอนที่ 17 คนดีก็คือคนดี
bulletตอนที่ 18 รัฐสภาน่าคิด
bulletตอนที่ 19 เพื่อชาติ และ ราชนาวี
bulletตอนที่ 20 คนดีที่ต้องเสียเปลียบคนชั่ว
bulletตอนที่ 21 เมื่อต้องตายเพราะทำดี
bulletตอนที่ 22 เหตุที่ต้องเดินทางไปในทะเล
bulletตอนที่ 23 ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะอยู่ได้อย่างไร ?
bulletตอนที่ 24 ผิดเป็นครู
bulletตอนที่ 25 แม่สอนลูกให้ฆ่าพ่อ
bulletตอนที่ 26 กบฏ 2475
bulletตอนที่ 27 ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
bulletตอนที่ 28 ไม่เหี้ยมไม่ได้เป็นฮ่องเต้
bulletตอนที่ 29 กบเลือกนาย
bulletPage1 จดหมาย พล.ต.มนูญกฤต
bulletมังกรดำ
bulletความจริงก็คือความจริง 1-1
bulletความจริงก็คือความจริง 2-1
bulletความจริงก็คือความจริง3-1
bulletความจริงก็คือความจริง 4
bulletชอบสุรยุทธ จุทานนท์
bulletเรื่องที่เพื่อนอยากรู้
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletเรื่องเก่ามาเล่าใหม่
bulletจากเพื่อนถึงเพื่อน
bulletPage1 3-2
bulletPage1 5-2
bulletPage1 6-2
bulletยกย่องนายพลในกองทัพบก
bulletสดุดี "กองทัพเรือ"
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ
bulletยกเลิกผบ.เหล่าทัพ ตอน 2
bulletยกเลิกกฏหมายความมั่นคง
bulletสุภาพบุรุษ "กองทัพเรือ"
bulletพล.ร.อ.สงัด และ พล.อ. กฤต
bulletมันชั่ว หรือ ขายชาติ กันแน่ ?
bulletการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletผังประกอบการหาพื้นที่บ้านคุณอ๋อง
bulletโจรครองเมือง 1
bulletโจรครองเมือง 2
bulletโจรครองเมือง 3
bulletโจรครองเมือง 4
bulletโจรครองเมือง 5
bulletหน้าแรก ย้ายมาเมื่อ 5/07/54
bulletตอนที่ 1 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 2 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 3 หวามหวังใหม่
bulletตอนที่ 4 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 5 ความหวังใหม่
bulletตอนที่ 6 ความหวังใหม่




เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น article      เห็นมาอย่างไร เขียนไปอย่างนั้น ....

ขอโทษมาเลเชีย ?

       เวลาที่จะตอบโต้ในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาน ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านทำกับเรา หรือเวลาที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมจากสังคมโลก มีคำถามว่า ทำไมเราจึงทำไม่ค่อยจะได้ผลสำเร็จเท่าไรนัก

        คำตอบ คือ เป็นเพราะเรามีเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งหลาย ๆ ประเทศเขาไม่มี  นั่นคือ.-

         ประการแรก เราน่ารักเกินไป เราชอบมองโลกในแง่ดี มองว่าคนชาติอื่นหรือประเทศอื่นดี ทั้ง ๆ ที่บางประเทศมิได้คิดแง่ดีกับเรา เวลาเขาทำอะไรกระทบกระทั่งประเทศของเรา เราจะไม่แสดงให้เขาเห็นชัด ๆ ว่าเราโกรธ และมักจะจบด้วยการให้อภัยที่ง่าย ๆ พอเขามาทำดีด้วยจะใจอ่อน และกลับไปคืนดีกับเขาโดยเร็ว เมื่อเป็นเช่นนี้บางประเทศเขาจึงมองว่า จะทำอะไรก็ได้กับประเทศของเรา เพราะในที่สุดก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นจากการกระทำของเขา

        ประการที่สอง  เราเงียบ เราสุขุม รู้ไม่รู้เราก็เงียบไว้ แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า เขาทำอะไรไม่ดี ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษของคนไทย เรามักจะไม่พูดอะไรออกมาดัง ๆ  เมื่อเงียบบ่อย ๆ  เมื่อสุขุมอยู่ร่ำไป ประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลายจึงชอบขย่มเรา บ่อย ๆ หลาย ๆ ครั้งทนไม่ได้เสียแล้ว

        ประการที่สาม  เราขาดความเป็นเอกภาพในการต่อสู้ หรือการโต้ตอบ ประเทศไทยปล่อยให้มีอิสระเสรีในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ แต่ความอิสระเสรีดังกล่าวนี้ ถ้าใช้พร่ำเพรื่อ หรือถ้าใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในด้านความดังแก่ตัวเอง ไม่ใช่เพื่อประเทศชาติโดยส่วนรวม ความสับสนจะเกิดขึ้น และผลที่ติดตามมาคือ ขาดความเป็นเอกภาพในประเทศ เมื่อภายในขาดความเป็นเอกภาพแล้วจะไปสู้กับประเทศอื่นเขาได้อย่างไร

        ประการที่สี่  เรามักจะแคร์คคนอื่นมากเกินไป จนลืมแคร์ตัวเอง เราจะตอบโต้อะไรมักชอบพูดกันนักว่า จะเสียความสำพันธ์กับประเทศนั้น ๆ ทั้ง ๆ ที่ประเทศนั้น ๆ เขาทำอะไรเขาพูดอะไร เขาเคยแคร์เราหรือไม่ เขาเคยให้เกียรติประเทศของเราบ้างหรือไม่ กลับไม่ค่อยจะพูดถึงกันเท่าไดนัก

        และประการสุดท้าย  เราชอบเอา "การเมือง"  เขามาพัวพันธ์ไปเสียทุกเรื่อง "รัฐบาล" ทำอะไร "ฝ่ายค้าน" เอย "ส.ว." เอย  มักจะคัดด้านอยู่ร่ำไป นาน ๆ เข้าเลยไม่ต้องทำอะไร เลยไม่ต้องตอบโต้อะไร เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ที่หวังดีแต่ประสงค์ร้ายต่อประเทศเราจึงย่ามใจขึ้นทุกที เขาย่ามใจเพราะเขารู้ดีว่า แค่ฟังเสียงคัดค้านอันสืบเนื่องมาจากการเมือง รัฐบาลไทยก็เหนื่อยเเล้ว  ไฉนเลยจะมีแรงไปตอบโต้เขา 

       คงจำได้ว่าเมื่อปลายปีที่แล้ว  ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลย์เชีย  เสนอให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นรัฐอิสระปกครองตนเอง....ได้ยินได้ฟัง ดร.มหาธีร์ พูดเช่นนี้ เราไม่เคยกระทำอะไรที่ตอบโต้ ดร.มหาธีร์ จริง ๆ จัง ๆ ...คงมีแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวว่า ดร.มหาธีร์ ไม่ใช่คนของรัฐบาลมาเลย์เซียแล้ว ในแง่ของรัฐบาล ต่อ รัฐบาล ไทยถือว่าไม่มีปัญหาซึ่งกัน  แต่คำพูดของ ดร.มหาธีร์ถือว่าไม่ค่อยจะสร้างสรรค์เท่าใดนัก...หลังจากนั้นก็เงียบหายไป ไม่มีการตอบโต้จาก ดร.มหาธีร์.  และผลเป็นอย่างไรเมื่อมีชาวไทยมุสลิมภาคใต้ 131 คนหนีไปอยู่ที่มาเลย์เซีย ก็ ดร.มหาธีร์ผู้นี้อีกออกมาพูดว่า รัฐบาลมาเลเชียควรมอบสถานผู้ลี้ภัยให้แก่ชาวไทยเหล่านี้ที่หนีความรุนแรงในประเทศเข้ามาในมาเลเซีย .... พร้อมทั้งกล่าวด้วยว่า เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมานี้ได้แนะให้รัฐบาลไทยให้อำนาจปกครองตนเองแก่พื้นที่มุสลิมภาคใต้ และเมื่อ พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมว.กลาโหมบอกว่า มีผู้นำที่ก่อเหตุในฝั่งเราไปประชุมกันหลายครั้งหลายหนที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย และมีอดีตนักการเมืองมาเลเซียอยู่นี่นด้วย แสดงให้เห็นว่าเรารู้ทัน และเรียกร้องให้ทางการมาเลเซียจริงใจในการช่ายแก้ปีญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยกลับกลายเป็นเรื่องใหญ่

       นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา ออกมาตำหนิ พล.อ.ธรรมรักษ์อย่างทันควีน โดยบอกว่า พล.อ.ธรรมรักษ์ไม่ควรพูดอย่างนั้นเพราะมันกระทบกระเทือนกับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ สิ่งที่ต้องกระทำขณะนี้ก็คือ ต้องขอโทษมาเลเซียโดยเร็วที่สุด เพราะ ดร.มหาธีร์เป็นอดีตผู้นำพรรคร่วมรัฐบาลและเคยเป็นผู้นำมาเลเซียมาด้วย...ฟังแล้วก็รู้สึกมึนงง. 

       แล้วที่ ดร.มหาธีร์ออกมาเสนอเเนะเรื่องที่ก้าวก่ายประเทศเรา นายไกรศักดิ์ไปบอกให้ ดร.มหาธีร์มาขอโทษประเทศเราบ้างได้ใหมล่ะ

       เรื่องพรรค์อย่างนี้ พล.อ.ธรรมรักษ์ ไม่ต้องไปขอโทษใครทั้งสิ้น เพาะเชื่อมั่นว่าคนอย่าง พล.อ.ธรรมรักษ์ เป็นคนตรง ถ้าไม่รู้จริง ถ้าไม่แน่ใจคงไม่พูดออกมาเช่นนั้น.... นายไกรศักดิ์ต่างหากที่ควรขอโทษ พล.อ.ธรรมรักษ์ ควรขอโทษคนไทย...ที่ผลีผลามออกมาตำหนิ พล.อ.ธรรมรักษ์  ในขณะที่เราต้องรวมตัวเป็นเอกภาพที่จะฟัด ดร.มหาธีร์ให้อยู่หมัดฐานชอบก้าวก่ายเรื่องภายในของประเทศไทยดีนัก......อนุภพ

......................... 

    *** ก็ไม่มีอะไรมากครับสำหรับ Email ที่มีไปถึงเจ้าหน้าที่ ภาคภาษาไทยที่สถานีวิทยุ BBC กรุงลอนดอน เพียงแต่ผมได้สรุปไปสั้น สั้นว่า............. "ผมขอแสดงความเสียใจกับทุกท่านที่เกี่ยวข้อง..แทนผู้ก่อการร้ายภาคไต้ทุกคน ที่สถานีวิทยุ BBC ภาคภาษาไทยจะต้องถูกปิดลง ... ผมขอแสดงความเสียใจกับคนร้าย หรือผู้ก่อการร้ายภาคใต้ที่ฆ่าพระสงค์ในพุทธศาสนาตายเป็นประจำโดยไม่ถูกเจ้าหน้าที่จับ เพราะเจ้าหน้าที่เหล่านั้นหวาดผวา ... ผมขอแสดงความเสียใจกับการให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายทางภาคใต้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ... ทั้งที่กรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด...เพราะ ..ต่อไป ... ทางฝ่ายผู้ก่อการร้ายภาคใต้จะขาดผู้ให้กำลังใจ ... และผู้สนับสนุนที่ดีไป... BBC ภาคภาษาไทย กรุงลอนดอน เป็นสภานีวิทยุภาคภาษาไทย สถานีหนึ่งที่อยู่ต่างประเทศ ที่ให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายทางภาคใต้ของประเทศมาเป็นเวลาช้านานแล้ว....บัดนี้จะต้องถูกปิดลง จึงรู้สึกเสียใจ(แทนอ้ายพวกชาติชั่ว) ...ครับ".........ก็เท่านั้งเองครับท่าน ไม่มีอะไรมากจริง ๆ นะครับ...ท่าน.

.........................

***จดหมายถึงนาย***

 ท่านผู้อ่านครับ

"จดหมายถึงนาย" ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้เป็นข้อเขียนของคนหนุ่มซึ่งมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในแวดวงการทูต และแวดวงของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคนเก่งที่ซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งหาได้ยากในยุคนี้ แนวคิดและวิธีเขียนอาจจะดูเหมือนรุนแรง  แต่ถ้าเราไม่ปฎิเสธความจริง คงต้องยอมรับว่าสิ่งที่ผู้เขียนบรรยายไว้มีอยู่จริงในบ้านเมืองของเรา ผมเห็นว่าเป็นข้อเขียนที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการกระตุ้นเตือนให้ทุกคนได้ตระหนักถึงพิษภัยที่เรากำลังเผชิญอยู่ เผื่อว่าจะได้ช่วยกันแก้ใขให้ดีขึ้น

จึงได้นำมาลงไว้ในมุมนี้เพื่อช่วยกันเผยแพร่

มีชัย ฤชุพันธ์

MeechaiThailand.com

........................

4 กรกฎาคม 2543.

ข้าพเจ้าเป็นชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในเมืองไทย มีหน้าที่รายงานภาพรวมของประเทศไทยกลับไปยังนาย คือ บริษัทแม่ในต่างประเทศ หรือ บางครั้งก็แอบเสนอรายงานต่อรัฐบาลประเทศของข้าพเจ้า    ในโอกาสล่าสุดนี้ นายต้องการทราบว่า ควรจะดำเนินการในแง่ยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทยอย่างไรดี ....เพื่อให้การครอบงำประเทศนี้สมบูลย์ที่สุดในระยะยาว ... ข้าพเจ้าสนองความต้องการของนายด้วยจดหมายฉบับนี้ .......

วันที่ 1 กรกฎาคม 2543

นายที่รัก

ตามที่มอบหมายให้ข้าพเจ้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยเกือบ 20 ปีแล้วนั้น ข้าพเจ้าพอจะสรุปคำตอบเพื่อเสนอต่อนายได้ดังต่อไปนี้:-

ภาพรวมของประเทศไทย ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่ค่อนข้างยากจน สังคมไทยโดยพื้นฐานมีลักษณะไร้ระเบียบวึนัยซึ่งเป็นอุปนิสสัยประจำตัวของคนชาตินี้...แม้ว่า รัฐบาล รัฐสภา และประชาชนส่วนหนึ่งได้พยายามแก้ใขกฎหมายต่าง ๆ จำนวนมาก รวมทั้งรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศให้ดีขึ้น  แต่โดยพฤติกรรมแล้ว คนไทยนิยมการดำเนินชิวิต ธุระกิจ และการใช้อำนาจรัฐ ที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ หรือที่มีคำกล่าวในประเพณีไทยว่า "ทำได้ตามใจคือไทยแท้" ท่านจะประมาทต่อคำนี้ไม่ได้เลย

ในทางกายภาพ กรุงเทพฯเป็นต้วอย่างของเมืองหลวงที่ไร้ระเบียบที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ความไร้ระเบียบนี้ดำเนินไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดยั้ง หรือลดน้อยลงเลย เมืองเชียงใหม่น่าจะได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพงจากกรุงเทพฯ แต่ก็ไม่ทำ หรือทำไม่ได้ เมืองพัทยาซึ่งควรเป็นบทเรียนให้กับเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ แต่ก็ไม่เป็น หรือเป็นไม่ได้ ....ระบบการจราจรและพฤติกรรมของผู้ขับขี่ยานพาหนะก็เป็นอีกตัวอย่างที่เลวที่สุด อันเป็นลักษณะประจำชาติก็ว่าได้......การรุกล้ำที่ดินสาธารณะ ที่ป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ ฯลฯ ก็เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แก้ไขไม่ได้.....แม้แต่หน่วยราชการ ถึงขนาดทำเนียบรัฐบาลเอง ภายนอกดูสวยงามแต่ภายในนั้นไร้ระเบียบทางกายภาพอย่างน่ากลัว เช่นงานเอกสารที่ท่วมทางเดิน ซึ่งเป็นปํญหาของทุกหน่วยราชการตลอดกาล แก้ไม่ได้.....ความไร้ระเบียบทางกายภาพนี้ ทำให้ประเทศไทยยังคงเป็นแค่ประเทศเล็ก ๆ ที่เราควรเข้ามากอบโกยเอาผลประโยชน์ เมื่อมีโอกาสและกลับไปยังความศิวิลัยของเราโดยเร็ว เมืองไทยไม่ใช่ประเทศที่ควรเข้ามาปักหลักลงทุน หรืออยู่อาศัยอย่างยาวนานหรือถาวร เพราะเป็นการยากที่เราจะปกครองชนชาตินี้ให้อยู่ในระเบียบวินัยได้ และเพราะฉะนั้น จึงไม่เหมาะกับวัฒนะธรรมอันเจริญของเรา

ความไร้ระเบียบทางศิลธรรม-จริยธรรม ท่านจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่มีการค้าประเวณีและยาเสพติดอย่างเปิดเผยทั่วไป มีการฆาตกรรมกันมาก การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหง ไม่เว้นแม้เเต่ในโรงเรียน มีครูโกงเด็กตัวเล็ก ๆ  ในวัดพระโกงชาวบ้าน หรือราชการหลอกพระและพุทธศาสนิกชน หรือ ที่สื่อมวลชนทำกับเยาว์ชน ตำรวจเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม 

ทั้งนี้ไม่ต้องพูดถึงระบบราชการไทยซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นสัญญาลักษณ์สุดยอดของความไร้ระเบียบทางศิลธรรม-จริยธรรม จนเป็นสาเหตุบ่อนทำลายลากฐานของสังคมไทยให้ผุกร่อน เห็นได้จากกลไกลของรัฐไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาสังคมและศิลธรรมได้เลย

ผู้นำทางศิลธรรม-จริยธรรม อันได้แก่ พระ ครู สื่อมวลชน ฯลฯ ได้เสื่อมอิทธิพลในการนำจิตใจลงไปมาก เพราะถูกเงินเข้าครอบงำ ทั้งโดยมีเจตนาในทางทุจริตจริง ๆ และเหตุการณ์บังคับ

ส่วนผู้นำประเทศและชนชั้นนำในสังึคมก็ล้มเหลวในทางศิลธรรมและจริยธรรมโดยสิ้นเชิง ดังจะเห็นได้ชัดในวงการเมือง สังคมไทยยังคง "ยอมรับนับถือ" นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงซึ่งมีประวัติไม่สอาดหรือพฤติการณ์ที่น่ารังเกียจ พวกเจ้าเล่ห์เพทุบายในวงการแทพย์ ซึ่งเคยเป็นวิชาชีพที่สังคมให้เกียรติอย่างมาก กลับมีกรณีย์ฉาวโฉ่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ในวงการผู้พิพากษาก็มีกรณีย์ที่ทำให้สถาบันต้องมัวหมองอยู่เนือง ๆ เชื่อหรือไม่ว่าคนไทยที่หวังพึ่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างจริงจังนั้นมีน้อยมาก ปัญหาของเด็กที่หาที่เรียนในกรุงเทพฯ กลายเป็นตลกเศร้าของพ่อแม่ตลอดกาลชั่วนาตาปี ฯลฯ

ในทางกฎหมายปรากฎว่ามีความไร้ระเบียบจนการใช้กฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมาถึงระเบียบปฎิบัติต่าง ๆ เกิดความวุ่นวายไปหมด สิ่งที่หน้าขันก็คือ ในเรื่อง ๆ หนึ่ง อาจมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมายหลายฉบับ และให้อำนาจบุคคลต่าง ๆ  ไว้แตกต่างกันทำให้สังคมไทยตั้งอยู่บนช่องว่างของกฎหมายมากกว่าตัวบทกฎหมายเอง

ตัวอย่างที่ดี ก็เช่นว่า เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นในการบริหารราชการแผ่นดิน นายกเกือบไม่ต้องรับผิดชอบเลย โดยอ้างว่าอำนาจต่าง ๆ เป็นของรัฐมนตรี ส่วนรัฐมนตรีก็อ้างว่า เป็นอำนาจสองปลัดกระทรวง ปลัดกระทรวงก็อ้างว่า เป็นอำนาจของอธิบดี อธิบดีก็จะอ้างว่า "เราจะป้องกันมิให้ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นอีก"  โดยไม่มีผู้ใดแสดงความรับผิดชอบต่ออำนาจหน้าที่ของตนตามกฎหมายจริง ๆ เลย และเมื่อมีผู้ถามว่าเหตุใดจึงมีกฎหมายที่ทำให้เกิดช่องว่างดังกล่าวมากเหลือเกิน นักกฎหมายก็จะตอบด้วยความภาคภูมิใจว่า "เพื่อกระจายอำนาจและให้เกิดความคล่องตัวในทางปฎบัติ

ความไร้ระเบียบทางกฎหมายตั้งแต่ระดับสูงสุดในการปกครองประเทศลงมาจนถึงระดับจุกจิกสารพัดเรื่องในหน่วยราชการหนึ่ง ฟ ได้กลายเป็น "ต้นทุน" ในการพัฒนาประเทศในยุคใหม่ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนในยุคนี้มีการศึกษากว่ายุคก่อน ๆ ........จึงนับว่าเป็นเรื่องจึงที่หน้าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง และสะท้อนให้เห็นว่า มันสมองที่แท้จริงในสังคมไทยยังไม่ได้รับการพัฒนา หรือพูดง่าย ๆ ยังไม่ได้เกิดมาเพื่อสร้างสรรค์สังคม แม้เวลาจะผ่านมาแล้วอย่างยาวนาน.....ในทางวัฒนธรรมไทย อะไรเล่าคือวัฒนธรรมไทย?  เมื่อข้าพเจ้าถามเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย เขาจะพาเราไปดูการฟ้อนรำที่ซ้ำ ๆ กัน ดูผ้าใหม ดูวัด และพาไปทานอาหารไทย เขาจะพาเราไปดูช้างและชาวเขา ดูเรือในแม่น้ำ การพิธีต่าง ๆ มวยไทย และ ตลาดน้ำ เราได้ดูประสาทราชว้งล้วนแต่เป็นอดีต แต่พวกเขาไม่เคยพาพวกเราไปดูวัฒนธรรมการศึอษาหาความรู้ของคนไทย วัฒนธรรมในการผลิตสินค้า และให้บริการของคนไทย การคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ  ประดิษฐ์กรรมและศิลปกรรม ข้าพเจ้าไม่เคยพบวัฒนธรรมที่ดีงามมากนักในธุระกิจของคนไทย และยิ่งเห็นได้ยากในระบบราชการของไทย ซึ่งเน็นความเป็นเจ้าขุนมูลนายและสายสัมพันธ์มากกว่าการมีวัฒนธรรมที่สร้างจิตสำนึกต่อสังคม.....คนไทยไม่เคยชี้ให้เห็นวัฒนธรรมของพวกเขาในส่วนที่เป็นพลังขับเคลื่อนที่แท้จริงของชาติได้อย่างเป็นรูปธรรมและไม่สามารถอธิบายให้น่าฟังได้ในระดับนามธรรม
ความคิดรวบยอดของคนไทยไม่มีระเบียบทางความคิดเชิงวัฒนธรรมยังด้อยกว่า ญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศส หรือแม้แต่อินเดียอยู่มากทำให้เราชาวต่างชาติแม้จะชอบความแปลกในเมืองไทย แต่ก็ไม่เคยนับถือคนไทยว่าเป็นชาติที่มีอารยธรรมที่เข้มแข็งจริง ๆ เลย ความไร้ระเบียบทางกายภาพ และทางศิลธรรม-จริยธรรมและความไร้ระเบียบทางกฎหมาย และวัฒนธรรมที่สรุปไว้ข้างต้น นับว่าเป็นข้อดีสำหรับเราซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่มีอำนาจ   ..... 
เพราะแสดงให้เห็นว่า คนไทยนั้นอ่อนแอในทุกด้าน ผู้ใหญ่ก็อ่อนแอ เด็กก็อ่อนแอ คนมีความรู้ก็อ่อนแอ คนไม่มีความรู้ก็อ่อนแอ  คนมีอำนาขหรือไม่ มีอำนาจก็อ่อนแอทั้งสิ้น  ดังจะเห็นได้ว่า นับเป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้ว ที่คนไทยไม่มีผู้นำที่สามารถ และเสียสละอย่างแท้จริง (ยกเว้นองค์พระมหากษัตริย์) อันสะท้อนกลับมาที่ลักษณะประจำชาติของคนไทยเอง.
 

นายท่าน !  สังคมไทยเป็นสังคมที่ผุกล่อนมาก แล้วรอวันแตกสลายลง   เหมือนกับหินปูนที่ถูกน้ำกรดกัดกรอนลงทุกวัน ในวันข้างหน้าก็จะ...ไม่มีอะไรให้เป็นแก่นสารเลย ..นายควรที่จะพอใจ ว่ารัฐบาลและบริษัทข้ามชาติ รวมทั้งมาเฟียต่าง ๆ ของเราชาวต่างชาติ เพียงแตใช้กุศโลบายอันแยบยลอย่างเงียบ ๆ  ....  หลอกล่อให้คนไทยหลงอยู่ในวังวนของความสุขสบาย ไร้ระเบียบ หลงอยู่ในความฝันว่าตนมีสติปัญญาเพียงพอแล้วโดยการเรียนแบบฝรั่งก็ใช้ได้ ...ความไร้ระเบียบจะเพิ่มพูลขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกด้าน ..... สังคมไทยในที่สุด จะตั้งอยู่ได้ด้วยประชาชนที่อ่อนแออย่างหลวม ๆ เพียงอย่างเดียว ไม่มีจุดเชื่อมโยงอย่างมีความหมาย กับอำนาจรัฐและอิทธิพลทางจิตใจของผู้นำทางการเมือง สังคม สถาบัน หรือศาสนา ใด ๆ   เมื่อนั้นเราจะบังคบเอาประเทศไทยเป็นทาสได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่รอเวลาเท่านั้น
 สิ่งที่เป็นเวชมนต์อันศักดิ์ที่เราชาวต่างชาติจะใช้สะกดผู้นำของชาติไทยก็คือ
 จงหลอกล่อให้พวกเขาหลงใหลเข้าใจว่าพวกเราชาวต่างชาติ จะอยู่ในระเบียบวินัย ทางการค้าและการลงทุนอันเสรี ในกฎเกณฑ์ที่เรานั่น
เองเป็นผู้คิดค้นขึ้น เราจะต้องสะกดให้เขาเชื่อว่าเราชาวต่างชาติจะอยู่ในระเบียบวินัยของกฎบัติสหประชาชาติ และหลักการด้านสันติภาพ ประชาธิปไตย และมนุษย์ธรรมต่าง ๆ รวมทั้งมาตราฐานอันสูงส่งในการพัฒนาเศรษฐกิจ
 ผู้นำของชาติไทย คือเด็กที่ถูกเฆี่ยนตีมามากพอที่จะเชื่อฟัง ไม่กล้าโต้แย้ง คัดค้าน หรือใช้กลวิธีที่มาจากมันสมองของเขาเอง ในการหลบ...
เลี่ยงเอาตัวรอด อย่าให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียบรู้ศาสตร์ชั้นสูงของการลูบหน้าปะจมูก หรือมือถือสากปากถือศิล ของชนชาติเราเป็นอันขาด
 ชาติเล็ก ๆ ที่น่าสงสารชาตินี้ย่อมอยู่ในอุ้งมือของเราเป็นแน่แท้ แม้คนอยากจะรุกขึ้นสู้ แต่พวกเขาก็มีแต่ความรักชาติเท่านั้นไม่มีระเบียบวินัย ...
และพลังภายในของสังคมอันเป็นจิตวิญญาณของชาติที่แท้จริง ซึ่งจะผลักดันให้ต่อสู้จนสำเร็จได้เลย
 

สิ่งที่พึงระวัง
 เราชาวต่างชาติจะต้องระวังย่างก้าวของเราบางปะการเพื่อมิให้การครอบงำอย่างเงียบ ๆ นี้สะดุดหยุดลง  ข้าพเจ้าขอเสนอแนวคิดต่อนายดังนี้
 1.  อย่าให้เมืองไทยมีผู้นำที่เข็มแข็ง และเสียสละ สังคมไทยส่วนใหญ่ยังหวังพึ่งหัวหน้าฝูงและสิ่งที่มีอำนาจ  เขายังไม่หวังพึ่งพาตนเอง
มากนัก  หากสังคมไทยได้ผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละเขาจะกลายเป็นชาติที่รุ่งเรืองในเวลาอันรวดเร็ว ดังที่ปรากฎมาในทุกยุคในประวัติศาสตร์ชาติไทย สิ่งที่เราควรทำคือ  ส่งสัญญาณสนับสนุนผู้ที่จะได้รับเลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรี เช่นนาย ช. นาย ก. นาย บ. ฯลฯ  หรือผู้ที่แสวงผลประโยชน์สูงสุดจากการเมือง  คนพวกนี้จะช่วยให้เราชาวต่างชาติ ใช้เวทย์มนต์ของเราได้ง่ายขึ้นเหมือนที่ผ่านมา
 2.  อย่าให้ผู้นำของไทยคิดออกนอกแนวโลกาภิวัตน์ เพราะโลกาภิวัตน์คือเวทย์มนต์ของเรา   จงทำให้พวกเขาหลงไหลมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า
โลกาภิวัตน์ที่ถูกต้อง  คือ  การเอาใจท้องถิ่น(Localization Globalization) เพื่อว่าเขาจะได้แคลงใจสงสัยน้องลง  จงทำให้เขาเชื่อว่าปัญหาต่าง ๆ ของพวกเขานั้น จะพึ่งพากลไกของรัฐไม่ได้ แต่ต้องพึ่งพานักคิดแก้ไขปัญหาอิสระในนามผู้เชี่ยวชาญ และ เอ็นจิโอ  บางแห่งที่เราสนับสนุนอยู่ จงจูงมือพวกเขา จงจูงใจพวกเขา และให้อามิสแก่พวกเขา ทำให้เขารู้สึกว่า ภาคประชาชนเท่านั้นที่สำคัญ พวกเขาจะดูหมิ่นเหยียดหยามอำนาจรัฐ พวกเขาจะเกลียจชัง พวกเขาจะเคียดแค้น ซึ่งจะเป็นผลดีแก่ความก้าวหน้าของเรา ขณะเดียวกันเราเองจะต้องสนับสนุนให้อำนาจรัฐพัฒนาประเทศไปในแนวทางที่ประชาชนเกลียจชังมากขึ้นทีละน้อย โดยแสร้งทำเป็นว่าอยากช่วยเหลืออย่างจริงใจ
 3.  จงเร่งให้คนไทยรู้สึกว่า พวกเขาพ้นจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว เมื่อพวกเขาหลงเชื่อว่าทุกอย่างดีขึ้น  นิสัยประจำชาติของพวกเขาจะพลุ่ง
พล่าน พวกเขาจะลืมตัว สร้างความไร้ระเบียบมากขึ้นเป็นทวีคูณ  เริ่มจากการเมืองระดับชาติ ข้าราชการ นักธุระกิจ ฯลฯ ลงมาจนถึงการเมืองท้องถิ่น พระ   ตำรวจ   ชาวบ้าน พวกเขาจะรีบเร่งออกกฎหมายต่าง ๆ จนยุ่งเหยิงไปหมด ไม่ทราบว่าในเรื่องหนึ่ง ๆ จะใช้กฎหมายใด  ในกรณีใด  เมื่อใด พวกเขาจะย่อหย่อนต่อระเบียบวินัยทางเศรษฐกิจ การคลัง และ การเงิน พวกเชาจะเมินเฉยต่อศิลธรรม และ จริยธรรมจะฟุ้งเฟ้อ ทำตังเป๋นคางคกขึ้นวอ เพื่อให้เราชาวต่างชาตินิยมชมชอบ    ดังนั้นพลวัตทางเศรษฐกิจ เพราะความเชื่อผิด ๆ ว่าทุกอย่างดีขึ้น จะนำไปสู่จิตวิญญาณของชาติที่เป็นอัมพาตหนักกว่าเดิมในเวลาอันไม่ช้า ซึ่งจะเป็นโอกาสของพวกเราชาวต่างชาติอย่างแท้จริง
 4.  จงช่วยสนับสนุนการศึกษาของคนไทย (ให้คับแคบมากขึ้นเรื่อย ๆ ) จนทั้งชาติเชื่อว่าการใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็นคือการไม่ได้รับการศึกษา
พวกเขาจะชำนาญและหลงใหลได้ปลื้มกับความสามารถทางเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งนำเอาความสะดวกสบาย และเงินเดือนสูง ๆ มาให้ จนลืมไปว่าการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือ การส่ง Email  เราทำให้พวกเขาเชื่อไปได้เปลาะหนึ่งแล้วว่าต่อไปคำว่า "ชาติ" จะไม่มี จะไม่มีเพราะ Internet ได้ทำลายพรหมแดน ธรรมชาติลงเสียแล้ว ต่อไปก็ต้องทำให้พวกเขาลืม  "ความรักชาติ"  และแรงปรารถนาที่จะ "สร้างชาติ" เพื่อจะได้หมดความปรารถนาแบบโบราณที่จะยืนอยู่ในโลกอย่างทะนง เช่น เสรีชนอื่น
 อย่าให้พวกเขาสนใจศิลปศาสตร์มากนัก เพราะวิชาเหล่านี้ทำให้พวกเขา "คิดอย่างมีจินตนาการ"  อย่าให้พวกเขา "คิดได้" มาก ๆ หรือ "อยากคิด"  มาก ๆ เพราะมันจะเป็นฐานพลัง ให้สังคมไทย  "คิดสู้" จงเน้นให้พวกเขาหลงใหลในวิชาการเทคนิค และ อีเล็กทอรนิคเป็นสำคัญ
 5.  หลีกเลี่ยงการวิพากวิจารณ์ระบบราชการไทย เพราะระบบราชการไทยนั้นล้าหลังมาก และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ พร้อม ๆ กับเป็นเชื้อโรคที่กัดกินสังคมไทยโดยส่วนรวมมากขึ้นทุกที ระบบราชการไทยเต็มไปด้วยความกดดัน ซึ่งทำลายทรัพยากรบุคคล  เต้มไปด้วยความไร้ประสิทธิภาพ และ ไร้ความสำนึกต่อสังคม ทำให้ระบบราชการไทยเป็นมหามิตรของเราชาวต่างชาติ....อย่าชี้จุดอ่อนของเขา อย่าวิภากษ์วิจารณ์ ปล่อยให้มันทำลายคนไทยทั้งทางกาย และทางใจทุกลมหายใจของชีวิต จนกว่าจะหมดลม  เมื่อไม่วิพากษ์วิจารณ์ มหามิตรของเราก็จะทำงานอย่างขมักเขม้นโดยหลงเชื่อว่าคนเองนั้นดีเลิศประเสริฐที่สุดในชาติ มีความชอบธรรมที่จะเขมือบงบประมาณแผ่นดินมากขึ้นเลื่อย ๆ จนชาติไทยทั้งชาติเป็นอัมพาต เพราะมะเร็งร้ายนี้  อย่าลืมว่าเฟืองตัวใหญ่ที่ขึ้นสนิมเขรอะย่อมทำให้จักรกลทั้งหมดหยุดได้เราชาวต่างชาติไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรเลย นั่งยิ้มให้มหามิตรของเรา และยื่นหัตถ์แห่งมัจจุมิตรแก่พสวกเขา จนกว่าเวลาจะมาถึง
 6.  จงนำรายงานฉบับนี้ให้คนไทยอ่านเพื่อทดสอบปฎิกริยาของพวกเขา  ข้าพเจ้าเข้าใจว่าพวกผู้นำ จะตอบด้วยใบหน้ายิ้มละไมว่า  "เพิ่งได้รับเอกสาร ขอให้เราได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาก่อน"  ส่วนคนไทยทั่วไปจะตอบว่า  "ไม่เป็นไร"  หัวเราะเห็นฟันขาว  นายท่านจงตระเตรียมเครื่องปรุงรส ให้พร้อม เพื่อลิ้มรสเนื้อสดอันโอชะจากแผ่นดินไทย !!!!
 รายงานของข้าพเจ้าฉบับนี้มีเพียงเท่านี้ หากรัฐบาล  บริษัทข้ามชาติ และมาเฟียของเรา วางแผนเข้ามาผูกมิตรกับคนไทย โดยมีเป้าหมายที่ว่านี้แล้ว  ข้าพเจ้ารับรองว่า คนไทยจะภาคภูมิใจในการผูกมิตรกับเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาโดยเนื้อแท้ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงมากนัก  และไม่ชอบคิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง  พวกเขาชอบการยกยอปอปั้น หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง  และใช้ชีวิตตามสบาย.


ข้าพเจ้าเองก็เริ่มชอบชีวิตแบบไทย ๆ เข้าแล้วซิ !!!
 

ลงชื่อ
ยามวิกาล
ปล. ขอความกรุณาเจ้านายตอบกลับมาด้วยเพื่อทราบแนวคิของท่าน 

หมายเหตุ :-  

 จากหนังสือพิมพ์ "สยามรัฐ สัปดาวิจารณ์ ...  ปีที่ 47 ฉบับที่ 9 วันอาทิตย์ 30 กรกฎาคม - วันเสาว์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2543 หน้า 26 - 27 "

............................   

ข้อคิด

คุณมีชัย ท่านว่า "การเขียน ของผู้เขียนหนังสือเริ่องจดหมายถึงนายอาจจะดูรุนแรงไป" ...แต่ผมว่า ความรุนแรงไม่ใช่สี่งที่น่ารังเกียจ ถ้าความรุนแรงนั้นทำเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง

****************

 

 




อดิตถึงปัจจุบัน

ชอบสุรยุทร จุลานนท์
มนุษย์ที่หน้ารังเกียจ article
ความจริงก็ต้องเป็นความจริง 1
ความจริงก็ต้องเป็นความจริง 2
ความจริงก็ต้องเป็นความจริง 3



Copyright © 2010 All Rights Reserved.